เปิดบริษัทใหม่ ต้องรู้อะไรบ้าง? (ปี 2569)

ป้าย Open สำหรับเจ้าของธุรกิจที่เพิ่งเปิดบริษัทใหม่และต้องการคำปรึกษาด้านบัญชีภาษี

 

 

เปิดบริษัทใหม่ ต้องรู้อะไรบ้าง? (ปี 2569)

ทำไมเจ้าของกิจการต้องเข้าใจเรื่องบัญชีและภาษี?

หลายคนคิดว่าการทำธุรกิจคือเรื่องของการขายสินค้า สร้างแบรนด์ให้ปัง แต่ความจริงแล้ว ระบบบัญชีและภาษีที่ดี คือรากฐานสำคัญที่จะทำให้ธุรกิจของคุณเติบโตได้อย่างยั่งยืน

ผู้ประกอบการมือใหม่มักเข้าใจผิดว่า “จ้างสำนักงานบัญชีมาดูแลแล้วก็จบ เราแค่ขายของก็พอ” แต่ในความเป็นจริง การที่เจ้าของกิจการมีความรู้พื้นฐานจะช่วยให้คุณ:

  • คุยกับนักบัญชีเข้าใจ รู้ว่าเขากำลังทำอะไร และทำถูกต้องหรือไม่
  • วางแผนธุรกิจได้แม่นยำ เพราะเข้าใจตัวเลขจริงๆ ไม่ใช่แค่มองยอดขายอย่างเดียว
  • หลีกเลี่ยงปัญหากับสรรพากร ไม่ต้องมาตกใจกับค่าปรับย้อนหลังหลักแสน-หลักล้าน
  • ตัดสินใจทางธุรกิจได้ดีขึ้น เพราะรู้จักอ่านงบการเงินและเข้าใจสถานะทางการเงินของบริษัท

ส่วนที่ 1: ภาษีที่นิติบุคคลต้องรับผิดชอบ

เมื่อคุณจดทะเบียนธุรกิจเป็น “นิติบุคคล” (เช่น บริษัทจำกัด หรือ ห้างหุ้นส่วนจำกัด) หน้าที่ทางภาษีของคุณจะแตกต่างจากการทำธุรกิจส่วนตัวโดยสิ้นเชิง นี่คือ 4 ประเภทภาษีหลักที่คุณต้องเข้าใจ:

1.1 ภาษีเงินได้นิติบุคคล (Corporate Income Tax)

ภาษีนี้คืออะไร?

เป็นภาษีที่คำนวณจาก “กำไรสุทธิทางบัญชี” ของบริษัท ซึ่งหมายถึง รายได้ทั้งหมด หักลบด้วย ค่าใช้จ่ายที่กรมสรรพากรยอมรับ

สิ่งสำคัญที่ต้องเข้าใจ:

  • กำไรทางภาษี ≠ เงินสดในมือ (เพราะมีรายการหักลบบางอย่างที่กฎหมายไม่ให้หัก เช่น เงินปันผลจ่าย หรือค่าปรับจากการฝ่าฝืนกฎหมาย)
  • ต้องยื่นปีละ 2 ครั้ง:
    • กลางปี (ภ.ง.ด.51): ยื่นภายใน 2 เดือนหลังครบรอบ 6 เดือนแรกของรอบบัญชี
    • สิ้นปี (ภ.ง.ด.50): ยื่นภายใน 150 วันหลังสิ้นสุดรอบบัญชี

สิทธิพิเศษสำหรับ SME (ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม):

หากบริษัทคุณมีคุณสมบัติดังนี้

  • ทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้านบาท
  • รายได้ทั้งปีไม่เกิน 30 ล้านบาท

คุณจะได้รับอัตราภาษีแบบลดหลั่น ดังนี้:

กำไรสุทธิ อัตราภาษี
0 – 300,000 บาท ยกเว้นภาษี (ไม่ต้องเสีย)
300,001 – 3,000,000 บาท 15%
เกิน 3,000,000 บาท 20%

ตัวอย่างการคำนวณ:

บริษัทของคุณมีกำไรสุทธิ 2 ล้านบาท จะเสียภาษีเท่าไร?

