เอาเงินออกจากบริษัทอย่างไรให้ถูกและประหยัดภาษี: เงินเดือนกรรมการ เงินปันผล เงินกู้ยืมกรรมการ ค่าเช่า และการเบิกค่าใช้จ่าย

เอาเงินออกจากบริษัท เงินเดือนกรรมการ หรือเงินปันผล — ตะวัน คอนซัลแทนท์

เจ้าของ SME ส่วนใหญ่เป็นทั้งผู้ถือหุ้นและกรรมการในคนเดียว เงินในบัญชีบริษัทจึงดูเหมือนเงินของตัวเอง แต่ในทางกฎหมาย บริษัทเป็นนิติบุคคลแยกจากเจ้าของ การโอนเงินออกมาใช้ส่วนตัวต้องผ่าน "ช่องทาง" ที่กฎหมายรับรู้ ได้แก่ เงินเดือนกรรมการ เบี้ยประชุมหรือโบนัสกรรมการ เงินปันผล ดอกเบี้ยหรือการคืนเงินกู้ ค่าเช่าทรัพย์สิน และการเบิกค่าใช้จ่ายที่เป็นของบริษัทจริง แต่ละช่องทางเสียภาษีต่างกัน และมีผลต่อภาษีของบริษัทไม่เหมือนกัน

คำตอบสั้นสำหรับคำถาม "รับเงินเดือนหรือเงินปันผลดีกว่า" คือ โดยทั่วไปควรรับเงินเดือนในระดับที่สมเหตุสมผลก่อน แล้วค่อยรับส่วนที่เหลือเป็นเงินปันผล เพราะเงินเดือนเป็นรายจ่ายที่ลดกำไรของบริษัท ส่วนเงินปันผลจ่ายจากกำไรหลังภาษี ตัวเลขที่เหมาะสมขึ้นกับกำไรของบริษัท ขั้นภาษีของเจ้าของ และเงินได้อื่นของเจ้าของ บทความนี้อธิบายแต่ละช่องทางตามประมวลรัษฎากรและเอกสารของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า พร้อมตัวอย่างบริษัทกำไร 2,000,000 บาทที่คำนวณให้ดูทุกบรรทัด (ดูแหล่งอ้างอิงท้ายบทความ)

สรุปสั้นที่สุด: เงินเดือนกรรมการที่ทำงานประจำเป็นเงินได้ 40(1) เบี้ยประชุม บำเหน็จ โบนัสกรรมการเป็น 40(2) ทั้งสองแบบบริษัทหักเป็นรายจ่ายได้ถ้าสมควรและไม่ได้กำหนดจ่ายจากกำไรหลังปิดบัญชี (ม.65 ตรี (8), (19)) · เงินปันผลบริษัทหักรายจ่ายไม่ได้ ถูกหัก ณ ที่จ่าย 10% และเลือกให้จบที่ 10% ได้ · บริษัทให้กรรมการกู้โดยไม่คิดดอกเบี้ย เสี่ยงถูกประเมินดอกเบี้ยตามราคาตลาด (ม.65 ทวิ (4)) · กรรมการให้บริษัทกู้และรับดอกเบี้ย ถูกหัก 15% · ค่าเช่าที่บริษัทจ่ายให้กรรมการถูกหัก 5% · ค่าใช้จ่ายส่วนตัวที่ให้บริษัทจ่าย เป็นรายจ่ายต้องห้ามและอาจกลายเป็นเงินได้ของกรรมการ

1. ทำไมเอาเงินบริษัทออกมาใช้เฉย ๆ ไม่ได้

เมื่อจดทะเบียนบริษัทแล้ว เงินที่ลูกค้าจ่ายเข้าบริษัทเป็นรายได้ของบริษัท กำไรที่เหลือหลังหักรายจ่ายต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลก่อน การที่เจ้าของโอนเงินออกไปโดยไม่มีเอกสารหรือเหตุผลรองรับ มักจบลงด้วยรายการ "เงินยืมกรรมการ" ค้างอยู่ในงบการเงินปีแล้วปีเล่า ซึ่งสร้างปัญหาภาษีตามมาหลายชั้น (ดูข้อ 5)

กฎหมายบริษัทเองก็มองการจ่ายเงินให้ผู้ถือหุ้นอย่างเข้มงวด เอกสารของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าสรุปหลักประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ไว้ว่า หากบริษัทจ่ายเงินหรือแจกเงินใด ๆ ให้ผู้ถือหุ้นในฐานะผู้ถือหุ้น เงินนั้นถือเป็นเงินปันผลด้วย ยกเว้นการคืนค่าหุ้น และห้ามบริษัทจ่ายเงินปันผลหากยังมีผลประกอบการขาดทุน

ดังนั้นก่อนคิดเรื่องประหยัดภาษี ให้ตอบคำถามแรกก่อนว่า เงินก้อนนี้ออกจากบริษัทในฐานะอะไร ค่าตอบแทนการทำงาน ส่วนแบ่งกำไร เงินกู้ ค่าเช่า หรือการคืนเงินที่เจ้าของสำรองจ่ายให้บริษัท คำตอบนั้นกำหนดทั้งภาษีฝั่งกรรมการ ภาษีฝั่งบริษัท และเอกสารที่ต้องมี

2. ตารางเปรียบเทียบทุกช่องทาง

ช่องทาง ภาษีฝั่งกรรมการ บริษัทหักรายจ่ายได้ไหม หัก ณ ที่จ่าย เอกสาร ข้อควรระวัง
เงินเดือนกรรมการ (ทำงานประจำในบริษัท) เงินได้ 40(1) หักค่าใช้จ่าย 50% รวมกับ 40(2) ไม่เกิน 100,000 บาท แล้วเสียอัตราก้าวหน้า ได้ เฉพาะส่วนที่ไม่เกินสมควร (ม.65 ตรี (8)) ตาม ม.50(1) คำนวณเสมือนจ่ายทั้งปี ยื่น ภ.ง.ด.1 มติหรือข้อบังคับเรื่องค่าตอบแทน ทะเบียนเงินเดือน 50 ทวิ ต้องสอดคล้องกับงานที่ทำจริงและฐานะกิจการ ประกันสังคมขึ้นกับว่าเป็นลูกจ้างหรือไม่
เบี้ยประชุม บำเหน็จ โบนัสกรรมการ เงินได้ 40(2) ใช้เพดานค่าใช้จ่าย 100,000 บาทร่วมกับ 40(1) ได้ ถ้าไม่ได้กำหนดจ่ายจากกำไรหลังสิ้นรอบบัญชี (ม.65 ตรี (19)) ตาม ม.50(1) ยื่น ภ.ง.ด.1 มติกำหนดค่าตอบแทนหรือเกณฑ์โบนัสก่อนสิ้นรอบบัญชี บำเหน็จที่ผู้ถือหุ้นจัดสรรจากกำไรหลังปิดงบ เป็นรายจ่ายต้องห้าม
เงินปันผล เงินได้ 40(4)(ข) เลือกเสีย 10% จบ หรือนำมารวมคำนวณและใช้เครดิตภาษีเงินปันผล (ม.47 ทวิ) ไม่ได้ จ่ายจากกำไรหลังภาษี 10% (ม.50(2)(จ)) มติที่ประชุมผู้ถือหุ้นหรือมติกรรมการ (ระหว่างกาล) 50 ทวิ ต้องมีกำไร ไม่มีขาดทุน กันทุนสำรอง จ่ายเป็นเงินสดภายใน 1 เดือนนับแต่วันมีมติ
บริษัทให้กรรมการกู้ ตัวเงินต้นที่ยืมไม่ใช่เงินได้ แต่ถ้าบริษัทยกหนี้ให้ เสี่ยงถูกมองเป็นเงินได้หรือเงินปันผล ดอกเบี้ยที่รับเป็นรายได้ของบริษัท ไม่มี (ผู้จ่ายดอกเบี้ยคือกรรมการบุคคลธรรมดา) สัญญากู้ ติดอากรแสตมป์ กำหนดดอกเบี้ยและการชำระคืน ไม่คิดดอกเบี้ยหรือคิดต่ำโดยไม่มีเหตุอันสมควร ถูกประเมินดอกเบี้ยตามราคาตลาดได้ (ม.65 ทวิ (4))
กรรมการให้บริษัทกู้ ดอกเบี้ยเป็นเงินได้ 40(4)(ก) เลือกเสีย 15% จบได้ การรับเงินต้นคืนไม่ใช่เงินได้ ดอกเบี้ยหักได้ ถ้าพิสูจน์ได้ว่าใช้เงินในกิจการ 15% (ม.50(2)(ข)) สัญญากู้ ติดอากรแสตมป์ หลักฐานเงินเข้าบริษัท ไม่มีสัญญาหรือหลักฐาน จะพิสูจน์ยากว่าเงินที่โอนกลับคือการคืนเงินกู้
ค่าเช่าที่บริษัทจ่ายให้กรรมการ (อาคาร ที่ดิน รถ) เงินได้ 40(5)(ก) ได้ ถ้าใช้ในกิจการจริงและค่าเช่าสมเหตุสมผล 5% (ท.ป.4/2528 ข้อ 6(1)) สัญญาเช่า หลักฐานการใช้งาน 50 ทวิ ทรัพย์สินที่ใช้ส่วนตัวด้วย หรือค่าเช่าสูงเกินราคาตลาด เสี่ยงถูกตัดรายจ่าย
เบิกค่าใช้จ่ายส่วนตัว ถ้าบริษัทจ่ายหนี้ส่วนตัวแทน หรือให้ประโยชน์ เช่น ที่อยู่ฟรี อาจเป็นเงินได้ 40(1) หรือ 40(2) ไม่ได้ เป็นรายจ่ายส่วนตัว (ม.65 ตรี (3), (13)) ขึ้นกับว่าถูกมองเป็นเงินได้ประเภทใด – ช่องทางนี้ไม่ใช่ทางเลือกในการวางแผน เป็นความเสี่ยงที่ควรหลีกเลี่ยง

