โบนัสเป็นเงินได้ประเภท 40(1) เหมือนเงินเดือน นายจ้างจึงต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายในเดือนที่จ่ายโบนัส โดย ไม่ได้หักเป็นเปอร์เซ็นต์ตายตัว กรมสรรพากรกำหนดวิธีไว้ในคำสั่งที่ ป.96/2543 ข้อ 1(5) คือ นำโบนัสไปรวมกับเงินเดือนที่ประมาณการเสมือนจ่ายทั้งปี คำนวณภาษีทั้งปีใหม่ แล้วหักภาษีทั้งปีของเงินเดือนล้วน (ก่อนมีโบนัส) ออก ผลต่างคือภาษีของโบนัส เมื่อบวกกับภาษีเงินเดือนของเดือนนั้น ก็เป็นยอดที่ต้องหักในเดือนที่จ่ายโบนัส
เรื่องนี้ทำให้พนักงานหลายคนสงสัยว่าทำไมโบนัสถูกหักภาษีมากกว่าเงินเดือนเมื่อเทียบเป็นสัดส่วน คำตอบคือโบนัสไปเพิ่มเงินได้สุทธิทั้งปี จึงถูกคิดภาษีในขั้นสูงสุดของพนักงานคนนั้น บทความนี้อธิบายสูตร ไล่ตัวอย่างตัวเลข 3 แบบ แล้วตอบเรื่องที่ฝ่ายบัญชีและเจ้าของกิจการถามบ่อย ได้แก่ ประกันสังคม กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ การยื่น ภ.ง.ด.1 การออก 50 ทวิ ผลต่อ ภ.ง.ด.91 และโบนัสกรรมการในมุมรายจ่ายของบริษัท
สรุปสั้นที่สุด: โบนัสเป็นเงินได้ 40(1) (ประมวลรัษฎากร มาตรา 40(1)) · วิธีหัก ณ ที่จ่าย = ภาษีทั้งปีของ (เงินเดือนเสมือนทั้งปี + โบนัส x จำนวนคราวที่จ่ายต่อปี) ลบภาษีทั้งปีของเงินเดือนล้วน แล้วบวกภาษีเงินเดือนของเดือนนั้น (ป.96/2543 ข้อ 1(5)) · ค่าใช้จ่ายเหมา 50% ไม่เกิน 100,000 บาท (มาตรา 42 ทวิ) และค่าลดหย่อนใช้ตามที่ลูกจ้างแจ้งในแบบ ล.ย.01 · เดือนธันวาคมนายจ้างปรับยอดให้ภาษีที่หักรวมเท่ากับภาษีทั้งปีได้ (ข้อ 2) · นำส่งและยื่น ภ.ง.ด.1 ตามกำหนดปกติของเดือนที่จ่าย และออก 50 ทวิ ภายใน 15 กุมภาพันธ์ของปีถัดไป · โบนัสที่จ่ายตามหลักเกณฑ์ของบริษัทเป็นรายจ่ายของบริษัทได้ แต่รายจ่ายที่กำหนดจ่ายจากผลกำไรเมื่อสิ้นรอบบัญชีแล้วเป็นรายจ่ายต้องห้าม (มาตรา 65 ตรี (19))
1. โบนัสเป็นเงินได้ประเภทไหน และหักภาษีตามหลักอะไร
ประมวลรัษฎากร มาตรา 40(1) นิยามเงินได้จากการจ้างแรงงานว่า รวมถึง เงินเดือน ค่าจ้าง เบี้ยเลี้ยง โบนัส เบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญ และเงินหรือประโยชน์อื่นที่ได้เนื่องจากการจ้างแรงงาน ดังนั้นไม่ว่าจะเรียกว่าโบนัสประจำปี โบนัสพิเศษ หรือรางวัลผลงาน ถ้าจ่ายเพราะความเป็นลูกจ้าง ก็อยู่ใน 40(1)
มาตรา 50(1) บังคับให้ผู้จ่ายเงินได้ 40(1) และ (2) หักภาษีไว้ ทุกคราวที่จ่าย ตามวิธีคือ คูณเงินได้ที่จ่ายด้วยจำนวนคราวที่ต้องจ่ายเพื่อให้ได้เงินเสมือนจ่ายทั้งปี คำนวณภาษีตามมาตรา 48 แล้วหารด้วยจำนวนคราวที่ต้องจ่าย ผลลัพธ์คือภาษีที่หักในคราวนั้น ถ้าหารไม่ลงตัว เศษให้รวมเข้ากับภาษีที่หักครั้งสุดท้ายของปี เพื่อให้ยอดที่หักรวมทั้งปีเท่ากับภาษีที่ต้องเสียทั้งปี
คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.96/2543 ลงวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2543 เป็นแนวทางปฏิบัติของเจ้าพนักงานสรรพากรในการตรวจและแนะนำเรื่องนี้ ข้อ 1(5) วางหลักไว้สำหรับ "กรณีมีการจ่ายเงินพิเศษเป็นครั้งคราวระหว่างปี เช่น ค่าล่วงเวลา เงินโบนัส" ซึ่งเป็นหลักที่บทความนี้ใช้ทั้งหมด (คำสั่งฉบับนี้ไม่รวมถึงเงินที่นายจ้างจ่ายครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงาน ซึ่งมีวิธีคำนวณแยกต่างหากในมาตรา 50(1) วรรคสาม และไม่ใช่เรื่องของบทความนี้)
2. สูตรคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่ายเมื่อจ่ายโบนัส
ข้อ 1(5) ของ ป.96/2543 แยกเป็นขั้นตอนได้ดังนี้
- นำโบนัสที่จ่ายคูณด้วยจำนวนคราวที่จะต้องจ่ายต่อปี ถ้าจ่ายโบนัสปีละครั้งก็คูณ 1 ถ้าจ่ายปีละ 2 งวดก็คูณ 2 (ตัวอย่างทางการของกรมสรรพากรใช้ "โบนัส 90,000 x 1")