• 300,000 บาทแรก = 0 บาท (ยกเว้น)
• 1,700,000 บาทที่เหลือ = 1,700,000 × 15% = 255,000 บาท
• รวมภาษีที่ต้องจ่าย = 255,000 บาท

1.2 ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT 7%)

ภาษีนี้คืออะไร?

เป็นภาษีที่เก็บจาก “ยอดขาย” ไม่ได้ดูว่าคุณกำไรหรือขาดทุน ลูกค้าจ่ายให้คุณพร้อม VAT 7% แล้วคุณนำเงินส่วนนี้ไปส่งให้รัฐ

กฎเหล็กที่ต้องจำ:

  • เมื่อรายได้สะสมเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี คุณบังคับต้องจดทะเบียน VAT ภายใน 30 วัน
  • เมื่อจดแล้ว ต้องทำหน้าที่ 3 อย่าง:
    • ออกใบกำกับภาษีเต็มรูป ให้ลูกค้าทุกครั้ง (ต้องมีเลขผู้เสียภาษีอากร)
    • เก็บใบกำกับภาษีซื้อ จากซัพพลายเออร์ทุกใบ (เพื่อนำมาหักภาษีซื้อกับภาษีขาย)
    • ยื่นแบบ ภ.พ.30 ทุกเดือน ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป

คำเตือนสำคัญ:

  • ถ้ารายได้ยังไม่ถึง 1.8 ล้าน จะจดหรือไม่จดก็ได้
  • แต่ถ้าจดแล้ว ต้องยื่นภาษีทุกเดือน แม้เดือนนั้นจะไม่มีรายได้เลยก็ตาม (ยื่นเป็น 0 ได้)
  • การไม่ยื่นตรงเวลาจะมีค่าปรับ 2,000 บาทต่อครั้ง

ตัวอย่างการคำนวณ VAT:

• เดือนนี้คุณขายสินค้า 100,000 บาท (บวก VAT 7% = 107,000 บาท)
• เดือนเดียวกันคุณซื้อวัตถุดิบ 60,000 บาท (บวก VAT 7% = 64,200 บาท)
• ภาษีขาย = 7,000 บาท
• ภาษีซื้อ = 4,200 บาท
• ภาษีที่ต้องนำส่ง = 7,000 – 4,200 = 2,800 บาท

1.3 ภาษีหัก ณ ที่จ่าย (Withholding Tax)

ภาษีนี้คืออะไร?

เป็นหน้าที่ของคุณในฐานะ “ผู้จ่ายเงิน” เมื่อบริษัทจ่ายค่าบริการหรือค่าสินค้าให้กับผู้อื่น (ทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล) คุณต้องหักภาษีไว้ส่วนหนึ่งแล้วนำส่งให้สรรพากรภายใน 7 วันของเดือนถัดไป

อัตราการหักภาษี ณ ที่จ่ายที่พบบ่อย:

ประเภทรายจ่าย อัตราหักภาษี
ค่าขนส่ง 1%
ค่าโฆษณา 2%
ค่าบริการ / ค่าจ้างทำของ / ค่าซ่อมแซม 3%
ค่าเช่าสถานที่ (นิติบุคคล) 5%
ค่าเช่าสถานที่ (บุคคลธรรมดา) 5%
ค่าที่ปรึกษา / ค่าทำบัญชี 3%
เงินเดือนพนักงาน ตามขั้นบันได (0-35%)

ตัวอย่าง:

บริษัทคุณจ้างบริษัทรับทำเว็บไซต์ 100,000 บาท

  • หักภาษี ณ ที่จ่าย 3% = 3,000 บาท
  • โอนเงินให้บริษัทรับทำเว็บ = 97,000 บาท
  • นำเงิน 3,000 บาทไปส่งสรรพากรภายใน 7 วันของเดือนถัดไป
  • ออกหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ให้บริษัทรับทำเว็บ เพื่อเขาจะได้นำไปใช้เป็นเครดิตภาษี

