โบนัสสิ้นปี หักภาษี ณ ที่จ่ายอย่างไร: วิธีคำนวณภาษีเงินเดือนรวมโบนัสตามคำสั่งกรมสรรพากร ป.96/2543 พร้อมตัวอย่างตัวเลข

โบนัสสิ้นปี หักภาษีอย่างไร วิธีคำนวณตามกรมสรรพากร — ตะวัน คอนซัลแทนท์

โบนัสเป็นเงินได้ประเภท 40(1) เหมือนเงินเดือน นายจ้างจึงต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายในเดือนที่จ่ายโบนัส โดย ไม่ได้หักเป็นเปอร์เซ็นต์ตายตัว กรมสรรพากรกำหนดวิธีไว้ในคำสั่งที่ ป.96/2543 ข้อ 1(5) คือ นำโบนัสไปรวมกับเงินเดือนที่ประมาณการเสมือนจ่ายทั้งปี คำนวณภาษีทั้งปีใหม่ แล้วหักภาษีทั้งปีของเงินเดือนล้วน (ก่อนมีโบนัส) ออก ผลต่างคือภาษีของโบนัส เมื่อบวกกับภาษีเงินเดือนของเดือนนั้น ก็เป็นยอดที่ต้องหักในเดือนที่จ่ายโบนัส

เรื่องนี้ทำให้พนักงานหลายคนสงสัยว่าทำไมโบนัสถูกหักภาษีมากกว่าเงินเดือนเมื่อเทียบเป็นสัดส่วน คำตอบคือโบนัสไปเพิ่มเงินได้สุทธิทั้งปี จึงถูกคิดภาษีในขั้นสูงสุดของพนักงานคนนั้น บทความนี้อธิบายสูตร ไล่ตัวอย่างตัวเลข 3 แบบ แล้วตอบเรื่องที่ฝ่ายบัญชีและเจ้าของกิจการถามบ่อย ได้แก่ ประกันสังคม กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ การยื่น ภ.ง.ด.1 การออก 50 ทวิ ผลต่อ ภ.ง.ด.91 และโบนัสกรรมการในมุมรายจ่ายของบริษัท

สรุปสั้นที่สุด: โบนัสเป็นเงินได้ 40(1) (ประมวลรัษฎากร มาตรา 40(1)) · วิธีหัก ณ ที่จ่าย = ภาษีทั้งปีของ (เงินเดือนเสมือนทั้งปี + โบนัส x จำนวนคราวที่จ่ายต่อปี) ลบภาษีทั้งปีของเงินเดือนล้วน แล้วบวกภาษีเงินเดือนของเดือนนั้น (ป.96/2543 ข้อ 1(5)) · ค่าใช้จ่ายเหมา 50% ไม่เกิน 100,000 บาท (มาตรา 42 ทวิ) และค่าลดหย่อนใช้ตามที่ลูกจ้างแจ้งในแบบ ล.ย.01 · เดือนธันวาคมนายจ้างปรับยอดให้ภาษีที่หักรวมเท่ากับภาษีทั้งปีได้ (ข้อ 2) · นำส่งและยื่น ภ.ง.ด.1 ตามกำหนดปกติของเดือนที่จ่าย และออก 50 ทวิ ภายใน 15 กุมภาพันธ์ของปีถัดไป · โบนัสที่จ่ายตามหลักเกณฑ์ของบริษัทเป็นรายจ่ายของบริษัทได้ แต่รายจ่ายที่กำหนดจ่ายจากผลกำไรเมื่อสิ้นรอบบัญชีแล้วเป็นรายจ่ายต้องห้าม (มาตรา 65 ตรี (19))

1. โบนัสเป็นเงินได้ประเภทไหน และหักภาษีตามหลักอะไร

ประมวลรัษฎากร มาตรา 40(1) นิยามเงินได้จากการจ้างแรงงานว่า รวมถึง เงินเดือน ค่าจ้าง เบี้ยเลี้ยง โบนัส เบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญ และเงินหรือประโยชน์อื่นที่ได้เนื่องจากการจ้างแรงงาน ดังนั้นไม่ว่าจะเรียกว่าโบนัสประจำปี โบนัสพิเศษ หรือรางวัลผลงาน ถ้าจ่ายเพราะความเป็นลูกจ้าง ก็อยู่ใน 40(1)

มาตรา 50(1) บังคับให้ผู้จ่ายเงินได้ 40(1) และ (2) หักภาษีไว้ ทุกคราวที่จ่าย ตามวิธีคือ คูณเงินได้ที่จ่ายด้วยจำนวนคราวที่ต้องจ่ายเพื่อให้ได้เงินเสมือนจ่ายทั้งปี คำนวณภาษีตามมาตรา 48 แล้วหารด้วยจำนวนคราวที่ต้องจ่าย ผลลัพธ์คือภาษีที่หักในคราวนั้น ถ้าหารไม่ลงตัว เศษให้รวมเข้ากับภาษีที่หักครั้งสุดท้ายของปี เพื่อให้ยอดที่หักรวมทั้งปีเท่ากับภาษีที่ต้องเสียทั้งปี

คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.96/2543 ลงวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2543 เป็นแนวทางปฏิบัติของเจ้าพนักงานสรรพากรในการตรวจและแนะนำเรื่องนี้ ข้อ 1(5) วางหลักไว้สำหรับ "กรณีมีการจ่ายเงินพิเศษเป็นครั้งคราวระหว่างปี เช่น ค่าล่วงเวลา เงินโบนัส" ซึ่งเป็นหลักที่บทความนี้ใช้ทั้งหมด (คำสั่งฉบับนี้ไม่รวมถึงเงินที่นายจ้างจ่ายครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงาน ซึ่งมีวิธีคำนวณแยกต่างหากในมาตรา 50(1) วรรคสาม และไม่ใช่เรื่องของบทความนี้)

2. สูตรคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่ายเมื่อจ่ายโบนัส

ข้อ 1(5) ของ ป.96/2543 แยกเป็นขั้นตอนได้ดังนี้

  1. นำโบนัสที่จ่ายคูณด้วยจำนวนคราวที่จะต้องจ่ายต่อปี ถ้าจ่ายโบนัสปีละครั้งก็คูณ 1 ถ้าจ่ายปีละ 2 งวดก็คูณ 2 (ตัวอย่างทางการของกรมสรรพากรใช้ "โบนัส 90,000 x 1")
  2. นำผลที่ได้ไปรวมกับเงินเดือนที่คำนวณเสมือนจ่ายทั้งปี (เงินเดือนต่อเดือน x 12 สำหรับการจ่ายรายเดือน ตามข้อ 1(1))
  3. หักค่าใช้จ่ายเหมา 50% ของเงินได้ แต่ไม่เกิน 100,000 บาท (มาตรา 42 ทวิ) แล้วหักค่าลดหย่อนตามที่ลูกจ้างแจ้งไว้ในแบบ ล.ย.01 (ข้อ 1(2)) ได้เงินได้สุทธิ
  4. คำนวณภาษีตามอัตราก้าวหน้า โดยเงินได้สุทธิ 150,000 บาทแรกได้รับยกเว้น (พระราชกฤษฎีกาฯ ฉบับที่ 470 พ.ศ. 2551) ได้ "ภาษีทั้งปีรวมโบนัส"
  5. นำภาษีที่คำนวณจากเงินเดือนล้วนทั้งปี (ก่อนมีโบนัส) มาหักออก ผลลัพธ์คือ "ภาษีของโบนัส"
  6. บวกภาษีหัก ณ ที่จ่ายของเงินเดือนเดือนนั้น ได้ยอดที่ต้องหักทั้งสิ้นในเดือนที่จ่ายโบนัส

อัตราภาษีบุคคลธรรมดาที่ใช้คำนวณ (บัญชีอัตราภาษีเงินได้ ท้ายหมวด 3 ของประมวลรัษฎากร ร่วมกับการยกเว้น 150,000 บาทแรก)

เงินได้สุทธิ (บาท) อัตรา
0 – 150,000 ยกเว้น
150,001 – 300,000 5%
300,001 – 500,000 10%
500,001 – 750,000 15%
750,001 – 1,000,000 20%
1,000,001 – 2,000,000 25%
2,000,001 – 5,000,000 30%
เกิน 5,000,000 35%

ค่าลดหย่อนที่ใช้ในตัวอย่างของบทความนี้มีเพียง 2 รายการ เพื่อให้ตัวเลขเห็นภาพง่าย ได้แก่ ลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท (มาตรา 47(1)(ก)) และ เงินสมทบประกันสังคมที่ผู้ประกันตนจ่ายจริง (มาตรา 47(1)(ฌ)) ซึ่งสำหรับผู้ที่ค่าจ้างตั้งแต่ 17,500 บาทขึ้นไปคือ 5% x 17,500 = 875 บาทต่อเดือน หรือ 10,500 บาทต่อปี (ฐานสูงสุด 17,500 บาทตั้งแต่ 1 มกราคม 2569 ดูรายละเอียดในคู่มือประกันสังคมสำหรับนายจ้าง) พนักงานจริงมักมีลดหย่อนอื่น เช่น คู่สมรส บุตร เบี้ยประกัน กองทุนต่าง ๆ ซึ่งจะทำให้ภาษีน้อยลง ส่วนการคำนวณภาษีประจำปีของบุคคลธรรมดาเต็มรูปแบบ ดูได้ที่ เครื่องมือคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 2569

3. ตัวอย่างที่ 1: เงินเดือน 30,000 บาท โบนัส 60,000 บาท จ่ายเดือนธันวาคม

ข้อมูล: พนักงานโสด เงินเดือน 30,000 บาทต่อเดือน โบนัสประจำปี 60,000 บาทจ่ายปีละครั้ง ลดหย่อน = ส่วนตัว 60,000 + ประกันสังคม 10,500 = 70,500 บาท

ขั้นที่ 1 ภาษีเงินเดือนล้วนทั้งปี

รายการ จำนวน (บาท)
เงินเดือนเสมือนจ่ายทั้งปี 30,000 x 12 360,000
หักค่าใช้จ่าย 50% = 180,000 แต่ไม่เกิน (100,000)
คงเหลือ 260,000
หักลดหย่อน 70,500 (70,500)
เงินได้สุทธิ 189,500
ภาษี: 150,000 แรกยกเว้น, ส่วนที่เกิน 39,500 x 5% 1,975

ภาษีหักรายเดือน = 1,975 / 12 = 164.58 บาท (เศษ 0.04 บาทบวกในเดือนธันวาคม จึงหัก 164.58 บาท มกราคม–พฤศจิกายน และ 164.62 บาท ในธันวาคม)

ขั้นที่ 2 ภาษีทั้งปีรวมโบนัส

รายการ จำนวน (บาท)
เงินเดือนเสมือนทั้งปี 360,000
บวก โบนัส 60,000 x 1 60,000
รวมเงินได้ 420,000
หักค่าใช้จ่าย (50% = 210,000 แต่ไม่เกิน) (100,000)
คงเหลือ 320,000
หักลดหย่อน (70,500)
เงินได้สุทธิ 249,500
ภาษี: (249,500 – 150,000) = 99,500 x 5% 4,975

ขั้นที่ 3 ภาษีของโบนัส = 4,975 – 1,975 = 3,000 บาท (ตรวจสอบ: 60,000 x 5% = 3,000 เพราะค่าใช้จ่ายเต็มเพดาน 100,000 อยู่แล้ว โบนัสจึงตกในขั้น 5% ทั้งก้อน)

ขั้นที่ 4 ยอดที่หักเดือนธันวาคม = 3,000 + 164.62 = 3,164.62 บาท

ตรวจยอดรวมทั้งปี: (164.58 x 11) + 3,164.62 = 1,810.38 + 3,164.62 = 4,975.00 บาท เท่ากับภาษีทั้งปีรวมโบนัสพอดี

4. ตัวอย่างที่ 2: เงินเดือน 80,000 บาท โบนัส 3 เดือน (240,000 บาท)

ข้อมูล: พนักงานโสด เงินเดือน 80,000 บาท โบนัส 240,000 บาทจ่ายครั้งเดียวในเดือนธันวาคม ลดหย่อนเท่าตัวอย่างที่ 1 (70,500 บาท)