- นำผลที่ได้ไปรวมกับเงินเดือนที่คำนวณเสมือนจ่ายทั้งปี (เงินเดือนต่อเดือน x 12 สำหรับการจ่ายรายเดือน ตามข้อ 1(1))
- หักค่าใช้จ่ายเหมา 50% ของเงินได้ แต่ไม่เกิน 100,000 บาท (มาตรา 42 ทวิ) แล้วหักค่าลดหย่อนตามที่ลูกจ้างแจ้งไว้ในแบบ ล.ย.01 (ข้อ 1(2)) ได้เงินได้สุทธิ
- คำนวณภาษีตามอัตราก้าวหน้า โดยเงินได้สุทธิ 150,000 บาทแรกได้รับยกเว้น (พระราชกฤษฎีกาฯ ฉบับที่ 470 พ.ศ. 2551) ได้ "ภาษีทั้งปีรวมโบนัส"
- นำภาษีที่คำนวณจากเงินเดือนล้วนทั้งปี (ก่อนมีโบนัส) มาหักออก ผลลัพธ์คือ "ภาษีของโบนัส"
- บวกภาษีหัก ณ ที่จ่ายของเงินเดือนเดือนนั้น ได้ยอดที่ต้องหักทั้งสิ้นในเดือนที่จ่ายโบนัส
อัตราภาษีบุคคลธรรมดาที่ใช้คำนวณ (บัญชีอัตราภาษีเงินได้ ท้ายหมวด 3 ของประมวลรัษฎากร ร่วมกับการยกเว้น 150,000 บาทแรก)
| เงินได้สุทธิ (บาท) | อัตรา |
|---|---|
| 0 – 150,000 | ยกเว้น |
| 150,001 – 300,000 | 5% |
| 300,001 – 500,000 | 10% |
| 500,001 – 750,000 | 15% |
| 750,001 – 1,000,000 | 20% |
| 1,000,001 – 2,000,000 | 25% |
| 2,000,001 – 5,000,000 | 30% |
| เกิน 5,000,000 | 35% |
ค่าลดหย่อนที่ใช้ในตัวอย่างของบทความนี้มีเพียง 2 รายการ เพื่อให้ตัวเลขเห็นภาพง่าย ได้แก่ ลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท (มาตรา 47(1)(ก)) และ เงินสมทบประกันสังคมที่ผู้ประกันตนจ่ายจริง (มาตรา 47(1)(ฌ)) ซึ่งสำหรับผู้ที่ค่าจ้างตั้งแต่ 17,500 บาทขึ้นไปคือ 5% x 17,500 = 875 บาทต่อเดือน หรือ 10,500 บาทต่อปี (ฐานสูงสุด 17,500 บาทตั้งแต่ 1 มกราคม 2569 ดูรายละเอียดในคู่มือประกันสังคมสำหรับนายจ้าง) พนักงานจริงมักมีลดหย่อนอื่น เช่น คู่สมรส บุตร เบี้ยประกัน กองทุนต่าง ๆ ซึ่งจะทำให้ภาษีน้อยลง ส่วนการคำนวณภาษีประจำปีของบุคคลธรรมดาเต็มรูปแบบ ดูได้ที่ เครื่องมือคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 2569
3. ตัวอย่างที่ 1: เงินเดือน 30,000 บาท โบนัส 60,000 บาท จ่ายเดือนธันวาคม
ข้อมูล: พนักงานโสด เงินเดือน 30,000 บาทต่อเดือน โบนัสประจำปี 60,000 บาทจ่ายปีละครั้ง ลดหย่อน = ส่วนตัว 60,000 + ประกันสังคม 10,500 = 70,500 บาท
ขั้นที่ 1 ภาษีเงินเดือนล้วนทั้งปี
| รายการ | จำนวน (บาท) |
|---|---|
| เงินเดือนเสมือนจ่ายทั้งปี 30,000 x 12 | 360,000 |
| หักค่าใช้จ่าย 50% = 180,000 แต่ไม่เกิน | (100,000) |
| คงเหลือ | 260,000 |
| หักลดหย่อน 70,500 | (70,500) |
| เงินได้สุทธิ | 189,500 |
| ภาษี: 150,000 แรกยกเว้น, ส่วนที่เกิน 39,500 x 5% | 1,975 |
ภาษีหักรายเดือน = 1,975 / 12 = 164.58 บาท (เศษ 0.04 บาทบวกในเดือนธันวาคม จึงหัก 164.58 บาท มกราคม–พฤศจิกายน และ 164.62 บาท ในธันวาคม)
ขั้นที่ 2 ภาษีทั้งปีรวมโบนัส
| รายการ | จำนวน (บาท) |
|---|---|
| เงินเดือนเสมือนทั้งปี | 360,000 |
| บวก โบนัส 60,000 x 1 | 60,000 |
| รวมเงินได้ | 420,000 |
| หักค่าใช้จ่าย (50% = 210,000 แต่ไม่เกิน) | (100,000) |
| คงเหลือ | 320,000 |
| หักลดหย่อน | (70,500) |
| เงินได้สุทธิ | 249,500 |
| ภาษี: (249,500 – 150,000) = 99,500 x 5% | 4,975 |
ขั้นที่ 3 ภาษีของโบนัส = 4,975 – 1,975 = 3,000 บาท (ตรวจสอบ: 60,000 x 5% = 3,000 เพราะค่าใช้จ่ายเต็มเพดาน 100,000 อยู่แล้ว โบนัสจึงตกในขั้น 5% ทั้งก้อน)
ขั้นที่ 4 ยอดที่หักเดือนธันวาคม = 3,000 + 164.62 = 3,164.62 บาท
ตรวจยอดรวมทั้งปี: (164.58 x 11) + 3,164.62 = 1,810.38 + 3,164.62 = 4,975.00 บาท เท่ากับภาษีทั้งปีรวมโบนัสพอดี
4. ตัวอย่างที่ 2: เงินเดือน 80,000 บาท โบนัส 3 เดือน (240,000 บาท)
ข้อมูล: พนักงานโสด เงินเดือน 80,000 บาท โบนัส 240,000 บาทจ่ายครั้งเดียวในเดือนธันวาคม ลดหย่อนเท่าตัวอย่างที่ 1 (70,500 บาท)