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย:

  • ลืมหักภาษี ณ ที่จ่าย แล้วต้องมาจ่ายเองภายหลังพร้อมเบี้ยปรับ
  • ออกหนังสือรับรอง 50 ทวิให้ผิดคน (ต้องออกให้ผู้รับเงิน)
  • นำส่งเงินเกินกำหนด มีค่าปรับ 1.5% ต่อเดือนของเงินที่ต้องนำส่ง

1.4 ภาษีธุรกิจเฉพาะ (Specific Business Tax)

ภาษีนี้ใครต้องเสีย?

ธุรกิจบางประเภทที่ ไม่อยู่ในระบบ VAT ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะแทน อัตรา 3% ของรายได้ ได้แก่:

  • ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ (ขายบ้าน ที่ดิน คอนโด)
  • ธุรกิจการเงิน (ธนาคาร สถาบันการเงิน บริษัทปล่อยกู้)
  • ธุรกิจโรงรับจำนำ
  • นายหน้าประกันภัย

ข้อควรระวัง:

ถ้าธุรกิจของคุณเข้าข่ายนี้ ห้ามจดทะเบียน VAT และต้องยื่นแบบ ภ.ธ.40 แทน

ส่วนที่ 2: เอกสารสำคัญ 5 ประเภทที่ห้ามทำหาย

ปัญหาอันดับ 1 ที่ทำให้ปิดงบการเงินไม่ได้ หรือโดนสรรพากรเรียกตรวจสอบ คือ “เอกสารไม่ครบหรือไม่ถูกต้อง” นี่คือเอกสาร 5 หมวดที่คุณต้องเก็บรักษาอย่างดี และมีอายุเก็บอย่างน้อย 5 ปี:

2.1 ใบกำกับภาษีซื้อ (Tax Invoice)

ทำไมต้องเก็บ:

เพื่อนำมาหักลบกับภาษีขาย (VAT) ถ้าไม่มีก็ไม่สามารถหัก VAT ได้

ข้อกำหนดที่ต้องตรวจสอบ:

  • ต้องเป็นใบกำกับภาษีเต็มรูป (Full Tax Invoice) เท่านั้น
  • บิลเงินสดธรรมดาหรือใบเสร็จรับเงินทั่วไป ใช้ไม่ได้
  • ต้องมีข้อมูลครบถ้วน:
    • ชื่อและเลขผู้เสียภาษีของผู้ขาย
    • ชื่อและเลขผู้เสียภาษีของบริษัทคุณ (ต้องตรงกับทะเบียนนิติบุคคลทุกตัวอักษร)
    • ที่อยู่ทั้งสองฝ่าย
    • รายการสินค้า/บริการ ราคา และยอด VAT แยกชัดเจน
    • วันที่ออกเอกสาร

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย:

  • ชื่อบริษัทสะกดผิด (เช่น ใช้ชื่อย่อแทนชื่อเต็ม)
  • เลขผู้เสียภาษีผิด
  • ไม่มีตัวเลข VAT แยกออกมา

→ ใบกำกับภาษีแบบนี้ใช้หัก VAT ไม่ได้ ต้องขอออกใหม่

2.2 หนังสือรับรองการหัก ณ ที่จ่าย (50 ทวิ)

เอกสารนี้มี 2 ด้าน คือ ฝั่งที่เราถูกหัก และ ฝั่งที่เราหักเขา

ฝั่งที่ 1: เมื่อลูกค้าหักภาษีเรา

  • ต้องเก็บใบ 50 ทวิที่ลูกค้าออกให้
  • นำไปใช้เป็น “เครดิตภาษี” ตอนยื่น ภ.ง.ด.50 ปลายปี
  • ถ้าไม่มีใบนี้ = เสียภาษีซ้ำซ้อน เพราะไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าถูกหักไปแล้ว