ส่วนต่อไปอธิบายทีละช่องทาง แล้วจึงนำมาคำนวณเปรียบเทียบในข้อ 7

3. เงินเดือนกรรมการ เบี้ยประชุม และโบนัสกรรมการ

3.1 เงินเดือน 40(1) กับเบี้ยประชุม 40(2) ต่างกันอย่างไร

ประมวลรัษฎากรแยกเงินได้ของกรรมการเป็น 2 ประเภทตามที่มาของเงิน

  • มาตรา 40(1) เงินได้เนื่องจากการจ้างแรงงาน เช่น เงินเดือน ค่าจ้าง โบนัส บำเหน็จ รวมถึงเงินที่นายจ้างจ่ายชำระหนี้ใด ๆ แทนลูกจ้าง และประโยชน์ใด ๆ ที่ได้เนื่องจากการจ้างแรงงาน กรรมการที่ทำงานประจำในบริษัทในฐานะผู้บริหารหรือผู้จัดการ ได้รับเงินเดือนเป็นรายเดือน จะเข้าประเภทนี้
  • มาตรา 40(2) เงินได้เนื่องจากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำ เช่น ค่าธรรมเนียม เบี้ยประชุม บำเหน็จ โบนัส ค่าตอบแทนที่กรรมการได้รับเพราะดำรงตำแหน่งกรรมการ โดยไม่ได้มีความสัมพันธ์แบบนายจ้างลูกจ้าง จะเข้าประเภทนี้

ข้อหารือกรมสรรพากรที่ กค 0702/3170 ยืนยันว่าเบี้ยประชุมและค่าตอบแทนที่จ่ายให้กรรมการที่ไม่ใช่ลูกจ้าง เป็นเงินได้ตามมาตรา 40(2) และผู้จ่ายต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายตามมาตรา 50(1) (ข้อหารือนี้ผู้จ่ายเป็นองค์การมหาชน แต่หลักการจัดประเภทเงินได้เป็นหลักเดียวกัน)

ในทางภาษีบุคคลธรรมดา สองประเภทนี้ให้ผลใกล้เคียงกัน เพราะ มาตรา 42 ทวิ ให้หักค่าใช้จ่ายเหมา 50% สำหรับเงินได้ 40(1) และ 40(2) รวมกันไม่เกิน 100,000 บาท ไม่ใช่ประเภทละ 100,000 บาท กรรมการที่ได้ทั้งเงินเดือนและเบี้ยประชุมจึงไม่ได้ค่าใช้จ่ายเพิ่มจากการแยกจ่าย

ความต่างที่ควรรู้มี 2 เรื่อง

  1. ภาษีขั้นต่ำ 0.5% ตามมาตรา 48(2) นับจากเงินได้พึงประเมินที่ไม่รวมเงินได้ 40(1) เบี้ยประชุมหรือบำเหน็จ 40(2) จึงนับรวม แต่เงินเดือน 40(1) ไม่นับ
  2. ประกันสังคม ใช้กับผู้ที่เป็น "ลูกจ้าง" (ดูข้อ 3.5) กรรมการที่ได้เฉพาะเบี้ยประชุมจึงไม่อยู่ในภาพเดียวกับกรรมการที่รับเงินเดือนประจำ

3.2 การหักภาษี ณ ที่จ่ายและเอกสาร

บริษัทที่จ่ายเงินได้ 40(1) หรือ 40(2) ต้องหักภาษีทุกครั้งที่จ่าย โดยคำนวณเสมือนว่าจ่ายทั้งปีตามอัตราก้าวหน้า แล้วเฉลี่ยตามจำนวนครั้งที่จ่าย (มาตรา 50(1)) จากนั้น

  • ยื่นแบบ ภ.ง.ด.1 และนำส่งภาษีภายใน 7 วันนับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่จ่ายเงิน ตามคำชี้แจงแบบ ภ.ง.ด.1 ของกรมสรรพากร
  • ออก หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ให้กรรมการภายในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ของปีถัดไป หรือภายใน 1 เดือนนับแต่วันที่ออกจากงาน (มาตรา 50 ทวิ)
  • ถ้าบริษัทไม่หักหรือหักไม่ครบ บริษัทต้องรับผิดร่วมกับกรรมการในภาษีที่ขาด (มาตรา 54)

ถ้าจ่ายเบี้ยประชุมหรือค่าตอบแทน 40(2) ให้กรรมการที่ไม่ได้เป็นผู้อยู่ในประเทศไทย อัตราหักเปลี่ยนเป็น 15% ของเงินได้ (มาตรา 50(1)) กรณีมีกรรมการต่างชาติควรตรวจสถานะให้ชัด

3.3 "เงินเดือนที่สมควร" ตามมาตรา 65 ตรี (8)

มาตรา 65 ตรี (8) ห้ามบริษัทถือเป็นรายจ่าย "เงินเดือนของผู้ถือหุ้นหรือผู้เป็นหุ้นส่วนเฉพาะส่วนที่จ่ายเกินสมควร" กฎหมายไม่ได้กำหนดตัวเลขหรือสัดส่วนที่ถือว่าสมควร และเราไม่พบข้อหารือที่ให้เกณฑ์ตายตัว จึงเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริง ในทางปฏิบัติ คำถามที่ควรตอบได้คือ

  • กรรมการทำงานอะไรในบริษัทจริง กี่ชั่วโมง รับผิดชอบอะไร
  • ถ้าจ้างคนนอกมาทำหน้าที่เดียวกัน ตลาดจ่ายประมาณเท่าไร
  • เงินเดือนสอดคล้องกับรายได้และกำไรของบริษัทหรือไม่ เช่น ไม่ใช่บริษัทรายได้ 3 ล้านบาทแต่จ่ายเงินเดือนกรรมการ 2.5 ล้านบาท
  • จ่ายสม่ำเสมอตามมติหรือข้อบังคับ หรือปรับขึ้นก้อนใหญ่ในเดือนท้ายปีเพื่อให้กำไรลดลง

ส่วนที่เกินสมควรจะถูกตัดออกจากรายจ่ายของบริษัท แต่กรรมการยังต้องเสียภาษีจากเงินได้ที่ได้รับเต็มจำนวน จึงเป็นภาษีสองชั้นที่หลีกเลี่ยงได้ด้วยการตั้งค่าตอบแทนอย่างมีเหตุผลตั้งแต่ต้นปี

3.4 โบนัสกรรมการ: ระวังมาตรา 65 ตรี (19)