ภาษีเงินเดือนล้วน
| รายการ | จำนวน (บาท) |
|---|---|
| เงินเดือนเสมือนจ่ายทั้งปี 80,000 x 12 | 960,000 |
| หักค่าใช้จ่ายเหมาสูงสุด | (100,000) |
| หักลดหย่อน | (70,500) |
| เงินได้สุทธิ | 789,500 |
คำนวณภาษีทีละขั้น
| ช่วง | จำนวนเงินในช่วง | อัตรา | ภาษี |
|---|---|---|---|
| 0 – 150,000 | 150,000 | ยกเว้น | 0 |
| 150,001 – 300,000 | 150,000 | 5% | 7,500 |
| 300,001 – 500,000 | 200,000 | 10% | 20,000 |
| 500,001 – 750,000 | 250,000 | 15% | 37,500 |
| 750,001 – 789,500 | 39,500 | 20% | 7,900 |
| รวม | 72,900 |
ภาษีหักรายเดือน = 72,900 / 12 = 6,075 บาท (หารลงตัว)
ภาษีทั้งปีรวมโบนัส
| รายการ | จำนวน (บาท) |
|---|---|
| เงินเดือนเสมือนทั้งปี | 960,000 |
| บวก โบนัส 240,000 x 1 | 240,000 |
| รวมเงินได้ | 1,200,000 |
| หักค่าใช้จ่ายเหมาสูงสุด | (100,000) |
| หักลดหย่อน | (70,500) |
| เงินได้สุทธิ | 1,029,500 |
| ช่วง | จำนวนเงินในช่วง | อัตรา | ภาษี |
|---|---|---|---|
| 150,001 – 300,000 | 150,000 | 5% | 7,500 |
| 300,001 – 500,000 | 200,000 | 10% | 20,000 |
| 500,001 – 750,000 | 250,000 | 15% | 37,500 |
| 750,001 – 1,000,000 | 250,000 | 20% | 50,000 |
| 1,000,001 – 1,029,500 | 29,500 | 25% | 7,375 |
| รวม | 122,375 |
ภาษีของโบนัส = 122,375 – 72,900 = 49,475 บาท (คิดเป็นประมาณ 20.6% ของโบนัส เพราะโบนัสไล่ตั้งแต่ปลายขั้น 20% ไปถึงขั้น 25%: 210,500 x 20% = 42,100 และ 29,500 x 25% = 7,375 รวม 49,475 ตรงกัน)
ยอดที่หักเดือนธันวาคม = 49,475 + 6,075 = 55,550 บาท
ตรวจยอดรวมทั้งปี: (6,075 x 11) + 55,550 = 66,825 + 55,550 = 122,375 บาท เท่ากับภาษีทั้งปีรวมโบนัส
5. ตัวอย่างที่ 3: เงินเดือน 20,000 บาท โบนัส 120,000 บาท (โบนัสสูงกว่าเงินเดือนมาก)
ตัวอย่างนี้ชี้ว่า เงินเดือนที่ไม่ถึงเกณฑ์เสียภาษีรายเดือนก็ยังต้องคำนวณและอาจต้องหักภาษีเมื่อมีโบนัส
ข้อมูล: พนักงานโสด เงินเดือน 20,000 บาท (ค่าจ้างเกินฐานประกันสังคม จึงหักสมทบ 875 บาทต่อเดือน = 10,500 บาทต่อปี) โบนัส 120,000 บาทจ่ายครั้งเดียว ลดหย่อน 70,500 บาท
| รายการ | เงินเดือนล้วน (บาท) | รวมโบนัส (บาท) |
|---|---|---|
| เงินได้เสมือนทั้งปี | 240,000 (20,000 x 12) | 360,000 (240,000 + 120,000) |
| หักค่าใช้จ่าย (50% เกินเพดาน จึงใช้) | (100,000) | (100,000) |
| คงเหลือ | 140,000 | 260,000 |
| หักลดหย่อน | (70,500) | (70,500) |
| เงินได้สุทธิ | 69,500 | 189,500 |
| ภาษี | 0 (ไม่เกิน 150,000) | (189,500 – 150,000) x 5% = 1,975 |
ภาษีของโบนัส = 1,975 – 0 = 1,975 บาท ภาษีเงินเดือนเดือนนั้น = 0 ดังนั้นต้องหักในเดือนที่จ่ายโบนัส 1,975 บาท (ไม่ใช่ 0 และไม่ใช่ 3% ของโบนัส ซึ่งจะเท่ากับ 3,600 บาท)
ถ้าโบนัสเป็น 40,000 บาท เงินได้สุทธิทั้งปีรวมโบนัสจะเป็น 109,500 บาท ยังไม่เกิน 150,000 บาท ภาษีของโบนัสจึงเป็น 0 และไม่ต้องหัก
6. เรื่องที่ทำให้ตัวเลขจริงต่างจากตัวอย่าง
6.1 ค่าลดหย่อนใช้ตามที่ลูกจ้างแจ้ง ข้อ 1(2) ให้คำนวณหักค่าลดหย่อนตามที่ผู้มีเงินได้แจ้งไว้ในแบบ ล.ย.01 พร้อมหลักฐาน ตั้งแต่ต้นปีที่เริ่มหักภาษี ไม่ว่าจะจ่ายค่าลดหย่อนนั้นในเดือนใดของปี ยกเว้นเงินบริจาคที่หักได้เมื่อจ่ายจริงเท่านั้น และถ้าลูกจ้างแจ้งเปลี่ยนรายการระหว่างปี ก็คำนวณตามที่แจ้งใหม่ พนักงานที่ไม่ยื่น ล.ย.01 จะถูกคำนวณโดยมีลดหย่อนน้อยกว่าที่ควรเป็น แล้วไปขอคืนเมื่อยื่น ภ.ง.ด.91