ภาษีเงินเดือนล้วน

รายการ จำนวน (บาท)
เงินเดือนเสมือนจ่ายทั้งปี 80,000 x 12 960,000
หักค่าใช้จ่ายเหมาสูงสุด (100,000)
หักลดหย่อน (70,500)
เงินได้สุทธิ 789,500

คำนวณภาษีทีละขั้น

ช่วง จำนวนเงินในช่วง อัตรา ภาษี
0 – 150,000 150,000 ยกเว้น 0
150,001 – 300,000 150,000 5% 7,500
300,001 – 500,000 200,000 10% 20,000
500,001 – 750,000 250,000 15% 37,500
750,001 – 789,500 39,500 20% 7,900
รวม 72,900

ภาษีหักรายเดือน = 72,900 / 12 = 6,075 บาท (หารลงตัว)

ภาษีทั้งปีรวมโบนัส

รายการ จำนวน (บาท)
เงินเดือนเสมือนทั้งปี 960,000
บวก โบนัส 240,000 x 1 240,000
รวมเงินได้ 1,200,000
หักค่าใช้จ่ายเหมาสูงสุด (100,000)
หักลดหย่อน (70,500)
เงินได้สุทธิ 1,029,500
ช่วง จำนวนเงินในช่วง อัตรา ภาษี
150,001 – 300,000 150,000 5% 7,500
300,001 – 500,000 200,000 10% 20,000
500,001 – 750,000 250,000 15% 37,500
750,001 – 1,000,000 250,000 20% 50,000
1,000,001 – 1,029,500 29,500 25% 7,375
รวม 122,375

ภาษีของโบนัส = 122,375 – 72,900 = 49,475 บาท (คิดเป็นประมาณ 20.6% ของโบนัส เพราะโบนัสไล่ตั้งแต่ปลายขั้น 20% ไปถึงขั้น 25%: 210,500 x 20% = 42,100 และ 29,500 x 25% = 7,375 รวม 49,475 ตรงกัน)

ยอดที่หักเดือนธันวาคม = 49,475 + 6,075 = 55,550 บาท

ตรวจยอดรวมทั้งปี: (6,075 x 11) + 55,550 = 66,825 + 55,550 = 122,375 บาท เท่ากับภาษีทั้งปีรวมโบนัส

5. ตัวอย่างที่ 3: เงินเดือน 20,000 บาท โบนัส 120,000 บาท (โบนัสสูงกว่าเงินเดือนมาก)

ตัวอย่างนี้ชี้ว่า เงินเดือนที่ไม่ถึงเกณฑ์เสียภาษีรายเดือนก็ยังต้องคำนวณและอาจต้องหักภาษีเมื่อมีโบนัส

ข้อมูล: พนักงานโสด เงินเดือน 20,000 บาท (ค่าจ้างเกินฐานประกันสังคม จึงหักสมทบ 875 บาทต่อเดือน = 10,500 บาทต่อปี) โบนัส 120,000 บาทจ่ายครั้งเดียว ลดหย่อน 70,500 บาท

รายการ เงินเดือนล้วน (บาท) รวมโบนัส (บาท)
เงินได้เสมือนทั้งปี 240,000 (20,000 x 12) 360,000 (240,000 + 120,000)
หักค่าใช้จ่าย (50% เกินเพดาน จึงใช้) (100,000) (100,000)
คงเหลือ 140,000 260,000
หักลดหย่อน (70,500) (70,500)
เงินได้สุทธิ 69,500 189,500
ภาษี 0 (ไม่เกิน 150,000) (189,500 – 150,000) x 5% = 1,975

ภาษีของโบนัส = 1,975 – 0 = 1,975 บาท ภาษีเงินเดือนเดือนนั้น = 0 ดังนั้นต้องหักในเดือนที่จ่ายโบนัส 1,975 บาท (ไม่ใช่ 0 และไม่ใช่ 3% ของโบนัส ซึ่งจะเท่ากับ 3,600 บาท)

ถ้าโบนัสเป็น 40,000 บาท เงินได้สุทธิทั้งปีรวมโบนัสจะเป็น 109,500 บาท ยังไม่เกิน 150,000 บาท ภาษีของโบนัสจึงเป็น 0 และไม่ต้องหัก

6. เรื่องที่ทำให้ตัวเลขจริงต่างจากตัวอย่าง

6.1 ค่าลดหย่อนใช้ตามที่ลูกจ้างแจ้ง ข้อ 1(2) ให้คำนวณหักค่าลดหย่อนตามที่ผู้มีเงินได้แจ้งไว้ในแบบ ล.ย.01 พร้อมหลักฐาน ตั้งแต่ต้นปีที่เริ่มหักภาษี ไม่ว่าจะจ่ายค่าลดหย่อนนั้นในเดือนใดของปี ยกเว้นเงินบริจาคที่หักได้เมื่อจ่ายจริงเท่านั้น และถ้าลูกจ้างแจ้งเปลี่ยนรายการระหว่างปี ก็คำนวณตามที่แจ้งใหม่ พนักงานที่ไม่ยื่น ล.ย.01 จะถูกคำนวณโดยมีลดหย่อนน้อยกว่าที่ควรเป็น แล้วไปขอคืนเมื่อยื่น ภ.ง.ด.91

6.2 จ่ายโบนัสหลายงวด ถ้าบริษัทจ่ายโบนัสปีละ 2 งวด ข้อ 1(5) ให้คูณเงินพิเศษด้วยจำนวนคราวที่จะต้องจ่ายต่อปี ในทางปฏิบัติจึงต้องกำหนดนโยบายให้ชัดว่าโบนัสแต่ละงวดคิดเป็นกี่ครั้งต่อปี และใช้แนวเดียวกันตลอดปี แล้วใช้เดือนธันวาคมปรับยอดให้ตรงกับภาษีทั้งปี