มาตรา 65 ตรี (19) ห้ามถือเป็นรายจ่าย "รายจ่ายใด ๆ ที่กำหนดจ่ายจากผลกำไรที่ได้เมื่อสิ้นสุดรอบระยะเวลาบัญชีแล้ว" บำเหน็จหรือโบนัสกรรมการที่ที่ประชุมผู้ถือหุ้นจัดสรรจากกำไรหลังปิดงบ จึงหักเป็นรายจ่ายไม่ได้ ในทางภาษีมีผลคล้ายการจ่ายเงินปันผล แต่กรรมการยังต้องเสียภาษีในอัตราก้าวหน้าเหมือนเงินเดือน

ในทางกลับกัน ข้อหารือ กค 0706/11798 วินิจฉัยว่า ค่าตอบแทนพิเศษและโบนัสที่บริษัทจ่ายให้กรรมการและพนักงาน หากบริษัทมิได้กำหนดจ่ายจากผลกำไรที่ได้เมื่อสิ้นสุดรอบระยะเวลาบัญชีแล้ว ถือเป็นรายจ่ายได้ ไม่ต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี

แนวทางที่ใช้ได้จริงคือ กำหนดหลักเกณฑ์โบนัสกรรมการด้วยมติที่ลงวันที่ก่อนสิ้นรอบบัญชี ระบุสูตรหรือจำนวน บันทึกค้างจ่ายในปีนั้น และหักภาษี ณ ที่จ่ายเมื่อจ่ายจริง ส่วนการ "รอดูกำไรก่อนแล้วค่อยจัดสรร" หลังปิดงบ มีความเสี่ยงสูงที่รายจ่ายจะถูกตัด

3.5 ประกันสังคมของกรรมการ

พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 มาตรา 33 ใช้กับ "ลูกจ้าง" ซึ่งมาตรา 5 นิยามว่าเป็นผู้ที่ทำงานให้นายจ้างโดยได้รับค่าจ้าง และนิยาม "นายจ้าง" ที่เป็นนิติบุคคลให้รวมถึงผู้มีอำนาจกระทำการแทนนิติบุคคล กฎหมายไม่มีข้อยกเว้นเฉพาะสำหรับกรรมการ คำถามว่ากรรมการต้องเป็นผู้ประกันตนหรือไม่ จึงขึ้นกับข้อเท็จจริงว่าทำงานในฐานะลูกจ้างหรือไม่ เราไม่พบประกาศหรือแนววินิจฉัยของสำนักงานประกันสังคมที่ตอบกรณีกรรมการโดยตรง หากต้องการให้กรรมการเข้าระบบ ควรสอบถามสำนักงานประกันสังคมในพื้นที่ก่อน

สำหรับกรรมการที่เป็นผู้ประกันตน สำนักงานประกันสังคมระบุว่าค่าจ้างที่ใช้เป็นฐานคำนวณเงินสมทบคือ ขั้นต่ำ 1,650 บาท และไม่เกิน 17,500 บาท ต่อเดือน (ตั้งแต่ 1 มกราคม 2569) กรรมการที่รับเงินเดือน 100,000 บาทจึงคำนวณเงินสมทบจากฐาน 17,500 บาทเท่านั้น ส่วนเงินปันผลเป็นส่วนแบ่งกำไรที่ได้ในฐานะผู้ถือหุ้น ไม่ได้จ่ายเป็นค่าตอบแทนการทำงาน จึงโดยหลักไม่เข้านิยาม "ค่าจ้าง" ตามมาตรา 5 รายละเอียดหน้าที่นายจ้างดูได้ที่ ประกันสังคมนายจ้าง 2569

4. เงินปันผล: เงื่อนไขทางกฎหมายบริษัทและภาษี

4.1 เงื่อนไขก่อนจ่ายเงินปันผล

เอกสารของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าที่สรุปหลักประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์สำหรับบริษัทจำกัด ระบุสาระสำคัญไว้ดังนี้

เรื่อง หลักเกณฑ์ (บริษัทจำกัด)
แหล่งที่จ่าย จ่ายจากผลกำไร ห้ามจ่ายเงินปันผลหากยังมีผลประกอบการขาดทุน
ผู้อนุมัติ ปกติพิจารณาในการประชุมผู้ถือหุ้นสามัญประจำปี ถ้าคณะกรรมการเห็นว่าบริษัทมีกำไรมากพอ จ่ายเงินปันผลระหว่างกาลได้โดยไม่ต้องรอครบรอบปีบัญชี
ทุนสำรอง ทุกครั้งที่จ่ายเงินปันผล ต้องจัดสรรกำไรอย่างน้อย 5% ของผลกำไรเป็นทุนสำรอง จนกว่าทุนสำรองจะถึง 10% ของทุนของบริษัท หรือมากกว่าตามข้อบังคับ
รูปแบบ บริษัทจำกัดจ่ายได้เฉพาะเงินสด
กำหนดจ่าย เมื่อมีมติแล้ว ต้องจ่ายให้ผู้ถือหุ้นภายใน 1 เดือนนับแต่วันที่มีมติ

บริษัทที่ยังมีขาดทุนสะสมจากปีก่อน จึงต้องล้างขาดทุนให้หมดก่อนจะจ่ายเงินปันผลได้ ถ้าเจ้าของต้องการเงินในช่วงนั้น ช่องทางที่เหลือคือค่าตอบแทนกรรมการ หรือการคืนเงินกู้ที่กรรมการเคยให้บริษัทกู้

4.2 ภาษีเงินปันผลฝั่งผู้ถือหุ้น

เงินปันผลจากบริษัทเป็นเงินได้ตามมาตรา 40(4)(ข) บริษัทต้อง หักภาษี ณ ที่จ่าย 10% เมื่อจ่ายให้ผู้ถือหุ้นบุคคลธรรมดา (มาตรา 50(2)(จ)) จากนั้นผู้ถือหุ้นมีทางเลือก 2 ทาง

ทางที่ 1: เลือกเสีย 10% จบ มาตรา 48(3) วรรคสอง ให้ผู้อยู่ในประเทศไทยเลือกเสียภาษี 10% ของเงินปันผลจากบริษัทที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย โดยไม่ต้องนำไปรวมคำนวณกับเงินได้อื่น ภาษีที่ถูกหักไว้จึงเป็นภาษีสุดท้าย

ทางที่ 2: นำมารวมคำนวณและใช้เครดิตภาษีเงินปันผล มาตรา 47 ทวิ ให้ผู้มีเงินได้ได้รับเครดิตเท่ากับ

เครดิตภาษีเงินปันผล = เงินปันผล × [อัตราภาษีที่บริษัทต้องเสีย ÷ (100 − อัตราภาษีนั้น)]

เครดิตนี้ต้องนำมารวมเป็นเงินได้พึงประเมินด้วย แล้วคำนวณภาษีตามอัตราก้าวหน้า ได้ภาษีเท่าไรให้หักเครดิตออก ถ้าเครดิตมากกว่าภาษี ขอคืนส่วนที่เหลือได้ ภาษีที่ถูกหัก ณ ที่จ่าย 10% ก็นำมาเครดิตได้ตามปกติ

ตัวอย่างหลักการ (บริษัทที่เสียภาษีอัตรา 20% ทั้งจำนวน): ได้เงินปันผล 80,000 บาท เครดิต = 80,000 × 20/80 = 20,000 บาท นำมารวมเป็นเงินได้ 100,000 บาท ถ้าเงินได้ก้อนนี้อยู่ในขั้นภาษี 10% ทั้งก้อน ภาษีที่คำนวณได้คือ 10,000 บาท หักเครดิตภาษีเงินปันผล 20,000 บาท และภาษีที่ถูกหักไว้ 8,000 บาท จะได้รับคืน 18,000 บาท แต่ถ้าเงินได้ก้อนนี้อยู่ในขั้น 30% ภาษีที่คำนวณได้คือ 30,000 บาท หักเครดิต 20,000 บาท และภาษีที่ถูกหักไว้ 8,000 บาท ต้องจ่ายเพิ่ม 2,000 บาท ซึ่งแย่กว่าเลือกเสีย 10% จบ ทางที่ 2 จึงคุ้มเฉพาะผู้ถือหุ้นที่ขั้นภาษีค่อนข้างต่ำ จุดคุ้มทุนขึ้นกับอัตราภาษีของบริษัท (ในตัวอย่างบริษัท 20% นี้ ขั้น 25% ของผู้ถือหุ้นยังคุ้มกว่าเล็กน้อย แต่ขั้น 30% ไม่คุ้ม เป็นการคำนวณของเราตามสูตร ไม่ใช่ตัวบท)