6.2 จ่ายโบนัสหลายงวด ถ้าบริษัทจ่ายโบนัสปีละ 2 งวด ข้อ 1(5) ให้คูณเงินพิเศษด้วยจำนวนคราวที่จะต้องจ่ายต่อปี ในทางปฏิบัติจึงต้องกำหนดนโยบายให้ชัดว่าโบนัสแต่ละงวดคิดเป็นกี่ครั้งต่อปี และใช้แนวเดียวกันตลอดปี แล้วใช้เดือนธันวาคมปรับยอดให้ตรงกับภาษีทั้งปี
6.3 เงินเดือนเปลี่ยนระหว่างปี ข้อ 1(4) กำหนดว่าเมื่อเงินได้ที่จ่ายเปลี่ยน ให้คำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่ายใหม่ทุกคราวตามวิธีเดิม พนักงานที่ปรับเงินเดือนกลางปีจึงมีภาษีเงินเดือนต่อเดือนไม่เท่ากันก่อนและหลังปรับ และต้องใช้ตัวเลขล่าสุดเป็นฐานของภาษี "เงินเดือนล้วน" ในสูตรโบนัส
6.4 พนักงานเข้าใหม่ระหว่างปี เงินเดือนที่ใช้คูณคือจำนวนคราวที่ต้องจ่ายจริงสำหรับปีที่เข้าทำงาน เช่น เข้างาน 1 เมษายน จ่ายรายเดือน คูณ 9 (ข้อ 1(1))
6.5 เดือนธันวาคมปรับยอดได้ ข้อ 2 ให้ผู้จ่ายมีสิทธิคำนวณภาษีที่ต้องหักในเดือนธันวาคมใหม่ เพื่อให้ยอดภาษีที่หักรวมทั้งปีเท่ากับภาษีที่ลูกจ้างต้องเสียทั้งปี โดยนำภาษีที่หักและนำส่งไว้แล้วมาหักออกจากภาษีทั้งปี ถ้าโบนัสจ่ายเดือนธันวาคมก็ทำพร้อมกันได้ ตัวอย่างที่ 1 และ 2 ข้างต้นลงตัวพอดีเพราะเงินได้ไม่เปลี่ยนระหว่างปี
6.6 โบนัสจ่ายต้นปีถัดไป โบนัสที่ประกาศปลายปีแต่จ่ายจริงเดือนมกราคม ภาษี ณ ที่จ่ายเกิดในเดือนที่จ่าย (มาตรา 50 ให้หักภาษี "ทุกคราวที่จ่าย") เงินนั้นจึงเป็นเงินได้ของปีที่จ่ายเงินและต้องคำนวณรวมกับเงินเดือนปีใหม่ ไม่ย้อนไปรวมกับปีเก่า
6.7 นายจ้างออกภาษีให้ ถ้านายจ้างออกภาษีแทนลูกจ้างโดยลูกจ้างไม่ต้องรับภาระเลย ข้อ 1(7) และ (8) กำหนดให้นำภาษีที่นายจ้างออกแทนให้ไปรวมกับเงินเดือนหรือค่าจ้างที่ลูกจ้างได้รับในปีนั้น แล้วคำนวณภาษีใหม่ (ตัวอย่างที่ 5 และ 6 ในคำสั่ง) เรื่องนี้เกี่ยวกับโบนัสโดยตรง เพราะโบนัสแบบ "สุทธิ" ที่ตกลงให้พนักงานได้รับครบจำนวนหลังภาษี จะทำให้ฐานเงินได้สูงกว่าตัวเลขโบนัสที่เห็น
7. โบนัสกับประกันสังคม
พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ. 2533 มาตรา 5 นิยาม "ค่าจ้าง" ว่าเป็นเงินทุกประเภทที่นายจ้างจ่ายให้ลูกจ้างเป็นค่าตอบแทนการทำงานใน วันและเวลาทำงานปกติ ไม่ว่าจะคำนวณตามระยะเวลาหรือตามผลงาน และไม่ว่าจะเรียกชื่ออย่างไร (ชื่อว่า "โบนัส" จึงไม่ใช่ตัวตัดสินในตัวเอง ต้องดูลักษณะของเงิน) เงินสมทบคำนวณจากค่าจ้างตามนิยามนี้ภายในฐาน 1,650–17,500 บาทต่อเดือนในปี 2569 โดยทั่วไปโบนัสประจำปีที่จ่ายเป็นรางวัลตอบแทนผลประกอบการ ไม่ใช่ค่าตอบแทนการทำงานในวันเวลาปกติของเดือนนั้น และผู้ที่ค่าจ้างเกิน 17,500 บาทอยู่แล้วก็คำนวณจากเพดานเดิม จึงมักไม่ต้องหักเงินสมทบเพิ่มเมื่อจ่ายโบนัส อย่างไรก็ตาม เรายังไม่พบข้อความของสำนักงานประกันสังคมที่ระบุคำว่า "โบนัส" โดยตรง ถ้าโบนัสของกิจการถูกกำหนดเป็นเงินที่จ่ายประจำเป็นงวดหรือผูกกับการทำงานในเวลาปกติ ให้สอบถามสำนักงานประกันสังคมในพื้นที่ก่อน เพราะนายจ้างที่หักไม่ครบต้องรับผิดส่วนที่ขาดพร้อมเงินเพิ่ม (รายละเอียดอยู่ในบทความประกันสังคมนายจ้าง)
ด้านภาษี เงินสมทบประกันสังคมที่ลูกจ้างจ่ายจริงเป็นค่าลดหย่อนตามมาตรา 47(1)(ฌ) จึงนำมาคำนวณใน ล.ย.01 และตัวอย่างข้างต้น ส่วนเงินสมทบฝั่งนายจ้างเป็นรายจ่ายของกิจการและไม่ใช่เงินได้ของลูกจ้างตามปกติ
8. โบนัสกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
ถ้าพนักงานเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เงินสะสมที่จ่ายเข้ากองทุนตามหลักเกณฑ์ที่กฎกระทรวงกำหนด ลดหย่อนภาษีได้ตามจำนวนที่จ่ายจริงภายในเพดานที่กฎหมายกำหนด (ตามมาตรา 47(1)(ช) และกฎหมายลำดับรองที่เกี่ยวข้อง) และ มาตรา 65 ตรี (2) ยกเว้นกองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่เป็นไปตามกฎกระทรวงออกจากข้อห้ามเรื่อง "เงินกองทุน" ที่ไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายของบริษัท ทั้งนี้ ตัวบทมาตรา 47(1)(ช) ที่แสดงบนเว็บไซต์กรมสรรพากรยังระบุเพดาน 10,000 บาท ซึ่งอาจไม่ตรงกับเพดานที่ใช้ในปัจจุบันตามกฎหมายลำดับรอง และเงื่อนไขของแต่ละกองทุนก็ต่างกัน บทความนี้จึงไม่ใส่ตัวเลขเพดานและไม่นำเงินสะสมกองทุนมาคิดในตัวอย่าง ควรตรวจเพดานล่าสุดก่อนคำนวณ