6.3 เงินเดือนเปลี่ยนระหว่างปี ข้อ 1(4) กำหนดว่าเมื่อเงินได้ที่จ่ายเปลี่ยน ให้คำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่ายใหม่ทุกคราวตามวิธีเดิม พนักงานที่ปรับเงินเดือนกลางปีจึงมีภาษีเงินเดือนต่อเดือนไม่เท่ากันก่อนและหลังปรับ และต้องใช้ตัวเลขล่าสุดเป็นฐานของภาษี "เงินเดือนล้วน" ในสูตรโบนัส

6.4 พนักงานเข้าใหม่ระหว่างปี เงินเดือนที่ใช้คูณคือจำนวนคราวที่ต้องจ่ายจริงสำหรับปีที่เข้าทำงาน เช่น เข้างาน 1 เมษายน จ่ายรายเดือน คูณ 9 (ข้อ 1(1))

6.5 เดือนธันวาคมปรับยอดได้ ข้อ 2 ให้ผู้จ่ายมีสิทธิคำนวณภาษีที่ต้องหักในเดือนธันวาคมใหม่ เพื่อให้ยอดภาษีที่หักรวมทั้งปีเท่ากับภาษีที่ลูกจ้างต้องเสียทั้งปี โดยนำภาษีที่หักและนำส่งไว้แล้วมาหักออกจากภาษีทั้งปี ถ้าโบนัสจ่ายเดือนธันวาคมก็ทำพร้อมกันได้ ตัวอย่างที่ 1 และ 2 ข้างต้นลงตัวพอดีเพราะเงินได้ไม่เปลี่ยนระหว่างปี

6.6 โบนัสจ่ายต้นปีถัดไป โบนัสที่ประกาศปลายปีแต่จ่ายจริงเดือนมกราคม ภาษี ณ ที่จ่ายเกิดในเดือนที่จ่าย (มาตรา 50 ให้หักภาษี "ทุกคราวที่จ่าย") เงินนั้นจึงเป็นเงินได้ของปีที่จ่ายเงินและต้องคำนวณรวมกับเงินเดือนปีใหม่ ไม่ย้อนไปรวมกับปีเก่า

6.7 นายจ้างออกภาษีให้ ถ้านายจ้างออกภาษีแทนลูกจ้างโดยลูกจ้างไม่ต้องรับภาระเลย ข้อ 1(7) และ (8) กำหนดให้นำภาษีที่นายจ้างออกแทนให้ไปรวมกับเงินเดือนหรือค่าจ้างที่ลูกจ้างได้รับในปีนั้น แล้วคำนวณภาษีใหม่ (ตัวอย่างที่ 5 และ 6 ในคำสั่ง) เรื่องนี้เกี่ยวกับโบนัสโดยตรง เพราะโบนัสแบบ "สุทธิ" ที่ตกลงให้พนักงานได้รับครบจำนวนหลังภาษี จะทำให้ฐานเงินได้สูงกว่าตัวเลขโบนัสที่เห็น

7. โบนัสกับประกันสังคม

พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ. 2533 มาตรา 5 นิยาม "ค่าจ้าง" ว่าเป็นเงินทุกประเภทที่นายจ้างจ่ายให้ลูกจ้างเป็นค่าตอบแทนการทำงานใน วันและเวลาทำงานปกติ ไม่ว่าจะคำนวณตามระยะเวลาหรือตามผลงาน และไม่ว่าจะเรียกชื่ออย่างไร (ชื่อว่า "โบนัส" จึงไม่ใช่ตัวตัดสินในตัวเอง ต้องดูลักษณะของเงิน) เงินสมทบคำนวณจากค่าจ้างตามนิยามนี้ภายในฐาน 1,650–17,500 บาทต่อเดือนในปี 2569 โดยทั่วไปโบนัสประจำปีที่จ่ายเป็นรางวัลตอบแทนผลประกอบการ ไม่ใช่ค่าตอบแทนการทำงานในวันเวลาปกติของเดือนนั้น และผู้ที่ค่าจ้างเกิน 17,500 บาทอยู่แล้วก็คำนวณจากเพดานเดิม จึงมักไม่ต้องหักเงินสมทบเพิ่มเมื่อจ่ายโบนัส อย่างไรก็ตาม เรายังไม่พบข้อความของสำนักงานประกันสังคมที่ระบุคำว่า "โบนัส" โดยตรง ถ้าโบนัสของกิจการถูกกำหนดเป็นเงินที่จ่ายประจำเป็นงวดหรือผูกกับการทำงานในเวลาปกติ ให้สอบถามสำนักงานประกันสังคมในพื้นที่ก่อน เพราะนายจ้างที่หักไม่ครบต้องรับผิดส่วนที่ขาดพร้อมเงินเพิ่ม (รายละเอียดอยู่ในบทความประกันสังคมนายจ้าง)

ด้านภาษี เงินสมทบประกันสังคมที่ลูกจ้างจ่ายจริงเป็นค่าลดหย่อนตามมาตรา 47(1)(ฌ) จึงนำมาคำนวณใน ล.ย.01 และตัวอย่างข้างต้น ส่วนเงินสมทบฝั่งนายจ้างเป็นรายจ่ายของกิจการและไม่ใช่เงินได้ของลูกจ้างตามปกติ

8. โบนัสกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

ถ้าพนักงานเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เงินสะสมที่จ่ายเข้ากองทุนตามหลักเกณฑ์ที่กฎกระทรวงกำหนด ลดหย่อนภาษีได้ตามจำนวนที่จ่ายจริงภายในเพดานที่กฎหมายกำหนด (ตามมาตรา 47(1)(ช) และกฎหมายลำดับรองที่เกี่ยวข้อง) และ มาตรา 65 ตรี (2) ยกเว้นกองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่เป็นไปตามกฎกระทรวงออกจากข้อห้ามเรื่อง "เงินกองทุน" ที่ไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายของบริษัท ทั้งนี้ ตัวบทมาตรา 47(1)(ช) ที่แสดงบนเว็บไซต์กรมสรรพากรยังระบุเพดาน 10,000 บาท ซึ่งอาจไม่ตรงกับเพดานที่ใช้ในปัจจุบันตามกฎหมายลำดับรอง และเงื่อนไขของแต่ละกองทุนก็ต่างกัน บทความนี้จึงไม่ใส่ตัวเลขเพดานและไม่นำเงินสะสมกองทุนมาคิดในตัวอย่าง ควรตรวจเพดานล่าสุดก่อนคำนวณ