ข้อจำกัดที่ควรรู้

  • เครดิตใช้ได้เฉพาะผู้อยู่ในประเทศไทย และเฉพาะเงินปันผลจากบริษัทที่ตั้งตามกฎหมายไทย (มาตรา 47 ทวิ)
  • เงินปันผลที่จ่ายจากกำไรของกิจการที่ได้รับยกเว้นภาษีตามกฎหมายส่งเสริมการลงทุน ไม่ได้รับเครดิต (คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.119/2545) และข้อหารือ กค 0706/4588 วางหลักว่าเครดิตให้เฉพาะเงินปันผลที่จ่ายจากกำไรสุทธิที่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคล
  • ถ้าบริษัทเสียภาษีหลายอัตรา บริษัทต้องระบุใน 50 ทวิ ว่าเงินปันผลจำนวนใดมาจากกิจการที่เสียภาษีอัตราใด และถ้าระบุผิดจนผู้ถือหุ้นได้เครดิตเกิน บริษัทต้องรับผิดร่วม (มาตรา 47 ทวิ)

กรณีบริษัท SME: บริษัทที่ได้อัตราภาษี SME เสียภาษีแบบขั้นบันได (ยกเว้น 15% และ 20% ตามช่วงกำไร) ตัวบทใช้คำว่า "อัตราภาษีเงินได้ที่บริษัทต้องเสีย" แต่เราไม่พบแนววินิจฉัยของกรมสรรพากรที่บอกว่าบริษัท SME ต้องใช้อัตราใดในการคำนวณเครดิต จึงไม่ขอระบุตัวเลขเครดิตของบริษัท SME ในบทความนี้ ถ้าผู้ถือหุ้นต้องการใช้ทางที่ 2 ควรให้ผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาตรวจข้อมูลอัตราภาษีที่ระบุใน 50 ทวิ ก่อนยื่นแบบ

5. เงินกู้ยืมระหว่างกรรมการกับบริษัท

5.1 บริษัทให้กรรมการกู้ (เงินยืมกรรมการ)

รายการ "เงินให้กู้ยืมแก่กรรมการ" ในงบการเงินมักเกิดจากการที่เจ้าของโอนเงินบริษัทออกไปใช้ส่วนตัวโดยไม่ได้บันทึกเป็นค่าตอบแทนหรือเงินปันผล ในทางภาษีมีประเด็นหลักดังนี้

  1. ดอกเบี้ยตามราคาตลาด มาตรา 65 ทวิ (4) ให้อำนาจเจ้าพนักงานประเมินประเมินดอกเบี้ยตามราคาตลาด ในวันที่ให้กู้ยืม เมื่อบริษัทให้กู้ยืมเงินโดยไม่มีดอกเบี้ยหรือมีดอกเบี้ยต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุอันสมควร ดอกเบี้ยที่ประเมินได้จะกลายเป็นรายได้ของบริษัทที่ต้องเสียภาษี ทั้งที่บริษัทไม่ได้รับเงินจริง
  2. ข้อหารือที่ใกล้เคียง ข้อหารือ กค 0706/7680 เป็นกรณีที่งบการเงินแสดงว่าผู้ถือหุ้นชำระค่าหุ้นครบแล้ว แต่ความจริงยังค้างชำระ กรมสรรพากรวินิจฉัยว่าถือได้ว่าบริษัทให้ผู้ถือหุ้นกู้ยืมเงินโดยไม่มีดอกเบี้ยโดยไม่มีเหตุอันสมควร เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินดอกเบี้ยตามมาตรา 65 ทวิ (4)
  3. อัตราที่ใช้ประเมิน ข้อหารือ กค 0702/560 (เป็นเงินกู้ระหว่างบริษัท ไม่ใช่กรรมการ) อธิบายว่าเจ้าพนักงานต้องดูแหล่งที่มาของเงินที่นำไปให้กู้ ถ้าเป็นเงินทุนหรือกำไรสะสมของบริษัทเอง กับถ้าเป็นเงินที่บริษัทกู้มาจากสถาบันการเงินหรือบุคคลอื่น การกำหนดอัตราตลาดจะต่างกัน บริษัทที่กู้ธนาคารมาแล้วให้กรรมการยืมต่อโดยไม่คิดดอกเบี้ย จึงมีความเสี่ยงสูงเป็นพิเศษ

นอกจากเรื่องดอกเบี้ย ยังมีอีก 2 ความเสี่ยงที่ควรรู้

  • ถ้าไม่มีการชำระคืน หรือบริษัทยกหนี้ให้ในภายหลัง เงินที่กรรมการได้ไปอาจถูกมองว่าเป็นเงินได้ประเภทอื่น เช่น ประโยชน์ที่ได้เนื่องจากหน้าที่หรือการจ้างแรงงานตามมาตรา 40(1) หรือ 40(2) หรือในทางกฎหมายบริษัท อาจถูกมองว่าเป็นการจ่ายเงินให้ผู้ถือหุ้นในฐานะผู้ถือหุ้น ซึ่งเอกสารของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าระบุว่าถือเป็นเงินปันผล เราไม่พบข้อหารือที่วินิจฉัยกรณีบริษัทให้กรรมการกู้โดยตรง ผลจริงจึงขึ้นกับข้อเท็จจริงของแต่ละราย
  • ยอดค้างที่ไม่ลดลง ทุกปีเป็นสัญญาณที่ผู้สอบบัญชีและเจ้าหน้าที่สรรพากรจะสอบถาม

ถ้าจำเป็นต้องให้กรรมการกู้จริง ควรทำสัญญากู้ยืมเป็นหนังสือ กำหนดอัตราดอกเบี้ยที่อธิบายได้ กำหนดงวดชำระคืน ติดอากรแสตมป์ และให้กรรมการชำระดอกเบี้ยและเงินต้นตามสัญญาผ่านบัญชีธนาคาร

5.2 กรรมการให้บริษัทกู้

กรณีนี้พบบ่อยในช่วงตั้งบริษัท เมื่อเจ้าของนำเงินส่วนตัวมาใช้จ่ายแทนบริษัทหรือโอนเข้าบริษัทเพื่อเสริมสภาพคล่อง

  • ดอกเบี้ยที่บริษัทจ่ายให้กรรมการ เป็นเงินได้ตามมาตรา 40(4)(ก) บริษัทต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย 15% (มาตรา 50(2)(ข)) และกรรมการเลือกเสียภาษี 15% โดยไม่นำไปรวมคำนวณกับเงินได้อื่นได้ ตามมาตรา 48(3)(ก) ข้อหารือ กค 0702/1441 ยืนยันหลักนี้ในกรณีบริษัทกู้เงินจากกรรมการมาใช้จัดตั้งบริษัทและก่อสร้างอาคาร
  • ฝั่งบริษัท ดอกเบี้ยที่จ่ายเป็นรายจ่ายได้ ถ้าพิสูจน์ได้ว่านำเงินที่กู้มาใช้ในกิจการ (ข้อหารือ กค 0706/7680 ข้อ 1)
  • การคืนเงินต้น เป็นการชำระหนี้คืนเงินที่กรรมการให้กู้ไป ไม่ใช่เงินได้ใหม่ของกรรมการ ช่องทางนี้จึงเป็นวิธีถอนเงินที่ไม่มีภาษี เฉพาะส่วนที่เป็นเงินต้นที่พิสูจน์ได้ว่ากรรมการนำเข้าบริษัทจริง สัญญากู้และหลักฐานการโอนเงินจึงสำคัญมาก
  • กรณีไม่คิดดอกเบี้ย มาตรา 65 ทวิ (4) เป็นบทบัญญัติในหมวดภาษีเงินได้นิติบุคคล ใช้กับผู้ให้กู้ที่เป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล เราไม่พบข้อหารือที่ประเมินดอกเบี้ยจากกรรมการบุคคลธรรมดาที่ให้บริษัทกู้โดยไม่คิดดอกเบี้ย แต่เพื่อความชัดเจน ควรระบุในสัญญาว่าไม่คิดดอกเบี้ยและเหตุผล