ฝั่งที่ 2: เมื่อเราหักภาษีผู้อื่น

  • ต้องออกหนังสือรับรองให้ผู้รับเงินภายใน 7 วัน
  • เก็บสำเนาไว้เพื่อยืนยันว่าเรานำส่งภาษีให้สรรพากรแล้ว
  • ถ้าไม่ออกให้ = ผิดกฎหมาย มีโทษปรับสูงสุด 200 บาทต่อฉบับ

2.3 Statement ธนาคาร

กฎเหล็กของการทำธุรกิจ:

“แยกกระเป๋าเงินส่วนตัว ออกจากกระเป๋าบริษัท 100%”

ทำไมต้องแยก:

  • เพื่อให้ติดตามรายรับ-รายจ่ายของธุรกิจได้ชัดเจน
  • หากใช้บัญชีปนกัน จะทำให้นักบัญชีปิดบัญชียากมาก
  • สรรพากรอาจตั้งข้อสงสัยว่ามีการซ่อนรายได้หรือเบิกเงินส่วนตัวโดยไม่ชอบ

สิ่งที่ห้ามทำ:

  • ใช้บัญชีบริษัทโอนจ่ายค่าของใช้ส่วนตัว (ค่าอาหาร ค่าเสื้อผ้า ค่าเที่ยว)
  • ฝากเงินรายได้จากธุรกิจเข้าบัญชีส่วนตัวแล้วไม่โอนเข้าบริษัท
  • ถอนเงินสดจากบริษัทโดยไม่มีเหตุผล

วิธีที่ถูกต้อง:

  • ถ้าต้องการใช้เงินส่วนตัว ให้จ่ายเงินเดือนกรรมการหรือเงินปันผลอย่างถูกต้อง
  • ทุกธุรกรรมต้องมีเอกสารรองรับ

2.4 สัญญาจ้าง / สัญญาเช่า / สัญญาซื้อขาย

ทำไมต้องเก็บ:

  • สรรพากรต้องการยืนยันว่ารายจ่ายก้อนใหญ่ๆ ของบริษัทเกิดขึ้นจริงและสมเหตุสมผล
  • ถ้าไม่มีสัญญา อาจถูกตั้งข้อสงสัยว่ามีการบันทึกค่าใช้จ่ายปลอม

เอกสารที่ต้องมี:

  • สัญญาเช่าสำนักงาน: ระบุค่าเช่า ระยะเวลา เงื่อนไข
  • สัญญาจ้างพนักงาน / ฟรีแลนซ์: ระบุขอบเขตงาน ค่าจ้าง
  • สัญญาซื้อขายสินค้าหรือบริการ: ถ้าเป็นมูลค่าสูง (เช่น ซื้อเครื่องจักร)

คำแนะนำ:

  • ทำสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรทุกครั้ง แม้จะทำธุรกิจกับคนรู้จักก็ตาม
  • เก็บสัญญาต้นฉบับไว้ที่บริษัท ถ่ายสำเนาให้อีกฝ่าย

2.5 ใบเสร็จรับเงิน / ใบสำคัญจ่าย

กฎทอง:

“ทุกยอดเงินที่ออกจากบริษัท ต้องมีหลักฐานเสมอ”

กรณีที่มีใบเสร็จจากร้านค้า:

  • เก็บใบเสร็จต้นฉบับ ห้ามทิ้ง
  • ถ้าซื้อสินค้าที่เกี่ยวกับธุรกิจ ต้องขอใบกำกับภาษีเต็มรูป (ถ้าจดทะเบียน VAT)

กรณีที่ไม่มีใบเสร็จ (เช่น ซื้อของจากตลาดนัด):

  • ต้องจัดทำใบรับรองแทนใบเสร็จรับเงิน
  • ระบุว่าซื้ออะไร จากใคร วันที่เท่าไร เป็นเงินเท่าไร
  • แนบสำเนาบัตรประชาชนผู้รับเงิน (ถ้าทำได้)
  • ให้ผู้รับเงินลงนามรับรอง

ข้อควรระวัง:

  • ใบรับรองแทนควรใช้เฉพาะรายการเล็กน้อย
  • ถ้าจำนวนเงินสูง ควรหาซัพพลายเออร์ที่ออกเอกสารได้ถูกต้อง

ส่วนที่ 3: ทำไมไม่ควรเลือกสำนักงานบัญชีแค่ดูราคา?