ประเด็นที่ฝ่ายบัญชีต้องเช็กเมื่อจ่ายโบนัสคือ ข้อบังคับของกองทุนกำหนดให้คิดเงินสะสมและเงินสมทบจาก "ค่าจ้าง" ครอบคลุมโบนัสหรือไม่ ถ้าครอบคลุม เงินสะสมที่เพิ่มขึ้นจากโบนัสต้องแจ้งตัวเลขที่ถูกต้องใน ล.ย.01 หรือปรับในเดือนธันวาคม ไม่เช่นนั้นภาษีที่หักจะสูงกว่าที่ควร และลูกจ้างต้องรอขอคืนตอนยื่นแบบประจำปี
9. หลังหักภาษีแล้ว ต้องทำอะไรต่อ: ภ.ง.ด.1 และ 50 ทวิ
นำส่งและยื่น ภ.ง.ด.1: มาตรา 52 กำหนดให้นำส่งภาษีที่ต้องหัก ภายใน 7 วันนับแต่วันที่จ่ายเงิน ไม่ว่าจะหักไว้แล้วหรือไม่ ประกาศกระทรวงการคลังฉบับลงวันที่ 24 กรกฎาคม 2544 ขยายเป็น 7 วันนับแต่สิ้นเดือน (คือวันที่ 7 ของเดือนถัดไป) และมีมาตรการขยายเวลาการยื่นทางอินเทอร์เน็ตเป็นวันที่ 15 ของเดือนถัดไป ตามประกาศที่ครอบคลุมช่วงถึง 31 มกราคม 2570 การจ่ายโบนัสเดือนธันวาคม 2569 จึงต้องยื่น ภ.ง.ด.1 ของเดือนธันวาคมภายในเดือนมกราคม 2570 รายละเอียดแบบฟอร์มและค่าปรับดูใน ภ.ง.ด.1 ภ.ง.ด.3 ภ.ง.ด.53 ต่างกันอย่างไร
ภ.ง.ด.1ก: นายจ้างต้องยื่นรายการสรุปเงินได้ 40(1) และภาษีที่หักตลอดปี ตามมาตรา 58(2) ภายในกำหนด (ตัวบทระบุเดือนมกราคม ประกาศกระทรวงการคลังขยายเป็นเดือนกุมภาพันธ์) ยอดโบนัสและภาษีของโบนัสต้องรวมอยู่ในรายชื่อรายคน
50 ทวิ: มาตรา 50 ทวิ(2) กำหนดให้ออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายสำหรับกรณีมาตรา 50(1) ภายในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ของปีถัดไป หรือภายใน 1 เดือนนับแต่ลูกจ้างออกจากงาน ตัวเลขใน 50 ทวิ ต้องรวมโบนัสเป็นเงินได้ และรวมภาษีที่หักทั้งปี
บันทึกที่ควรเก็บ: มติหรือหนังสือประกาศโบนัส ตารางคำนวณรายคน สำเนา ล.ย.01 และหลักฐานการนำส่ง เพราะเจ้าหน้าที่สรรพากรอาจขอตรวจรายละเอียดการหักภาษีตามมาตรา 51
10. ผลต่อการยื่นแบบประจำปีของพนักงาน (ภ.ง.ด.91)
ผู้มีเงินได้ต้องยื่นรายการเงินได้ที่ได้รับในปีภาษีภายในเดือนมีนาคมของปีถัดไป (มาตรา 56) พนักงานที่มีเงินได้จากเงินเดือนอย่างเดียวใช้แบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปีสำหรับเงินได้ 40(1) (ภ.ง.ด.91) โดยนำเงินได้ทั้งปีรวมโบนัส มาคำนวณภาษีทั้งปีอีกครั้ง แล้วนำภาษีที่ถูกหักไว้ตาม 50 ทวิ มาเครดิต
ถ้านายจ้างหักถูกต้องและพนักงานแจ้งลดหย่อนครบ ผลคือภาษีที่หักไว้เท่ากับภาษีทั้งปี เช่นตัวอย่างที่ 2 ที่หักรวม 122,375 บาทเท่ากับภาษีทั้งปี จึงไม่มีภาษีต้องจ่ายเพิ่มหรือขอคืน ปัญหามักเกิดใน 3 กรณี
- ทำงานหลายที่ในปีเดียว (เปลี่ยนงานระหว่างปี) นายจ้างแต่ละรายคำนวณแยกกัน ไม่รู้เงินได้จากอีกที่ ภาษีรวมจึงอาจขาดและต้องจ่ายเพิ่มตอนยื่น ภ.ง.ด.91
- ลดหย่อนจริงสูงกว่าที่แจ้ง เช่น ซื้อประกันหรือกองทุนปลายปี ภาษีที่หักไว้เกินและขอคืนได้
- มีเงินได้อื่นนอกเหนือจากเงินเดือน เช่น ค่าจ้างพิเศษ ค่าเช่า ต้องใช้แบบอื่น (ภ.ง.ด.90) และไม่ใช่เรื่องของนายจ้าง
11. โบนัสในมุมบริษัท: เป็นรายจ่ายได้หรือไม่ และโบนัสกรรมการ
โบนัสพนักงาน กรมสรรพากรตอบข้อหารือ กค 0706/5091 (16 มิถุนายน 2549) ว่า เมื่อบริษัทจ่ายโบนัสให้พนักงานตามหลักเกณฑ์ที่บริษัทกำหนด โดยไม่คำนึงว่าบริษัทจะมีกำไรหรือขาดทุน บริษัทนำมาถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิได้ ไม่ต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (19) และข้อหารือ กค 0811/2883 (11 เมษายน 2543) วินิจฉัยว่า การที่ธนาคารใช้ผลตอบแทนต่อสินทรัพย์ (ROA) ของปีก่อนเป็นฐานคำนวณโบนัสปีปัจจุบัน ไม่เข้าลักษณะรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (19)