5.3 อากรแสตมป์สัญญากู้ยืม

สัญญากู้ยืมเงินเป็นตราสาร 5 ตามบัญชีอัตราอากรแสตมป์ เสียอากร 1 บาท ทุกจำนวนเงิน 2,000 บาทหรือเศษของ 2,000 บาท ของยอดเงินให้กู้ ถ้าคำนวณแล้วเกิน 10,000 บาท ให้เสีย 10,000 บาท เช่น สัญญากู้ 1,000,000 บาท เสียอากร 500 บาท สัญญากู้ 30,000,000 บาท คำนวณได้ 15,000 บาท แต่เสียเพียง 10,000 บาท

6. ค่าเช่าที่บริษัทจ่ายให้กรรมการ และการเบิกค่าใช้จ่ายส่วนตัว

6.1 บริษัทเช่าอาคาร ที่ดิน หรือรถของกรรมการ

ถ้ากรรมการเป็นเจ้าของอาคารที่ใช้เป็นสำนักงาน โกดัง หรือรถที่ใช้ในงานของบริษัท การให้บริษัทเช่าเป็นช่องทางที่ถูกต้องในการรับเงินจากบริษัท

  • ค่าเช่าเป็นเงินได้ของกรรมการตามมาตรา 40(5)(ก)
  • บริษัทผู้จ่ายต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย 5% เมื่อจ่ายค่าเช่าให้บุคคลธรรมดา (คำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.4/2528 ข้อ 6(1)) และต้องออก 50 ทวิ ให้ผู้ให้เช่า ข้อหารือ กค 0706/4245 วินิจฉัยว่าผู้เช่าที่เป็นนิติบุคคลมีหน้าที่หัก 5% และออกหนังสือรับรอง และผู้ให้เช่านำภาษีที่ถูกหักไปเครดิตตอนยื่นแบบสิ้นปีได้
  • อัตรา 1% ผ่าน e-Withholding Tax: ตัวคำสั่ง ท.ป.4/2528 ข้อ 6(1/1) ให้หัก 1% เมื่อนำส่งผ่านระบบ e-Withholding Tax สำหรับเงินได้ที่จ่ายถึง 31 ธันวาคม 2568 ต่อมาข่าวกรมสรรพากร ฉบับที่ 14/2569 แจ้งว่าคณะรัฐมนตรีเห็นชอบขยายมาตรการลดอัตรา 5% 3% และ 2% เหลือ 1% สำหรับการจ่ายผ่านระบบ e-Withholding Tax ตั้งแต่ 1 มกราคม 2569 ถึง 31 ธันวาคม 2570 โดยอยู่ระหว่างออกกฎหมายรองรับ ก่อนใช้อัตรา 1% ควรตรวจว่ากฎหมายดังกล่าวมีผลแล้ว

ฝั่งบริษัท ค่าเช่าเป็นรายจ่ายได้เมื่อเป็นรายจ่ายเพื่อหากำไรหรือเพื่อกิจการ ถ้าเป็นบ้านที่กรรมการอยู่อาศัยด้วย หรือรถที่ใช้ส่วนตัวเป็นหลัก ส่วนที่เป็นการใช้ส่วนตัวเข้าข่ายรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (3) และ (13) ค่าเช่าที่สูงเกินราคาตลาดก็เป็นจุดที่เจ้าหน้าที่ตั้งคำถามได้ เอกสารที่ควรมีคือสัญญาเช่าที่ระบุทรัพย์สิน ค่าเช่า ระยะเวลา และหลักฐานว่าทรัพย์สินนั้นใช้ในกิจการจริง เช่น ที่อยู่สำนักงานตามทะเบียน ภาพถ่าย บันทึกการใช้รถ

6.2 ค่าบริการที่บริษัทจ่ายให้กรรมการในฐานะผู้รับจ้างอิสระ

บางกรณีกรรมการรับงานให้บริษัทแบบผู้รับจ้างอิสระ เช่น งานออกแบบหรืองานที่ปรึกษาที่แยกจากหน้าที่กรรมการ ถ้าเป็นค่าจ้างทำของที่เข้าลักษณะเงินได้ 40(7) หรือ 40(8) บริษัทหักภาษี 3% (ท.ป.4/2528 ข้อ 8(1)) แต่การจัดประเภทนี้ต้องมีข้อเท็จจริงรองรับจริง เพราะค่าตอบแทนที่ได้เนื่องจากตำแหน่งกรรมการเป็นเงินได้ 40(2) ตามที่อธิบายในข้อ 3 การตั้งชื่อในเอกสารว่า "ค่าบริการ" ไม่ได้เปลี่ยนประเภทเงินได้

6.3 การเบิกค่าใช้จ่ายส่วนตัวผ่านบริษัท

การนำใบเสร็จค่าใช้จ่ายของครอบครัวมาเบิกกับบริษัท ไม่ใช่การวางแผนภาษี แต่เป็นความเสี่ยงสองชั้น

  1. ฝั่งบริษัท รายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการส่วนตัว (มาตรา 65 ตรี (3)) รายจ่ายที่ไม่ใช่เพื่อหากำไรหรือเพื่อกิจการโดยเฉพาะ (มาตรา 65 ตรี (13)) และรายจ่ายที่พิสูจน์ไม่ได้ว่าใครเป็นผู้รับ (มาตรา 65 ตรี (18)) หักเป็นรายจ่ายไม่ได้ เมื่อถูกตรวจพบ กำไรของบริษัทจะถูกปรับเพิ่มพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม
  2. ฝั่งกรรมการ ตัวบทมาตรา 40(1) และ 40(2) รวม "เงินที่ผู้จ่ายจ่ายชำระหนี้ใด ๆ ซึ่งผู้มีเงินได้มีหน้าที่ต้องชำระ" และมูลค่าของการได้อยู่บ้านที่ผู้จ่ายให้อยู่โดยไม่เสียค่าเช่า ไว้เป็นเงินได้ด้วย ค่าใช้จ่ายส่วนตัวที่บริษัทจ่ายแทนจึงอาจถูกนับเป็นเงินได้ของกรรมการเพิ่มเติม

ค่าใช้จ่ายที่บริษัทเบิกได้คือค่าใช้จ่ายที่เกิดเพื่องานของบริษัท และมีเอกสารที่ออกในนามบริษัท เช่น ค่าเดินทางไปพบลูกค้าที่มีหลักฐานการเดินทาง ถ้ากรรมการสำรองจ่ายแทนบริษัท ให้เบิกคืนพร้อมใบเสร็จในนามบริษัท ไม่ใช่เหมาเป็นยอดรวมทุกสิ้นเดือน

7. ตัวอย่างคำนวณ: บริษัทกำไร 2,000,000 บาท รับเงินเดือนหรือเงินปันผล

7.1 ข้อสมมติ

  • บริษัทเข้าเงื่อนไข SME คือทุนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาท และรายได้จากการขายสินค้าหรือให้บริการไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อรอบบัญชี จึงเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามขั้น: กำไรสุทธิ 300,000 บาทแรกยกเว้น ส่วนเกิน 300,000 ถึง 3,000,000 บาท 15% ส่วนเกิน 3,000,000 บาท 20%
  • กำไรก่อนหักค่าตอบแทนกรรมการ 2,000,000 บาท และค่าตอบแทนกรรมการทุกจำนวนในตัวอย่างถือว่าสมควรตามมาตรา 65 ตรี (8)
  • เจ้าของถือหุ้น 100% เป็นกรรมการคนเดียว ไม่มีเงินได้อื่น ใช้เฉพาะค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท เงินเดือนหักค่าใช้จ่าย 50% ไม่เกิน 100,000 บาท
  • เงินปันผลเลือกเสีย 10% จบ ไม่ใช้เครดิตภาษีเงินปันผล
  • ทุกทางเลือก เก็บกำไรหลังภาษีไว้ในบริษัทเท่ากันคือ 725,000 บาท เพื่อให้เปรียบเทียบได้ตรงกัน เงินที่เหลือทั้งหมดจ่ายให้เจ้าของ
  • ไม่รวมเงินสมทบประกันสังคม ภาษีขั้นต่ำ 0.5% ตามมาตรา 48(2) ไม่กระทบ เพราะเงินเดือน 40(1) ไม่นับรวม และเงินปันผลเลือกเสีย 10% แยกโดยไม่นำไปรวมคำนวณ

อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่ใช้ (เงินได้สุทธิ): 0–150,000 ยกเว้น · 150,001–300,000 5% · 300,001–500,000 10% · 500,001–750,000 15% · 750,001–1,000,000 20% · 1,000,001–2,000,000 25% · 2,000,001–5,000,000 30% · เกิน 5,000,000 35% ภาษีสะสมสูงสุดของขั้นที่ 300,000, 500,000, 750,000 และ 1,000,000 บาท คือ 7,500, 27,500, 65,000 และ 115,000 บาท

7.2 สี่ทางเลือก

  • ทาง A: เงินเดือนสูง เงินเดือน 100,000 บาท × 12 = 1,200,000 บาท ไม่จ่ายเงินปันผล
  • ทาง B: เงินเดือนต่ำ + เงินปันผล เงินเดือน 30,000 บาท × 12 = 360,000 บาท ที่เหลือจ่ายเป็นเงินปันผล
  • ทาง C: เงินเดือนกลาง + เงินปันผล เงินเดือน 50,000 บาท × 12 = 600,000 บาท ที่เหลือจ่ายเป็นเงินปันผล
  • ทาง D: เงินเดือนให้เงินได้สุทธิพอดี 1,000,000 บาท + เงินปันผล เงินเดือน 1,160,000 บาท ที่เหลือจ่ายเป็นเงินปันผล

ฝั่งบริษัท

รายการ (บาท) A B C D
กำไรก่อนค่าตอบแทนกรรมการ 2,000,000 2,000,000 2,000,000 2,000,000
หัก เงินเดือนกรรมการ (1,200,000) (360,000) (600,000) (1,160,000)
กำไรสุทธิทางภาษี 800,000 1,640,000 1,400,000 840,000
ภาษีเงินได้นิติบุคคล 75,000 201,000 165,000 81,000
กำไรหลังภาษี 725,000 1,439,000 1,235,000 759,000
จ่ายเงินปันผล 0 714,000 510,000 34,000
กำไรคงเหลือในบริษัท 725,000 725,000 725,000 725,000

วิธีคิดภาษีเงินได้นิติบุคคล: A = (800,000 − 300,000) × 15% = 75,000 · B = (1,640,000 − 300,000) × 15% = 201,000 · C = (1,400,000 − 300,000) × 15% = 165,000 · D = (840,000 − 300,000) × 15% = 81,000 และเงินปันผล = กำไรหลังภาษี − 725,000 เช่น B = 1,439,000 − 725,000 = 714,000

ฝั่งเจ้าของ

รายการ (บาท) A B C D
เงินเดือน 40(1) 1,200,000 360,000 600,000 1,160,000
หัก ค่าใช้จ่าย 50% ไม่เกิน 100,000 (100,000) (100,000) (100,000) (100,000)
หัก ลดหย่อนส่วนตัว (60,000) (60,000) (60,000) (60,000)
เงินได้สุทธิ 1,040,000 200,000 440,000 1,000,000
ภาษีจากเงินเดือน 125,000 2,500 21,500 115,000
ภาษีเงินปันผล 10% 0 71,400 51,000 3,400
เงินสดสุทธิที่เจ้าของได้รับ 1,075,000 1,000,100 1,037,500 1,075,600

วิธีคิดภาษีจากเงินเดือน: A = 115,000 + (1,040,000 − 1,000,000) × 25% = 125,000 · B = (200,000 − 150,000) × 5% = 2,500 · C = 7,500 + (440,000 − 300,000) × 10% = 21,500 · D = เงินได้สุทธิ 1,000,000 พอดี จึงเท่ากับภาษีสะสม 115,000

เงินสดสุทธิ: A = 1,200,000 − 125,000 = 1,075,000 · B = 360,000 − 2,500 + 714,000 − 71,400 = 1,000,100 · C = 600,000 − 21,500 + 510,000 − 51,000 = 1,037,500 · D = 1,160,000 − 115,000 + 34,000 − 3,400 = 1,075,600

ภาษีรวมทั้งบริษัทและเจ้าของ

A B C D
ภาษีเงินได้นิติบุคคล 75,000 201,000 165,000 81,000
ภาษีเงินเดือน 125,000 2,500 21,500 115,000
ภาษีเงินปันผล 0 71,400 51,000 3,400
รวม 200,000 274,900 237,500 199,400

ตรวจสอบยอด: ภาษีรวม + เงินสดสุทธิของเจ้าของ + กำไรคงเหลือในบริษัท ต้องเท่ากับ 2,000,000 บาทในทุกทาง เช่น ทาง B = 274,900 + 1,000,100 + 725,000 = 2,000,000

7.3 อ่านผลอย่างไร

  • ทาง B เสียภาษีรวมมากที่สุด เพราะกำไรส่วนใหญ่เสียภาษีนิติบุคคล 15% ก่อน แล้วเงินปันผลยังถูกหักอีก 10% ขณะที่เงินเดือน 360,000 บาทใช้ประโยชน์จากขั้นภาษีต่ำของเจ้าของได้เพียงส่วนน้อย
  • ทาง A ประหยัดกว่าทาง B 74,900 บาท โดยเงินที่เก็บไว้ในบริษัทเท่ากัน
  • ทาง D ดีที่สุดในตัวอย่างนี้ และดีกว่าทาง A อยู่ 600 บาท เหตุผลอยู่ที่ส่วนเพิ่มของเงินเดือน 40,000 บาทสุดท้ายในทาง A ซึ่งตกขั้นภาษี 25%

หลักคิดเบื้องหลังคือการเทียบ "ต้นทุนภาษีของกำไร 1 บาทที่ส่งให้เจ้าของ" ระหว่างสองช่องทาง

ช่วงกำไรสุทธิของบริษัท SME ต้นทุนภาษีรวม ถ้าส่งออกเป็นเงินปันผล (เลือก 10% จบ)
0 – 300,000 บาท 0% + 10% = 10%
300,001 – 3,000,000 บาท 15% + (85% × 10%) = 23.5%
เกิน 3,000,000 บาท 20% + (80% × 10%) = 28%

ถ้าส่งเป็นเงินเดือนแทน (หลังใช้ค่าใช้จ่าย 100,000 บาทเต็มแล้ว) บริษัทไม่เสียภาษีในส่วนนั้น เหลือแต่ภาษีของเจ้าของตามขั้น 5–35% ดังนั้นในบริษัทที่กำไรอยู่ช่วง 15% เงินเดือนคุ้มกว่าตราบเท่าที่ขั้นภาษีของเจ้าของยังไม่เกิน 20% (เงินได้สุทธิไม่เกิน 1,000,000 บาท) เมื่อขั้นภาษีของเจ้าของถึง 25% เงินปันผลซึ่งมีต้นทุน 23.5% จะถูกกว่า นี่คือเหตุผลที่ทาง D ดีกว่าทาง A

ผลนี้เปลี่ยนได้หลายทาง

  • ถ้ากำไรของบริษัทอยู่ในช่วง 300,000 บาทแรกที่ยกเว้นภาษี ต้นทุนของเงินปันผลเหลือ 10% การกดกำไรของบริษัทให้ต่ำกว่า 300,000 บาทด้วยเงินเดือนที่ตกขั้น 15% ขึ้นไปจึงไม่คุ้ม
  • ถ้าบริษัทกำไรเกิน 3,000,000 บาท (ช่วง 20%) ต้นทุนเงินปันผลสูงถึง 28% เงินเดือนจะคุ้มกว่าจนถึงขั้นภาษี 25% ของเจ้าของ
  • ถ้าบริษัทไม่เข้าเงื่อนไข SME เสียภาษี 20% ทั้งจำนวน ตัวเลขทั้งหมดต้องคำนวณใหม่ ดูเงื่อนไขทุนชำระแล้วที่มีผลต่อสิทธินี้ได้ที่ เปิดบริษัท ทุนจดทะเบียนเท่าไหร่ดี
  • ถ้าเจ้าของมีเงินได้อื่น เช่น ค่าเช่า หรือเงินเดือนจากที่อื่น ขั้นภาษีจะสูงขึ้นเร็วกว่าในตัวอย่าง
  • ถ้าเจ้าของมีคู่สมรส บุตร หรือค่าลดหย่อนอื่น เงินได้สุทธิจะลดลง และจุดที่เหมาะสมจะเลื่อนไป
  • ทางที่ใช้เครดิตภาษีเงินปันผลหรือเงินสมทบประกันสังคมไม่ได้รวมไว้ในตัวอย่างนี้
  • ทุกทางเลือกที่จ่ายเงินเดือนสูงต้องผ่านเงื่อนไข "สมควร" ตามมาตรา 65 ตรี (8) ก่อน ตัวเลขที่คำนวณได้ดีที่สุดบนกระดาษไม่มีประโยชน์ ถ้าค่าตอบแทนนั้นอธิบายไม่ได้ด้วยงานที่ทำจริง