หลายคนเลือกสำนักงานบัญชีโดยดูที่ราคาถูกเป็นหลัก แต่ในโลกของงานบัญชี “ถูกและดี หายากมาก” เพราะงานบัญชีต้องใช้ทั้งเวลา ความรู้ และความพิถีพิถัน

สำนักงานบัญชีที่ดีต้องทำอะไรให้คุณบ้าง?

1. เป็นมากกว่าคนคีย์ข้อมูล

  • สำนักงานที่ดีต้องทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาธุรกิจ (Business Advisor)
  • ช่วยอ่านและวิเคราะห์งบการเงิน
  • ชี้จุดที่ต้นทุนรั่วไหล หรือช่องทางเพิ่มกำไร
  • ไม่ใช่แค่ยื่นภาษีให้ทันเวลาแล้วจบ

2. ลดความเสี่ยงจากความผิดพลาด

ความผิดพลาดทางภาษีมีราคาแพงมาก:

  • เบี้ยปรับสูงสุด 2 เท่าของภาษีที่ต้องชำระ
  • เงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือน นับจากวันครบกำหนดชำระ
  • กรณีร้ายแรง อาจมีโทษจำคุก

ตัวอย่าง:

หากบริษัทคุณต้องเสียภาษี 100,000 บาท แต่ลืมยื่นและนำส่ง เมื่อถูกตรวจพบ 1 ปีหลัง

• ภาษีต้นเงิน = 100,000 บาท
• เบี้ยปรับ (สมมติ 100%) = 100,000 บาท
• เงินเพิ่ม 12 เดือน × 1.5% = 18,000 บาท
• รวมเป็นเงิน 218,000 บาท (จากที่ควรจ่ายแค่ 100,000 บาท)

3. การวางแผนภาษีอย่างถูกต้อง (Tax Planning)

  • มืออาชีพจะช่วยแนะนำช่องทางประหยัดภาษีที่ถูกกฎหมาย
  • เช่น การใช้สิทธิประโยชน์ BOI, การใช้ค่าลดหย่อนต่างๆ อย่างเต็มที่
  • ต่างจากการหนีภาษี (Tax Evasion) ที่ผิดกฎหมายและมีโทษหนัก

สิ่งที่มีค่ากว่าค่าบริการ:

  • ความอุ่นใจว่าทุกอย่างถูกต้อง
  • เวลาของคุณที่จะไปโฟกัสขายสินค้า พัฒนาธุรกิจ
  • การไม่ต้องมานั่งเครียดตอนสรรพากรเรียกตรวจสอบ

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

Q1: เพิ่งจดบริษัท แต่ยังไม่มีรายได้เลย ต้องยื่นภาษีไหม?

ตอบ: ต้องยื่นครับ

แม้บริษัทจะไม่มีรายได้เลยก็ตาม กฎหมายกำหนดให้นิติบุคคลต้อง:

  • ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคล (ภ.ง.ด.50 และ ภ.ง.ด.51)
  • จัดทำและนำส่งงบการเงินประจำปี

การไม่ยื่นจะมีผลดังนี้:

  • ค่าปรับทางอาญา 2,000 บาท (จากกรมสรรพากร)
  • ค่าปรับทางปกครอง 5,000 – 50,000 บาท (จากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า)
  • อาจถูกเพิกถอนทะเบียนนิติบุคคล

วิธีปฏิบัติที่ถูกต้อง:

  • ยื่นแบบปกติ แต่กรอกรายได้เป็น 0
  • แนบงบการเงินที่แสดงว่ายังไม่มีรายได้
Q2: กรรมการกู้ยืมเงินจากบริษัทตัวเองได้ไหม?