ประเด็นที่ฝ่ายบัญชีต้องเช็กเมื่อจ่ายโบนัสคือ ข้อบังคับของกองทุนกำหนดให้คิดเงินสะสมและเงินสมทบจาก "ค่าจ้าง" ครอบคลุมโบนัสหรือไม่ ถ้าครอบคลุม เงินสะสมที่เพิ่มขึ้นจากโบนัสต้องแจ้งตัวเลขที่ถูกต้องใน ล.ย.01 หรือปรับในเดือนธันวาคม ไม่เช่นนั้นภาษีที่หักจะสูงกว่าที่ควร และลูกจ้างต้องรอขอคืนตอนยื่นแบบประจำปี

9. หลังหักภาษีแล้ว ต้องทำอะไรต่อ: ภ.ง.ด.1 และ 50 ทวิ

นำส่งและยื่น ภ.ง.ด.1: มาตรา 52 กำหนดให้นำส่งภาษีที่ต้องหัก ภายใน 7 วันนับแต่วันที่จ่ายเงิน ไม่ว่าจะหักไว้แล้วหรือไม่ ประกาศกระทรวงการคลังฉบับลงวันที่ 24 กรกฎาคม 2544 ขยายเป็น 7 วันนับแต่สิ้นเดือน (คือวันที่ 7 ของเดือนถัดไป) และมีมาตรการขยายเวลาการยื่นทางอินเทอร์เน็ตเป็นวันที่ 15 ของเดือนถัดไป ตามประกาศที่ครอบคลุมช่วงถึง 31 มกราคม 2570 การจ่ายโบนัสเดือนธันวาคม 2569 จึงต้องยื่น ภ.ง.ด.1 ของเดือนธันวาคมภายในเดือนมกราคม 2570 รายละเอียดแบบฟอร์มและค่าปรับดูใน ภ.ง.ด.1 ภ.ง.ด.3 ภ.ง.ด.53 ต่างกันอย่างไร

ภ.ง.ด.1ก: นายจ้างต้องยื่นรายการสรุปเงินได้ 40(1) และภาษีที่หักตลอดปี ตามมาตรา 58(2) ภายในกำหนด (ตัวบทระบุเดือนมกราคม ประกาศกระทรวงการคลังขยายเป็นเดือนกุมภาพันธ์) ยอดโบนัสและภาษีของโบนัสต้องรวมอยู่ในรายชื่อรายคน

50 ทวิ: มาตรา 50 ทวิ(2) กำหนดให้ออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายสำหรับกรณีมาตรา 50(1) ภายในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ของปีถัดไป หรือภายใน 1 เดือนนับแต่ลูกจ้างออกจากงาน ตัวเลขใน 50 ทวิ ต้องรวมโบนัสเป็นเงินได้ และรวมภาษีที่หักทั้งปี

บันทึกที่ควรเก็บ: มติหรือหนังสือประกาศโบนัส ตารางคำนวณรายคน สำเนา ล.ย.01 และหลักฐานการนำส่ง เพราะเจ้าหน้าที่สรรพากรอาจขอตรวจรายละเอียดการหักภาษีตามมาตรา 51

10. ผลต่อการยื่นแบบประจำปีของพนักงาน (ภ.ง.ด.91)

ผู้มีเงินได้ต้องยื่นรายการเงินได้ที่ได้รับในปีภาษีภายในเดือนมีนาคมของปีถัดไป (มาตรา 56) พนักงานที่มีเงินได้จากเงินเดือนอย่างเดียวใช้แบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปีสำหรับเงินได้ 40(1) (ภ.ง.ด.91) โดยนำเงินได้ทั้งปีรวมโบนัส มาคำนวณภาษีทั้งปีอีกครั้ง แล้วนำภาษีที่ถูกหักไว้ตาม 50 ทวิ มาเครดิต

ถ้านายจ้างหักถูกต้องและพนักงานแจ้งลดหย่อนครบ ผลคือภาษีที่หักไว้เท่ากับภาษีทั้งปี เช่นตัวอย่างที่ 2 ที่หักรวม 122,375 บาทเท่ากับภาษีทั้งปี จึงไม่มีภาษีต้องจ่ายเพิ่มหรือขอคืน ปัญหามักเกิดใน 3 กรณี

  • ทำงานหลายที่ในปีเดียว (เปลี่ยนงานระหว่างปี) นายจ้างแต่ละรายคำนวณแยกกัน ไม่รู้เงินได้จากอีกที่ ภาษีรวมจึงอาจขาดและต้องจ่ายเพิ่มตอนยื่น ภ.ง.ด.91
  • ลดหย่อนจริงสูงกว่าที่แจ้ง เช่น ซื้อประกันหรือกองทุนปลายปี ภาษีที่หักไว้เกินและขอคืนได้
  • มีเงินได้อื่นนอกเหนือจากเงินเดือน เช่น ค่าจ้างพิเศษ ค่าเช่า ต้องใช้แบบอื่น (ภ.ง.ด.90) และไม่ใช่เรื่องของนายจ้าง

11. โบนัสในมุมบริษัท: เป็นรายจ่ายได้หรือไม่ และโบนัสกรรมการ

โบนัสพนักงาน กรมสรรพากรตอบข้อหารือ กค 0706/5091 (16 มิถุนายน 2549) ว่า เมื่อบริษัทจ่ายโบนัสให้พนักงานตามหลักเกณฑ์ที่บริษัทกำหนด โดยไม่คำนึงว่าบริษัทจะมีกำไรหรือขาดทุน บริษัทนำมาถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิได้ ไม่ต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (19) และข้อหารือ กค 0811/2883 (11 เมษายน 2543) วินิจฉัยว่า การที่ธนาคารใช้ผลตอบแทนต่อสินทรัพย์ (ROA) ของปีก่อนเป็นฐานคำนวณโบนัสปีปัจจุบัน ไม่เข้าลักษณะรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (19)