หลักของมาตรา 65 ตรี (19): รายจ่ายใด ๆ ที่ กำหนดจ่ายจากผลกำไรที่ได้เมื่อสิ้นสุดรอบระยะเวลาบัญชีแล้ว ไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ ดังนั้นโบนัสที่ผู้ถือหุ้นหรือกรรมการมาลงมติจัดสรรหลังปิดบัญชี โดยอ้างอิงกำไรสุทธิที่เพิ่งคำนวณได้ มีความเสี่ยงเป็นรายจ่ายต้องห้าม ส่วนโบนัสที่มีสูตรหรือหลักเกณฑ์กำหนดไว้ล่วงหน้า (เช่น กี่เดือนของเงินเดือนตามอายุงานหรือผลประเมิน) หรือผูกกับตัวชี้วัดของปีก่อน อยู่ในแนวของข้อหารือข้างต้น
โบนัสกรรมการ: ข้อหารือ กค 0706/11798 (27 พฤศจิกายน 2550) วินิจฉัยกรณีค่าตอบแทนพิเศษและโบนัสของกรรมการและพนักงานว่า หากบริษัทไม่ได้กำหนดจ่ายจากผลกำไรที่ได้เมื่อสิ้นสุดรอบระยะเวลาบัญชีแล้ว สามารถนำค่าตอบแทนพิเศษและโบนัสมาถือเป็นรายจ่ายได้ ไม่ต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี สรุปในทางปฏิบัติได้ว่า สิ่งที่ตัดสินคือ วิธีกำหนดจ่าย ไม่ใช่ว่าผู้รับเป็นกรรมการหรือพนักงาน ข้อสังเกตเพิ่มเติม
- เงินเดือนและโบนัสของผู้ถือหุ้นหรือหุ้นส่วนเฉพาะส่วนที่จ่ายเกินสมควร ไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายตามมาตรา 65 ตรี (8) ถ้ากรรมการที่เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ได้โบนัสสูงมากเมื่อเทียบกับงานที่ทำและกำไรของกิจการ เจ้าพนักงานอาจตั้งคำถามเรื่องความสมควร
- การตั้งค้างจ่าย บริษัทที่ใช้เกณฑ์สิทธิ ตั้งโบนัสค้างจ่ายปลายปีเป็นรายจ่ายของรอบบัญชีนั้นได้ เมื่อมีข้อผูกพันที่จะต้องจ่ายแน่นอน (แนวคิดนี้ปรากฏในข้อหารือ กค 0811/2705 (4 เมษายน 2543) ซึ่งเป็นเรื่องเงินรางวัลการขายที่ตั้งค้างจ่ายไว้) ดังนั้นควรมีมติหรือนโยบายก่อนวันสิ้นรอบบัญชี และจ่ายจริงภายหลังตามนั้น
- กรรมการที่ไม่ได้เป็นลูกจ้าง เงินที่ได้อาจเป็นเงินได้ 40(2) ซึ่งมาตรา 50(1) ให้หักภาษีด้วยวิธีเดียวกับ 40(1) แต่คำสั่ง ป.96/2543 เขียนไว้สำหรับ 40(1) จึงควรตรวจประเภทเงินได้ของกรรมการแต่ละคนก่อนใช้สูตร ดูภาพรวมของการจ่ายเงินให้กรรมการได้ที่ เงินเดือนกรรมการ เงินปันผล และการเอาเงินออกจากบริษัท
ความเห็นของสำนักงาน: บริษัทที่มีกำไรดีและอยากจ่ายโบนัสผู้บริหาร ควรกำหนดหลักเกณฑ์หรือโครงสร้างโบนัสไว้ในนโยบายค่าตอบแทนตั้งแต่ต้นปี และบันทึกไว้ในรายงานการประชุม แทนการลงมติจัดสรรเป็นเปอร์เซ็นต์ของกำไรหลังปิดบัญชี
12. ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
| ข้อผิดพลาด | ผลที่ตามมา | วิธีแก้ |
|---|---|---|
| หักโบนัสแบบเปอร์เซ็นต์คงที่ (เช่น 3% หรือ 5%) | หักขาดหรือเกิน ไม่ตรงกับ ป.96/2543 | ใช้สูตรในข้อ 2 |
| หักโบนัสแยกจากเงินเดือน ไม่รวมกันในการคำนวณ | ภาษีต่ำกว่าจริง เพราะคิดอัตราขั้นต่ำซ้ำ | รวมเป็นเงินได้ทั้งปีก่อนคิดภาษี |
| ไม่ใช้ ล.ย.01 ของพนักงาน | ลดหย่อนไม่ครบ ภาษีหักเกิน | เก็บ ล.ย.01 ทุกคนทุกปี |
| นำส่งภาษีช้า | เงินเพิ่มตามมาตรา 27 และค่าปรับ | นำส่งภายในกำหนดของเดือนที่จ่าย |
| 50 ทวิ ไม่รวมโบนัส | พนักงานยื่น ภ.ง.ด.91 ไม่ตรงกับนายจ้าง | ออกจากระบบเงินเดือนที่รวมทุกรายการ |
| ลงมติโบนัสเป็น % ของกำไรหลังปิดบัญชี | เสี่ยงเป็นรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (19) | กำหนดหลักเกณฑ์ล่วงหน้า |
หมายเหตุ: มาตรา 52 ระบุว่าผู้มีหน้าที่หักภาษีต้องนำส่งภาษีที่ตนมีหน้าที่ต้องหัก ไม่ว่าจะได้หักไว้แล้วหรือไม่ ดังนั้นการลืมหักภาษีโบนัสไม่ได้ทำให้นายจ้างพ้นหน้าที่นำส่ง