ตอบ: ทำได้ แต่มีเงื่อนไขที่ต้องระวัง

เมื่อกรรมการนำเงินบริษัทไปใช้โดยไม่มีเหตุผลทางธุรกิจ จะถือเป็น “เงินกู้ยืมกรรมการ” ซึ่งต้องปฏิบัติดังนี้:

1. ต้องมีสัญญากู้ยืมเงินที่ชัดเจน

  • ระบุจำนวนเงินที่กู้
  • ระบุอัตราดอกเบี้ย (ต้องใกล้เคียงอัตราตลาด เช่น 5-7% ต่อปี)
  • ระบุกำหนดชำระคืน

2. ต้องคิดดอกเบี้ย

  • บริษัทต้องรับรู้ดอกเบี้ยที่คำนวณได้เป็นรายได้
  • บริษัทต้องเสียภาษีจากรายได้ดอกเบี้ยนี้ด้วย

3. ความเสี่ยง

  • ถ้าไม่มีสัญญาหรือไม่คิดดอกเบี้ย อาจถูกมองว่าเป็นการหลีกเลี่ยงภาษี
  • อาจถูกตีความเป็น “เงินปันผลปลอมตัว” และถูกเรียกเก็บภาษีย้อนหลัง

คำแนะนำ:

  • หลีกเลี่ยงการกู้ยืมเงินจากบริษัทถ้าทำได้
  • ถ้าจำเป็นต้องใช้เงิน ควรจ่ายเงินเดือนกรรมการหรือจ่ายเงินปันผลอย่างถูกต้องแทน
  • หากกู้ไปแล้ว ควรเคลียร์บัญชีนี้ให้เร็วที่สุด
Q3: ค่ารับรองลูกค้า (Entertainment Expense) นำมาลดหย่อนภาษีได้ไหม?

ตอบ: ได้ครับ แต่ต้องเข้าเงื่อนไขที่เข้มงวด

เงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด:

1. ต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์ทางธุรกิจอย่างชัดเจน

  • มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า คู่ค้า หรือผู้มีโอกาสเป็นลูกค้า
  • ไม่ใช่การรับรองเพื่อน ครอบครัว หรือผู้บริหารของบริษัทเอง

2. ไม่เกิน 2,000 บาทต่อคน/ครั้ง

  • ถ้าเกิน 2,000 บาท ส่วนเกินไม่สามารถนำมาหักลดหย่อนได้

3. ยอดรวมทั้งปีมีเพดาน

  • ไม่เกิน 0.3% ของรายได้ทั้งปี
  • และสูงสุดไม่เกิน 10 ล้านบาท

ตัวอย่างการคำนวณ:

• บริษัทมีรายได้ทั้งปี 20 ล้านบาท
• วงเงินค่ารับรองที่หักได้ = 20,000,000 × 0.3% = 60,000 บาท
• แม้จะใช้จ่ายไปมากกว่านี้ ก็หักได้แค่ 60,000 บาทเท่านั้น

เอกสารที่ต้องเตรียม:

  • ใบเสร็จรับเงินจากร้านอาหาร โรงแรม
  • บันทึกว่ารับรองใคร เมื่อไหร่ เพื่ออะไร
  • รายชื่อผู้เข้าร่วม (ถ้ามี)

ข้อควรระวัง:

  • ถ้าสรรพากรตั้งข้อสงสัยว่าไม่ใช่เพื่อธุรกิจ อาจไม่ยอมรับการหักลดหย่อน
  • ควรเก็บหลักฐานให้ครบถ้วนเสมอ
Q4: ต้องจัดทำบัญชีตั้งแต่เมื่อไหร่?