หลักของมาตรา 65 ตรี (19): รายจ่ายใด ๆ ที่ กำหนดจ่ายจากผลกำไรที่ได้เมื่อสิ้นสุดรอบระยะเวลาบัญชีแล้ว ไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ ดังนั้นโบนัสที่ผู้ถือหุ้นหรือกรรมการมาลงมติจัดสรรหลังปิดบัญชี โดยอ้างอิงกำไรสุทธิที่เพิ่งคำนวณได้ มีความเสี่ยงเป็นรายจ่ายต้องห้าม ส่วนโบนัสที่มีสูตรหรือหลักเกณฑ์กำหนดไว้ล่วงหน้า (เช่น กี่เดือนของเงินเดือนตามอายุงานหรือผลประเมิน) หรือผูกกับตัวชี้วัดของปีก่อน อยู่ในแนวของข้อหารือข้างต้น

โบนัสกรรมการ: ข้อหารือ กค 0706/11798 (27 พฤศจิกายน 2550) วินิจฉัยกรณีค่าตอบแทนพิเศษและโบนัสของกรรมการและพนักงานว่า หากบริษัทไม่ได้กำหนดจ่ายจากผลกำไรที่ได้เมื่อสิ้นสุดรอบระยะเวลาบัญชีแล้ว สามารถนำค่าตอบแทนพิเศษและโบนัสมาถือเป็นรายจ่ายได้ ไม่ต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี สรุปในทางปฏิบัติได้ว่า สิ่งที่ตัดสินคือ วิธีกำหนดจ่าย ไม่ใช่ว่าผู้รับเป็นกรรมการหรือพนักงาน ข้อสังเกตเพิ่มเติม

  • เงินเดือนและโบนัสของผู้ถือหุ้นหรือหุ้นส่วนเฉพาะส่วนที่จ่ายเกินสมควร ไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายตามมาตรา 65 ตรี (8) ถ้ากรรมการที่เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ได้โบนัสสูงมากเมื่อเทียบกับงานที่ทำและกำไรของกิจการ เจ้าพนักงานอาจตั้งคำถามเรื่องความสมควร
  • การตั้งค้างจ่าย บริษัทที่ใช้เกณฑ์สิทธิ ตั้งโบนัสค้างจ่ายปลายปีเป็นรายจ่ายของรอบบัญชีนั้นได้ เมื่อมีข้อผูกพันที่จะต้องจ่ายแน่นอน (แนวคิดนี้ปรากฏในข้อหารือ กค 0811/2705 (4 เมษายน 2543) ซึ่งเป็นเรื่องเงินรางวัลการขายที่ตั้งค้างจ่ายไว้) ดังนั้นควรมีมติหรือนโยบายก่อนวันสิ้นรอบบัญชี และจ่ายจริงภายหลังตามนั้น
  • กรรมการที่ไม่ได้เป็นลูกจ้าง เงินที่ได้อาจเป็นเงินได้ 40(2) ซึ่งมาตรา 50(1) ให้หักภาษีด้วยวิธีเดียวกับ 40(1) แต่คำสั่ง ป.96/2543 เขียนไว้สำหรับ 40(1) จึงควรตรวจประเภทเงินได้ของกรรมการแต่ละคนก่อนใช้สูตร ดูภาพรวมของการจ่ายเงินให้กรรมการได้ที่ เงินเดือนกรรมการ เงินปันผล และการเอาเงินออกจากบริษัท

ความเห็นของสำนักงาน: บริษัทที่มีกำไรดีและอยากจ่ายโบนัสผู้บริหาร ควรกำหนดหลักเกณฑ์หรือโครงสร้างโบนัสไว้ในนโยบายค่าตอบแทนตั้งแต่ต้นปี และบันทึกไว้ในรายงานการประชุม แทนการลงมติจัดสรรเป็นเปอร์เซ็นต์ของกำไรหลังปิดบัญชี

12. ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

ข้อผิดพลาด ผลที่ตามมา วิธีแก้
หักโบนัสแบบเปอร์เซ็นต์คงที่ (เช่น 3% หรือ 5%) หักขาดหรือเกิน ไม่ตรงกับ ป.96/2543 ใช้สูตรในข้อ 2
หักโบนัสแยกจากเงินเดือน ไม่รวมกันในการคำนวณ ภาษีต่ำกว่าจริง เพราะคิดอัตราขั้นต่ำซ้ำ รวมเป็นเงินได้ทั้งปีก่อนคิดภาษี
ไม่ใช้ ล.ย.01 ของพนักงาน ลดหย่อนไม่ครบ ภาษีหักเกิน เก็บ ล.ย.01 ทุกคนทุกปี
นำส่งภาษีช้า เงินเพิ่มตามมาตรา 27 และค่าปรับ นำส่งภายในกำหนดของเดือนที่จ่าย
50 ทวิ ไม่รวมโบนัส พนักงานยื่น ภ.ง.ด.91 ไม่ตรงกับนายจ้าง ออกจากระบบเงินเดือนที่รวมทุกรายการ
ลงมติโบนัสเป็น % ของกำไรหลังปิดบัญชี เสี่ยงเป็นรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (19) กำหนดหลักเกณฑ์ล่วงหน้า

หมายเหตุ: มาตรา 52 ระบุว่าผู้มีหน้าที่หักภาษีต้องนำส่งภาษีที่ตนมีหน้าที่ต้องหัก ไม่ว่าจะได้หักไว้แล้วหรือไม่ ดังนั้นการลืมหักภาษีโบนัสไม่ได้ทำให้นายจ้างพ้นหน้าที่นำส่ง

13. รายการตรวจสอบสำหรับฝ่ายบัญชีก่อนจ่ายโบนัส

  1. ยืนยันจำนวนโบนัสรายคน จำนวนคราวที่จ่ายต่อปี และเดือนที่จ่าย
  2. ดึงเงินเดือนล่าสุดและรายการ ล.ย.01 ของพนักงานแต่ละคน รวมเงินสะสมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
  3. คำนวณภาษีทั้งปีเงินเดือนล้วน และภาษีทั้งปีรวมโบนัส แล้วหาผลต่าง
  4. บวกภาษีเงินเดือนของเดือนนั้น ได้ยอดที่หัก
  5. ถ้าเป็นเดือนธันวาคม ปรับยอดให้ภาษีที่หักรวมทั้งปีเท่ากับภาษีทั้งปี
  6. ตรวจว่าโบนัสต้องอยู่ในค่าจ้างของประกันสังคมหรือกองทุนสำรองเลี้ยงชีพหรือไม่
  7. นำส่งภาษีและยื่น ภ.ง.ด.1 ตามกำหนดของเดือนที่จ่าย
  8. เก็บมติ โบนัส หลักเกณฑ์ และตารางคำนวณ เพื่อรองรับการเป็นรายจ่ายตามมาตรา 65 ตรี (19)
  9. ออก 50 ทวิ ภายใน 15 กุมภาพันธ์ของปีถัดไปให้ตัวเลขรวมโบนัส

อยากให้สำนักงานบัญชีดูแลเรื่องนี้ให้?