13. รายการตรวจสอบสำหรับฝ่ายบัญชีก่อนจ่ายโบนัส
- ยืนยันจำนวนโบนัสรายคน จำนวนคราวที่จ่ายต่อปี และเดือนที่จ่าย
- ดึงเงินเดือนล่าสุดและรายการ ล.ย.01 ของพนักงานแต่ละคน รวมเงินสะสมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
- คำนวณภาษีทั้งปีเงินเดือนล้วน และภาษีทั้งปีรวมโบนัส แล้วหาผลต่าง
- บวกภาษีเงินเดือนของเดือนนั้น ได้ยอดที่หัก
- ถ้าเป็นเดือนธันวาคม ปรับยอดให้ภาษีที่หักรวมทั้งปีเท่ากับภาษีทั้งปี
- ตรวจว่าโบนัสต้องอยู่ในค่าจ้างของประกันสังคมหรือกองทุนสำรองเลี้ยงชีพหรือไม่
- นำส่งภาษีและยื่น ภ.ง.ด.1 ตามกำหนดของเดือนที่จ่าย
- เก็บมติ โบนัส หลักเกณฑ์ และตารางคำนวณ เพื่อรองรับการเป็นรายจ่ายตามมาตรา 65 ตรี (19)
- ออก 50 ทวิ ภายใน 15 กุมภาพันธ์ของปีถัดไปให้ตัวเลขรวมโบนัส
อยากให้สำนักงานบัญชีดูแลเรื่องนี้ให้?
ตะวัน คอนซัลแทนท์ รับทำบัญชีรายเดือน บันทึกบัญชี ยื่น VAT ภาษีหัก ณ ที่จ่าย ประกันสังคม และปิดงบให้ครบทุกกำหนด เริ่มต้น 1,500 บาท/เดือน · ทัก LINE ประเมินราคาฟรี
คำถามที่พบบ่อย
โบนัสถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายกี่เปอร์เซ็นต์
ไม่มีอัตราคงที่ ภาษีของโบนัสเท่ากับภาษีทั้งปีรวมโบนัส ลบภาษีทั้งปีของเงินเดือนล้วน (ป.96/2543 ข้อ 1(5)) ดังนั้นอัตราที่แท้จริงขึ้นกับเงินได้สุทธิของพนักงานแต่ละคน ในตัวอย่างข้างต้น โบนัส 60,000 บาทถูกหัก 3,000 บาท (5%) ส่วนโบนัส 240,000 บาทถูกหัก 49,475 บาท (ราว 20.6%)
ทำไมเดือนที่ได้โบนัส เงินสุทธิที่รับถึงน้อยกว่าที่คิด
เพราะโบนัสทั้งก้อนถูกนับเป็นเงินได้เพิ่ม และตกอยู่ในขั้นภาษีสูงสุดของพนักงาน ภาษีที่หักเพิ่มจึงมากกว่าสัดส่วนของเงินเดือนปกติ แต่ภาษีที่หักไว้ทั้งปีรวมกันจะเท่ากับภาษีทั้งปีที่ต้องเสียจริงเมื่อนายจ้างหักถูกต้องและพนักงานแจ้งลดหย่อนครบ (ตัวอย่างที่ 2 หักรวม 122,375 บาท เท่ากับภาษีทั้งปี) ไม่ได้เป็นการเสียภาษีเพิ่มเกินกฎหมาย
โบนัสต้องหักเงินสมทบประกันสังคมด้วยหรือไม่
โดยทั่วไปไม่ต้อง ถ้าโบนัสเป็นรางวัลตอบแทนผลงานประจำปีและไม่ใช่ค่าตอบแทนการทำงานในวันและเวลาทำงานปกติ ซึ่งเป็นนิยามของ "ค่าจ้าง" ตามมาตรา 5 พ.ร.บ.ประกันสังคม แต่เรายังไม่พบข้อความของสำนักงานประกันสังคมที่ระบุเรื่องโบนัสโดยตรง ถ้าโบนัสของกิจการจ่ายเป็นงวดประจำหรือผูกกับเวลาทำงานปกติ ให้ถามสำนักงานประกันสังคมในพื้นที่ก่อน
ถ้าจ่ายโบนัสปีละสองงวด ต้องคำนวณอย่างไร
คูณโบนัสแต่ละงวดด้วยจำนวนคราวที่จะต้องจ่ายต่อปี (ข้อ 1(5) ของ ป.96/2543) แล้วนำไปรวมกับเงินเดือนเสมือนทั้งปี คำนวณภาษีใหม่และหักภาษีเงินเดือนล้วนออกเหมือนกรณีจ่ายครั้งเดียว แล้วปรับยอดในเดือนธันวาคมให้ภาษีที่หักรวมเท่ากับภาษีทั้งปี (ข้อ 2) ควรทำตารางคำนวณเก็บไว้ทุกครั้ง
โบนัสกรรมการเป็นรายจ่ายของบริษัทได้หรือไม่
ได้ ถ้าบริษัทไม่ได้กำหนดจ่ายจากผลกำไรที่ได้เมื่อสิ้นสุดรอบระยะเวลาบัญชีแล้ว (ข้อหารือ กค 0706/11798) แต่โบนัสหรือรายจ่ายที่กำหนดจ่ายจากกำไรหลังสิ้นรอบบัญชีเป็นรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (19) และเงินเดือนของผู้ถือหุ้นเฉพาะส่วนที่เกินสมควรก็ต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (8) จึงควรกำหนดหลักเกณฑ์โบนัสล่วงหน้าและบันทึกไว้ในรายงานการประชุม
โบนัสจ่ายเดือนธันวาคมต้องยื่น ภ.ง.ด.1 เมื่อไร และออก 50 ทวิ เมื่อไร
ยื่นและนำส่งภาษีตามกำหนดของเดือนที่จ่าย ตามประกาศกระทรวงการคลังคือภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป และยื่นทางอินเทอร์เน็ตขยายเป็นวันที่ 15 ของเดือนถัดไป ตามประกาศที่ใช้ถึง 31 มกราคม 2570 ส่วน 50 ทวิ ออกภายในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ของปีถัดไป (มาตรา 50 ทวิ(2)) หรือภายใน 1 เดือนนับแต่ลูกจ้างออกจากงาน