ตอบ: ตั้งแต่วันที่จดทะเบียนบริษัทเสร็จ

กฎหมายกำหนดให้นิติบุคคลต้อง:

  • เริ่มบันทึกรายการบัญชีทันทีที่มีธุรกรรม
  • ปิดงบการเงินทุกรอบบัญชี (ปกติคือ 12 เดือน)

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย:

  • เปิดบริษัทแล้วปล่อยทิ้งไว้หลายเดือน ไม่ทำบัญชี
  • พอมาทำทีหลังจำไม่ได้ว่าซื้อ-ขายอะไรไปบ้าง
  • เอกสารหายหมด ทำให้ทำบัญชีไม่ได้

วิธีที่ถูกต้อง:

  • ติดต่อสำนักงานบัญชีตั้งแต่ก่อนเปิดบริษัท
  • เริ่มบันทึกบัญชีทันทีตั้งแต่เดือนแรก
  • เก็บเอกสารอย่างเป็นระบบตั้งแต่ต้น
Q5: ถ้าบริษัทขาดทุน ต้องเสียภาษีไหม?

ตอบ: ไม่ต้องเสีย แต่ต้องยื่นแบบปกติ

ถ้าบริษัทขาดทุน (ค่าใช้จ่ายมากกว่ารายได้):

  • ไม่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล
  • แต่ยังต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด.50 และ ภ.ง.ด.51 ตามปกติ
  • ต้องแนบงบการเงินที่แสดงผลขาดทุน

ข้อดีของการบันทึกขาดทุนอย่างถูกต้อง:

ขาดทุนสามารถนำไปหักลบกับกำไรในอนาคตได้ (ในระยะเวลา 5 ปี)

ตัวอย่าง:

ปีที่ 1 ขาดทุน 500,000 บาท → ปีที่ 2 กำไร 800,000 บาท

• กำไรสุทธิทางภาษีปีที่ 2 = 800,000 – 500,000 = 300,000 บาท
• ได้รับยกเว้นภาษีเลย (เพราะไม่เกิน 300,000 บาท)

บทสรุป

การเริ่มต้นธุรกิจด้วยรากฐานบัญชีและภาษีที่แข็งแรงจะช่วยให้คุณ:

  • โฟกัสกับการขายและพัฒนาธุรกิจ ได้อย่างเต็มที่
  • ปลอดภัยจากค่าปรับและปัญหากับสรรพากร
  • เข้าใจสถานะทางการเงินของบริษัทจริงๆ ไม่ใช่แค่มองยอดขาย
  • วางแผนอนาคตได้ถูกต้อง ด้วยข้อมูลที่แม่นยำ

การเลือกสำนักงานบัญชีที่ดีไม่ใช่แค่เรื่องของราคา แต่คือการเลือกพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจที่จะคอยดูแล แนะนำ และช่วยให้คุณเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

 

บริการของเรา

ที่ปรึกษาเฉพาะคุณ

"ข้อมูลบัญชีบอกผลการดำเนินงาน”

เราวิเคราะห์ตัวเลขที่เกิดขึ้น ให้คุณมีข้อมูลตัดสินใจในอนาคต ในทุกเรื่องของธุรกิจ ให้ธุรกิจเติบโต

HOW WE'RE DIFFERENT

TAWAN CONSULTANT

ผู้จัดทำบัญชีและผู้ตวจสอบบัญชีมืออาชีพที่มีประสบการณ์ในการทำงานมามากกว่า 10 ปี

ทีมงานสำนักงานบัญชีกำลังให้คำปรึกษาลูกค้าเพื่อวางแผนภาษีอย่างถูกกฎหมาย
5+

ผู้เชี่ยวชาญ

51+

ลูกค้าของเรา

1+

บริษัทในเครือเรา

ABOUT US

เราคือโอกาสให้คุณมีเวลากลับไปทำในสิ่งที่ธุรกิจคุณถนัดที่สุด ตัดสินใจได้ดีขึ้น และเติบโตอย่างมั่นคง

เราเป็นที่ปรึกษาทางธุรกิจที่มุ่งมั่นให้บริการธุรกิจ SME ทั่วประเทศ เราดูแลด้านบัญชีเพื่อลดภาระการจัดการตัวเลขของคุณ ในขณะที่คุณสามารถโฟกัสกับการสร้างการเติบโตให้ธุรกิจ บริการของเรายืดหยุ่นเพื่อให้สอดคล้องกับประเภทและขนาดธุรกิจของคุณ