ตะวัน คอนซัลแทนท์ รับทำบัญชีรายเดือน บันทึกบัญชี ยื่น VAT ภาษีหัก ณ ที่จ่าย ประกันสังคม และปิดงบให้ครบทุกกำหนด เริ่มต้น 1,500 บาท/เดือน · ทัก LINE ประเมินราคาฟรี

คำถามที่พบบ่อย

โบนัสถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายกี่เปอร์เซ็นต์

ไม่มีอัตราคงที่ ภาษีของโบนัสเท่ากับภาษีทั้งปีรวมโบนัส ลบภาษีทั้งปีของเงินเดือนล้วน (ป.96/2543 ข้อ 1(5)) ดังนั้นอัตราที่แท้จริงขึ้นกับเงินได้สุทธิของพนักงานแต่ละคน ในตัวอย่างข้างต้น โบนัส 60,000 บาทถูกหัก 3,000 บาท (5%) ส่วนโบนัส 240,000 บาทถูกหัก 49,475 บาท (ราว 20.6%)

ทำไมเดือนที่ได้โบนัส เงินสุทธิที่รับถึงน้อยกว่าที่คิด

เพราะโบนัสทั้งก้อนถูกนับเป็นเงินได้เพิ่ม และตกอยู่ในขั้นภาษีสูงสุดของพนักงาน ภาษีที่หักเพิ่มจึงมากกว่าสัดส่วนของเงินเดือนปกติ แต่ภาษีที่หักไว้ทั้งปีรวมกันจะเท่ากับภาษีทั้งปีที่ต้องเสียจริงเมื่อนายจ้างหักถูกต้องและพนักงานแจ้งลดหย่อนครบ (ตัวอย่างที่ 2 หักรวม 122,375 บาท เท่ากับภาษีทั้งปี) ไม่ได้เป็นการเสียภาษีเพิ่มเกินกฎหมาย

โบนัสต้องหักเงินสมทบประกันสังคมด้วยหรือไม่

โดยทั่วไปไม่ต้อง ถ้าโบนัสเป็นรางวัลตอบแทนผลงานประจำปีและไม่ใช่ค่าตอบแทนการทำงานในวันและเวลาทำงานปกติ ซึ่งเป็นนิยามของ "ค่าจ้าง" ตามมาตรา 5 พ.ร.บ.ประกันสังคม แต่เรายังไม่พบข้อความของสำนักงานประกันสังคมที่ระบุเรื่องโบนัสโดยตรง ถ้าโบนัสของกิจการจ่ายเป็นงวดประจำหรือผูกกับเวลาทำงานปกติ ให้ถามสำนักงานประกันสังคมในพื้นที่ก่อน

ถ้าจ่ายโบนัสปีละสองงวด ต้องคำนวณอย่างไร

คูณโบนัสแต่ละงวดด้วยจำนวนคราวที่จะต้องจ่ายต่อปี (ข้อ 1(5) ของ ป.96/2543) แล้วนำไปรวมกับเงินเดือนเสมือนทั้งปี คำนวณภาษีใหม่และหักภาษีเงินเดือนล้วนออกเหมือนกรณีจ่ายครั้งเดียว แล้วปรับยอดในเดือนธันวาคมให้ภาษีที่หักรวมเท่ากับภาษีทั้งปี (ข้อ 2) ควรทำตารางคำนวณเก็บไว้ทุกครั้ง

โบนัสกรรมการเป็นรายจ่ายของบริษัทได้หรือไม่

ได้ ถ้าบริษัทไม่ได้กำหนดจ่ายจากผลกำไรที่ได้เมื่อสิ้นสุดรอบระยะเวลาบัญชีแล้ว (ข้อหารือ กค 0706/11798) แต่โบนัสหรือรายจ่ายที่กำหนดจ่ายจากกำไรหลังสิ้นรอบบัญชีเป็นรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (19) และเงินเดือนของผู้ถือหุ้นเฉพาะส่วนที่เกินสมควรก็ต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (8) จึงควรกำหนดหลักเกณฑ์โบนัสล่วงหน้าและบันทึกไว้ในรายงานการประชุม

โบนัสจ่ายเดือนธันวาคมต้องยื่น ภ.ง.ด.1 เมื่อไร และออก 50 ทวิ เมื่อไร

ยื่นและนำส่งภาษีตามกำหนดของเดือนที่จ่าย ตามประกาศกระทรวงการคลังคือภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป และยื่นทางอินเทอร์เน็ตขยายเป็นวันที่ 15 ของเดือนถัดไป ตามประกาศที่ใช้ถึง 31 มกราคม 2570 ส่วน 50 ทวิ ออกภายในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ของปีถัดไป (มาตรา 50 ทวิ(2)) หรือภายใน 1 เดือนนับแต่ลูกจ้างออกจากงาน

หักภาษีโบนัสขาดหรือเกินไป แก้ไขได้อย่างไร

ถ้าหักขาดให้นำส่งเพิ่มพร้อมยื่น ภ.ง.ด.1 เพิ่มเติม โดยอาจมีเงินเพิ่มตามมาตรา 27 ถ้านำส่งช้า ถ้าหักเกิน พนักงานนำ 50 ทวิ ไปคำนวณและขอคืนตอนยื่น ภ.ง.ด.91 หรือในเดือนธันวาคมนายจ้างอาจปรับยอดให้ภาษีที่หักรวมเท่ากับภาษีทั้งปีตามข้อ 2 ของ ป.96/2543 (และสำหรับลูกจ้างที่ออกจากงานก็ปรับในเดือนสุดท้ายได้ตามข้อ 3)