ลองใส่ตัวเลขของคุณใน เครื่องคำนวณภาษีบุคคลธรรมดา vs บริษัท เพื่อดูภาพรวมก่อนตัดสินใจ

8. เช็กลิสต์ก่อนเอาเงินออกจากบริษัท

  • กำหนดเงินเดือนกรรมการตั้งแต่ต้นปีด้วยมติหรือตามข้อบังคับ ให้สอดคล้องกับงานที่ทำจริงและฐานะกิจการ
  • จ่ายเงินเดือนผ่านบัญชีธนาคาร หักภาษี ณ ที่จ่ายทุกเดือน ยื่น ภ.ง.ด.1 และออก 50 ทวิ ภายในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ของปีถัดไป
  • ถ้าจะจ่ายโบนัสกรรมการ ทำมติกำหนดหลักเกณฑ์ก่อนวันสิ้นรอบบัญชี อย่ารอจัดสรรจากกำไรหลังปิดงบ
  • ก่อนประกาศเงินปันผล ตรวจว่าไม่มีขาดทุนสะสม กันทุนสำรองอย่างน้อย 5% ของกำไร ทำมติ และจ่ายเป็นเงินสดภายใน 1 เดือน
  • หักภาษีเงินปันผล 10% และออก 50 ทวิ ถ้าบริษัทมีกำไรหลายอัตราหรือได้รับยกเว้นภาษีบางส่วน ให้ระบุแหล่งกำไรใน 50 ทวิ ให้ถูกต้อง
  • เงินที่กรรมการนำเข้าบริษัท ทำสัญญากู้หรือบันทึกให้ชัดว่าเป็นเงินกู้ ติดอากรแสตมป์ เก็บหลักฐานการโอน
  • ถ้าบริษัทให้กรรมการกู้ ทำสัญญา กำหนดดอกเบี้ยและงวดชำระ และติดตามให้ยอดลดลงจริง
  • ค่าเช่าทรัพย์สินของกรรมการ ทำสัญญาเช่า ตั้งค่าเช่าใกล้ราคาตลาด หักภาษี 5% (หรือ 1% เมื่อใช้ e-Withholding Tax ได้ตามกฎหมาย) และเก็บหลักฐานการใช้ในกิจการ
  • แยกค่าใช้จ่ายส่วนตัวออกจากบริษัท เบิกเฉพาะรายการที่เป็นของบริษัทและมีเอกสารในนามบริษัท
  • ทบทวนตัวเลขผสมเงินเดือนและเงินปันผลทุกปีก่อนเดือนธันวาคม เพราะกำไรและเงินได้อื่นเปลี่ยนทุกปี

ภาพรวมภาษีนิติบุคคลที่บริษัทต้องรู้ เช่น ภ.ง.ด.51 และ ภ.ง.ด.50 อ่านเพิ่มที่ ภาษีนิติบุคคลมีอะไรบ้าง: สิ่งที่ต้องรู้ก่อนเปิดบริษัท

คำถามที่พบบ่อย

1. เจ้าของบริษัทจำเป็นต้องรับเงินเดือนไหม รับแต่เงินปันผลอย่างเดียวได้ไหม

ได้ กฎหมายไม่ได้บังคับให้กรรมการต้องรับเงินเดือน แต่ในทางภาษี การไม่รับเงินเดือนเลยมักไม่คุ้ม เพราะเสียสิทธิหักค่าใช้จ่าย 100,000 บาท และขั้นภาษีต่ำของตัวเอง ขณะที่กำไรทั้งหมดต้องเสียภาษีนิติบุคคลก่อนแล้วโดนหักอีก 10% ตอนจ่ายเงินปันผล ในตัวอย่างข้อ 7 ทาง B ที่รับเงินเดือนน้อยเสียภาษีรวมสูงกว่าทาง D ถึง 75,500 บาท

2. เงินเดือนกรรมการตั้งได้สูงสุดเท่าไร

ไม่มีตัวเลขสูงสุดในกฎหมาย มาตรา 65 ตรี (8) ห้ามเฉพาะ "ส่วนที่จ่ายเกินสมควร" ของเงินเดือนผู้ถือหุ้น ความสมควรดูจากงานที่ทำจริง ค่าตอบแทนของตำแหน่งเดียวกันในตลาด และฐานะของบริษัท ส่วนที่เกินสมควรบริษัทหักรายจ่ายไม่ได้ แต่กรรมการยังต้องเสียภาษีเต็มจำนวน

3. โบนัสกรรมการที่อนุมัติหลังปิดงบ หักเป็นรายจ่ายได้ไหม

ถ้าเป็นการกำหนดจ่ายจากผลกำไรเมื่อสิ้นรอบบัญชีแล้ว หักไม่ได้ตามมาตรา 65 ตรี (19) ข้อหารือ กค 0706/11798 วินิจฉัยว่าโบนัสหรือค่าตอบแทนพิเศษที่ไม่ได้กำหนดจ่ายจากกำไรหลังสิ้นรอบบัญชี เป็นรายจ่ายได้ วิธีที่ปลอดภัยคือทำมติกำหนดหลักเกณฑ์ก่อนวันสิ้นรอบบัญชีและตั้งค้างจ่ายในปีนั้น

4. ถูกหักภาษีเงินปันผล 10% แล้ว ต้องนำไปยื่นรวมอีกไหม

ไม่ต้อง ถ้าเลือกเสีย 10% จบตามมาตรา 48(3) วรรคสอง ภาษีที่ถูกหักถือเป็นภาษีสุดท้าย แต่ถ้าขั้นภาษีของคุณต่ำ การนำมารวมคำนวณและใช้เครดิตภาษีเงินปันผลตามมาตรา 47 ทวิ อาจได้ภาษีคืน กรณีบริษัทเสียภาษีอัตรา SME ควรให้ที่ปรึกษาตรวจอัตราเครดิตก่อนเลือกทางนี้

5. บริษัทยังมีขาดทุนสะสม แต่ปีนี้มีกำไร จ่ายเงินปันผลได้ไหม

ยังไม่ได้ จนกว่ากำไรจะล้างขาดทุนสะสมหมด เอกสารของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าระบุว่าห้ามบริษัทจ่ายเงินปันผลหากยังมีผลประกอบการขาดทุน และทุกครั้งที่จ่ายต้องกันกำไรอย่างน้อย 5% เป็นทุนสำรองจนครบ 10% ของทุน ช่วงนี้เจ้าของยังรับเงินได้ผ่านเงินเดือน ค่าตอบแทนกรรมการ หรือการคืนเงินกู้ที่เคยให้บริษัทกู้

6. ยืมเงินบริษัทมาใช้ส่วนตัว ต้องคิดดอกเบี้ยไหม

ควรคิด มาตรา 65 ทวิ (4) ให้อำนาจเจ้าพนักงานประเมินดอกเบี้ยตามราคาตลาด เมื่อบริษัทให้กู้โดยไม่คิดดอกเบี้ยหรือคิดต่ำโดยไม่มีเหตุอันสมควร และดอกเบี้ยที่ประเมินได้เป็นรายได้ของบริษัท ถ้าไม่ชำระคืนจริง เงินที่ยืมยังเสี่ยงถูกมองเป็นเงินได้หรือเงินปันผลของกรรมการ ทางที่ดีกว่าคือรับเงินผ่านช่องทางเงินเดือนหรือเงินปันผลให้ถูกต้อง

7. ให้บริษัทเช่าอาคารของตัวเองเป็นสำนักงาน ต้องทำอะไรบ้าง

ทำสัญญาเช่า ตั้งค่าเช่าใกล้ราคาตลาด และให้บริษัทหักภาษี ณ ที่จ่าย 5% ตาม ท.ป.4/2528 ข้อ 6(1) พร้อมออก 50 ทวิ ค่าเช่าเป็นเงินได้ 40(5)(ก) ที่คุณต้องนำไปยื่นแบบ ส่วนบริษัทหักเป็นรายจ่ายได้เฉพาะส่วนที่ใช้ในกิจการจริง ถ้าเป็นบ้านที่อยู่อาศัยด้วย ส่วนที่ใช้ส่วนตัวเป็นรายจ่ายต้องห้าม