หักภาษีโบนัสขาดหรือเกินไป แก้ไขได้อย่างไร
ถ้าหักขาดให้นำส่งเพิ่มพร้อมยื่น ภ.ง.ด.1 เพิ่มเติม โดยอาจมีเงินเพิ่มตามมาตรา 27 ถ้านำส่งช้า ถ้าหักเกิน พนักงานนำ 50 ทวิ ไปคำนวณและขอคืนตอนยื่น ภ.ง.ด.91 หรือในเดือนธันวาคมนายจ้างอาจปรับยอดให้ภาษีที่หักรวมเท่ากับภาษีทั้งปีตามข้อ 2 ของ ป.96/2543 (และสำหรับลูกจ้างที่ออกจากงานก็ปรับในเดือนสุดท้ายได้ตามข้อ 3)
ให้ Tawan Consultant ช่วยดูแลเรื่องนี้
ทีมบัญชีของ ตะวัน คอนซัลแทนท์ (Tawan Consultant) ช่วยเจ้าของ SME คำนวณภาษีเงินเดือนและโบนัสรายคน จัดทำ ล.ย.01 ปรับยอดเดือนธันวาคม ยื่น ภ.ง.ด.1 และ 1ก ออก 50 ทวิ ตรวจประกันสังคม และวางหลักเกณฑ์โบนัสให้เป็นรายจ่ายของบริษัทได้ สอบถามเบื้องต้นฟรีได้ผ่านช่องทางด้านล่าง
- โทร: 096-692-2528
- LINE: @962iwlqe
- ที่อยู่: 34 ซอยเพชรเกษม 28 แยก 16 แขวงปากคลองภาษีเจริญ เขตภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร 10160
- เวลาทำการ: จันทร์–ศุกร์ 8:30–17:30
- เว็บไซต์: www.tawanconsultant.com
บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไปเพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายหรือภาษีสำหรับกรณีเฉพาะ กฎหมายและแนวปฏิบัติอาจเปลี่ยนแปลง ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจ
แหล่งอ้างอิง
- ประมวลรัษฎากร มาตรา 38-64 (มาตรา 40(1), 42 ทวิ, 47(1)(ก)(ช)(ฌ), 50(1), 50 ทวิ, 51, 52, 56, 58(2), 59) กรมสรรพากร https://www.rd.go.th/5937.html
- คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.96/2543 เรื่อง การคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่ายตามมาตรา 50(1) กรณีการจ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(1) (ข้อ 1(1)-(8), ข้อ 2, ข้อ 3 และตัวอย่างที่ 3) https://www.rd.go.th/3558.html
- บัญชีอัตราภาษีเงินได้ ท้ายหมวด 3 ภาษีเงินได้ ประมวลรัษฎากร https://www.rd.go.th/5938.html
- พระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 470) พ.ศ. 2551 (ยกเว้นเงินได้สุทธิ 150,000 บาทแรก) https://www.rd.go.th/33893.html
- ประมวลรัษฎากร มาตรา 65-76 (มาตรา 65 ตรี (2), (8), (19)) กรมสรรพากร https://www.rd.go.th/5939.html
- ข้อหารือกรมสรรพากร กค 0706/11798 (27 พฤศจิกายน 2550) https://www.rd.go.th/37053.html
- ข้อหารือกรมสรรพากร กค 0706/5091 (16 มิถุนายน 2549) https://www.rd.go.th/31901.html
- ข้อหารือกรมสรรพากร กค 0811/2883 (11 เมษายน 2543) https://www.rd.go.th/23897.html
- ข้อหารือกรมสรรพากร กค 0811/2705 (4 เมษายน 2543) https://www.rd.go.th/23882.html
- ประกาศกระทรวงการคลัง (24 กรกฎาคม 2544) ขยายเวลานำส่งภาษีหัก ณ ที่จ่ายตามมาตรา 52 และ 59 กรมสรรพากร https://www.rd.go.th/2625.html
- ประกาศกระทรวงการคลัง ขยายเวลายื่นแบบรายการทางอินเทอร์เน็ต (ฉบับที่ 7 แก้ไขโดยฉบับที่ 8 และ 9) https://www.rd.go.th/fileadmin/user_upload/kormor/newlaw/mofexpandfornet7A.pdf
- แบบ ภ.ง.ด.1 และ ภ.ง.ด.1ก (ตามมาตรา 50(1), 52, 58(2), 59) กรมสรรพากร https://www.rd.go.th/7064.html
- พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 มาตรา 5 (นิยาม "ค่าจ้าง") สำนักงานประกันสังคม https://www.sso.go.th/wpr/assets/upload/files_storage/sso_th/7d900b368467d904cf25f13b46f20e21.pdf
- ประมวลรัษฎากร มาตรา 14-27 (มาตรา 27 เงินเพิ่ม) กรมสรรพากร https://www.rd.go.th/5943.html