ให้ Tawan Consultant ช่วยดูแลเรื่องนี้

ทีมบัญชีของ ตะวัน คอนซัลแทนท์ (Tawan Consultant) ช่วยเจ้าของ SME คำนวณภาษีเงินเดือนและโบนัสรายคน จัดทำ ล.ย.01 ปรับยอดเดือนธันวาคม ยื่น ภ.ง.ด.1 และ 1ก ออก 50 ทวิ ตรวจประกันสังคม และวางหลักเกณฑ์โบนัสให้เป็นรายจ่ายของบริษัทได้ สอบถามเบื้องต้นฟรีได้ผ่านช่องทางด้านล่าง

  • โทร: 096-692-2528
  • LINE: @962iwlqe
  • ที่อยู่: 34 ซอยเพชรเกษม 28 แยก 16 แขวงปากคลองภาษีเจริญ เขตภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร 10160
  • เวลาทำการ: จันทร์–ศุกร์ 8:30–17:30
  • เว็บไซต์: www.tawanconsultant.com

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไปเพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายหรือภาษีสำหรับกรณีเฉพาะ กฎหมายและแนวปฏิบัติอาจเปลี่ยนแปลง ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจ

แหล่งอ้างอิง

  1. ประมวลรัษฎากร มาตรา 38-64 (มาตรา 40(1), 42 ทวิ, 47(1)(ก)(ช)(ฌ), 50(1), 50 ทวิ, 51, 52, 56, 58(2), 59) กรมสรรพากร https://www.rd.go.th/5937.html
  2. คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.96/2543 เรื่อง การคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่ายตามมาตรา 50(1) กรณีการจ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(1) (ข้อ 1(1)-(8), ข้อ 2, ข้อ 3 และตัวอย่างที่ 3) https://www.rd.go.th/3558.html
  3. บัญชีอัตราภาษีเงินได้ ท้ายหมวด 3 ภาษีเงินได้ ประมวลรัษฎากร https://www.rd.go.th/5938.html
  4. พระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 470) พ.ศ. 2551 (ยกเว้นเงินได้สุทธิ 150,000 บาทแรก) https://www.rd.go.th/33893.html
  5. ประมวลรัษฎากร มาตรา 65-76 (มาตรา 65 ตรี (2), (8), (19)) กรมสรรพากร https://www.rd.go.th/5939.html
  6. ข้อหารือกรมสรรพากร กค 0706/11798 (27 พฤศจิกายน 2550) https://www.rd.go.th/37053.html
  7. ข้อหารือกรมสรรพากร กค 0706/5091 (16 มิถุนายน 2549) https://www.rd.go.th/31901.html
  8. ข้อหารือกรมสรรพากร กค 0811/2883 (11 เมษายน 2543) https://www.rd.go.th/23897.html
  9. ข้อหารือกรมสรรพากร กค 0811/2705 (4 เมษายน 2543) https://www.rd.go.th/23882.html
  10. ประกาศกระทรวงการคลัง (24 กรกฎาคม 2544) ขยายเวลานำส่งภาษีหัก ณ ที่จ่ายตามมาตรา 52 และ 59 กรมสรรพากร https://www.rd.go.th/2625.html
  11. ประกาศกระทรวงการคลัง ขยายเวลายื่นแบบรายการทางอินเทอร์เน็ต (ฉบับที่ 7 แก้ไขโดยฉบับที่ 8 และ 9) https://www.rd.go.th/fileadmin/user_upload/kormor/newlaw/mofexpandfornet7A.pdf
  12. แบบ ภ.ง.ด.1 และ ภ.ง.ด.1ก (ตามมาตรา 50(1), 52, 58(2), 59) กรมสรรพากร https://www.rd.go.th/7064.html
  13. พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 มาตรา 5 (นิยาม "ค่าจ้าง") สำนักงานประกันสังคม https://www.sso.go.th/wpr/assets/upload/files_storage/sso_th/7d900b368467d904cf25f13b46f20e21.pdf
  14. ประมวลรัษฎากร มาตรา 14-27 (มาตรา 27 เงินเพิ่ม) กรมสรรพากร https://www.rd.go.th/5943.html

บทความล่าสุด

ทีมงานมืออาชีพด้านบัญชีและภาษี


ยินดีให้บริการ

บริการของเรา

ให้คำปรึกษาด้านการทำบัญชีและภาษีเฉพาะกิจการ

ที่ปรึกษาเฉพาะคุณ

"ข้อมูลบัญชีบอกผลการดำเนินงาน”

เราวิเคราะห์ตัวเลขที่เกิดขึ้น ให้คุณมีข้อมูลตัดสินใจในอนาคต ในทุกเรื่องของธุรกิจ ให้ธุรกิจเติบโต

HOW WE'RE DIFFERENT

TAWAN CONSULTANT

ผู้จัดทำบัญชีและผู้ตรวจสอบบัญชีมืออาชีพ

ทีมงานสำนักงานบัญชีกำลังให้คำปรึกษาลูกค้าเพื่อวางแผนภาษีอย่างถูกกฎหมาย

ABOUT US

เราคือโอกาสให้คุณมีเวลากลับไปทำในสิ่งที่ธุรกิจคุณถนัดที่สุด ตัดสินใจได้ดีขึ้น และเติบโตอย่างมั่นคง

เราเป็นที่ปรึกษาทางธุรกิจที่มุ่งมั่นให้บริการธุรกิจ SME ทั่วประเทศ เราดูแลด้านบัญชีเพื่อลดภาระการจัดการตัวเลขของคุณ ในขณะที่คุณสามารถโฟกัสกับการสร้างการเติบโตให้ธุรกิจ บริการของเรายืดหยุ่นเพื่อให้สอดคล้องกับประเภทและขนาดธุรกิจของคุณ