ให้ Tawan Consultant ช่วยดูแลเรื่องนี้

ทีมบัญชีและผู้สอบบัญชีของ ตะวัน คอนซัลแทนท์ (Tawan Consultant) ช่วยเจ้าของ SME วางโครงสร้างค่าตอบแทนกรรมการ คำนวณสัดส่วนเงินเดือนและเงินปันผลที่เหมาะกับตัวเลขจริงของบริษัท จัดทำมติและเอกสารจ่ายเงินปันผล ตรวจยอดเงินกู้ยืมกรรมการ และดูแลภาษีหัก ณ ที่จ่ายให้ครบทุกช่องทาง

  • โทร: 096-692-2528
  • LINE: @962iwlqe
  • ที่อยู่: 34 ซอยเพชรเกษม 28 แยก 16 แขวงภาษีเจริญ เขตภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร 10160
  • เวลาทำการ: จันทร์–ศุกร์ 8:30–17:30
  • เว็บไซต์: www.tawanconsultant.com

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไปเพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายหรือภาษีสำหรับกรณีเฉพาะ กฎหมายและแนวปฏิบัติอาจเปลี่ยนแปลง ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจ

แหล่งอ้างอิง

  1. ประมวลรัษฎากร มาตรา 38–64 (มาตรา 40(1), 40(2), 40(4)(ก)(ข), 40(5)(ก), 42 ทวิ, 47, 47 ทวิ, 48(1), 48(2), 48(3), 50(1), 50(2)(ข)(จ), 50 ทวิ, 52, 54) กรมสรรพากร https://www.rd.go.th/5937.html
  2. ประมวลรัษฎากร มาตรา 65–76 ทวิ (มาตรา 65 ทวิ (4), 65 ตรี (3), (8), (9), (13), (18), (19)) กรมสรรพากร https://www.rd.go.th/5939.html
  3. อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ปีภาษี 2560 เป็นต้นไป) กรมสรรพากร https://www.rd.go.th/59670.html
  4. อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล SME ตามพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 530) พ.ศ. 2554 แก้ไขโดยฉบับที่ 583 พ.ศ. 2558 และฉบับที่ 603 พ.ศ. 2559 กองบริหารภาษีธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก กรมสรรพากร https://www.rd.go.th/fileadmin/user_upload/lorkhor/newsbanner/2022/CIT_SME.pdf
  5. คำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.4/2528 (ข้อ 6(1), 6(1/1), 8(1)) https://www.rd.go.th/3479.html
  6. ข่าวกรมสรรพากร ฉบับที่ ปชส. 14/2569 (ขยายมาตรการ e-Withholding Tax) https://www.rd.go.th/fileadmin/user_upload/news/2569thai/news14_2569.pdf
  7. คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.119/2545 (การเครดิตภาษีเงินปันผลตามมาตรา 47 ทวิ) https://www.rd.go.th/11162.html
  8. ข้อหารือ กค 0702/3170 ลงวันที่ 16 มีนาคม 2558 (เบี้ยประชุมกรรมการเป็นเงินได้ 40(2) หักภาษีตามมาตรา 50(1)) https://www.rd.go.th/28214.html
  9. ข้อหารือ กค 0706/11798 ลงวันที่ 27 พฤศจิกายน 2550 (ค่าตอบแทนพิเศษและโบนัสกรรมการที่ไม่ได้กำหนดจ่ายจากกำไรหลังสิ้นรอบบัญชี) https://www.rd.go.th/37053.html
  10. ข้อหารือ กค 0706/4588 ลงวันที่ 20 พฤษภาคม 2546 (เครดิตภาษีเงินปันผล) https://www.rd.go.th/24745.html
  11. ข้อหารือ กค 0702/1441 ลงวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2552 (บริษัทจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ให้กรรมการ หัก 15%) https://www.rd.go.th/40581.html
  12. ข้อหารือ กค 0706/7680 ลงวันที่ 13 กันยายน 2548 (ดอกเบี้ยจ่ายให้ผู้ถือหุ้น และการประเมินดอกเบี้ยตามมาตรา 65 ทวิ (4)) https://rd.go.th/30792.html
  13. ข้อหารือ กค 0702/560 ลงวันที่ 21 มกราคม 2558 (การกำหนดอัตราดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมตามราคาตลาด) https://www.rd.go.th/54657.html
  14. ข้อหารือ กค 0706/4245 ลงวันที่ 24 เมษายน 2550 (ค่าเช่าที่นิติบุคคลจ่ายให้บุคคลธรรมดา หัก 5% และออกหนังสือรับรอง) https://www.rd.go.th/28298.html
  15. บัญชีอัตราอากรแสตมป์ ตราสาร 5 กู้ยืมเงิน กรมสรรพากร https://www.rd.go.th/fileadmin/tax_pdf/SD/document1_100861.pdf
  16. แบบ ภ.ง.ด.1 และคำชี้แจง (กำหนดเวลายื่นภายใน 7 วันนับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่จ่ายเงิน) กรมสรรพากร https://www.rd.go.th/fileadmin/tax_pdf/withhold/200360_WHT1.pdf
  17. กรมพัฒนาธุรกิจการค้า: ตารางเปรียบเทียบสาระสำคัญของบริษัทจำกัดและบริษัทมหาชนจำกัด หัวข้อ (10) เงินปันผล หุ้นปันผล ระยะเวลาการจ่ายเงินปันผล (สรุปหลักประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์) https://www.dbd.go.th/data-storage/attachment/cb39845a33e46980d6cd911d.pdf
  18. พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 มาตรา 5 และ 33 สำนักงานประกันสังคม https://www.sso.go.th/wpr/assets/upload/files_storage/sso_th/7d900b368467d904cf25f13b46f20e21.pdf
  19. สำนักงานประกันสังคม: ค่าจ้างที่ใช้เป็นฐานคำนวณเงินสมทบ ขั้นต่ำ 1,650 บาท และไม่เกิน 17,500 บาท (ตั้งแต่ 1 มกราคม 2569) https://www.sso.go.th/wpr/satun/service/%E0%B8%81%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A1_detail_detail_28_125_690/605_605

บทความล่าสุด

ทีมงานมืออาชีพด้านบัญชีและภาษี
ด้วยประสบการณ์กว่า 10 ปีของเรา

ยินดีให้บริการ

บริการของเรา

ให้คำปรึกษาด้านการทำบัญชีและภาษีเฉพาะกิจการ

ที่ปรึกษาเฉพาะคุณ

"ข้อมูลบัญชีบอกผลการดำเนินงาน”

เราวิเคราะห์ตัวเลขที่เกิดขึ้น ให้คุณมีข้อมูลตัดสินใจในอนาคต ในทุกเรื่องของธุรกิจ ให้ธุรกิจเติบโต

HOW WE'RE DIFFERENT

TAWAN CONSULTANT

ผู้จัดทำบัญชีและผู้ตวจสอบบัญชีมืออาชีพที่มีประสบการณ์ในการทำงานมามากกว่า 10 ปี

ทีมงานสำนักงานบัญชีกำลังให้คำปรึกษาลูกค้าเพื่อวางแผนภาษีอย่างถูกกฎหมาย
5+

ผู้เชี่ยวชาญ

51+

ลูกค้าของเรา

1+

บริษัทในเครือเรา

ABOUT US

เราคือโอกาสให้คุณมีเวลากลับไปทำในสิ่งที่ธุรกิจคุณถนัดที่สุด ตัดสินใจได้ดีขึ้น และเติบโตอย่างมั่นคง

เราเป็นที่ปรึกษาทางธุรกิจที่มุ่งมั่นให้บริการธุรกิจ SME ทั่วประเทศ เราดูแลด้านบัญชีเพื่อลดภาระการจัดการตัวเลขของคุณ ในขณะที่คุณสามารถโฟกัสกับการสร้างการเติบโตให้ธุรกิจ บริการของเรายืดหยุ่นเพื่อให้สอดคล้องกับประเภทและขนาดธุรกิจของคุณ