รายได้เกิน 1.8 ล้าน ต้องทำยังไง: จด VAT ภายใน 30 วัน ถ้าเลยกำหนดต้องเสียภาษีย้อนหลัง เบี้ยปรับ เงินเพิ่ม และค่าปรับเท่าไร (พร้อมเครื่องคำนวณ)

รายได้เกิน 1.8 ล้าน ต้องทำยังไง จด VAT 30 วัน เบี้ยปรับ เงินเพิ่ม — ตะวัน คอนซัลแทนท์

ถ้ารายรับจากการขายสินค้าหรือให้บริการที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม เกิน 1,800,000 บาทในปีเดียวกัน คุณต้องยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.01) ภายใน 30 วันนับแต่วันที่ยอดเกิน (ประมวลรัษฎากร มาตรา 85/1(1)(ก) ประกอบ พ.ร.ฎ. ฉบับที่ 432) หน้าที่นี้เกิดขึ้นทันทีที่ยอดเกิน ไม่ต้องรอสิ้นปี และใช้กับทั้งบุคคลธรรมดา ร้านค้าออนไลน์ ห้างหุ้นส่วน และบริษัท

ถ้าเลย 30 วันไปแล้ว กรมสรรพากรถือว่าคุณต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ตั้งแต่วันที่ยอดเกิน เหมือนเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน (มาตรา 88/2 วรรคสอง) ต้องจ่าย VAT ที่ไม่ได้เก็บจากลูกค้าเอง บวกเบี้ยปรับ 2 เท่าของภาษีหรือเดือนละ 1,000 บาท (มาตรา 89(1)) เงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือน (มาตรา 89/1) และมีโทษอาญา (มาตรา 90/2(2)) ข่าวดีคือคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.369/2569 ซึ่งใช้ตั้งแต่ 3 กรกฎาคม 2569 ให้ลดเบี้ยปรับเหลือ 2%–20% ถ้าคุณมายื่นและชำระเองก่อนถูกตรวจพบ บทความนี้อธิบายขั้นตอนแก้ไขทีละข้อ พร้อมเครื่องคำนวณที่ใส่ยอดขายรายเดือนแล้วได้ตัวเลขทันที

สรุปสั้นที่สุด: ยอดขายสะสมในปีเกิน 1.8 ล้านเมื่อไร นับ 30 วันจากวันนั้นแล้วยื่น ภ.พ.01 ให้ทัน ถ้าจดทันและยื่นแบบชำระ VAT ของช่วงก่อนจด เบี้ยปรับจะถูกงดทั้งหมด ถ้าเลยกำหนดแล้ว ให้รีบจดและยื่นแบบชำระย้อนหลังเองก่อนสรรพากรตรวจพบ เบี้ยปรับจะเหลือ 2%–20% ของเบี้ยปรับเต็ม แทนที่จะเป็น 40% หรือ 100%

อยากได้คำตอบเร็วในหน้าเดียว? หน้า ยอดเกิน 1.8 ล้าน ต้องทำยังไง สรุปภาระ 4 รายการ ตัวอย่างตัวเลข ไทม์ไลน์ และเอกสาร พร้อมเครื่องคำนวณในหน้าเดียว ส่วนบทความนี้เป็นคู่มือฉบับเต็ม อ่านต่อด้านล่างได้เลย

1. เกณฑ์ 1.8 ล้านบาทนับอย่างไร

ประมวลรัษฎากร มาตรา 81/1 ให้กิจการขนาดย่อมได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม และ พ.ร.ฎ. ฉบับที่ 432 มาตรา 4 กำหนดกิจการขนาดย่อมว่า มีมูลค่าของฐานภาษีไม่เกิน 1,800,000 บาทต่อปี เมื่อยอดเกินเกณฑ์นี้ สิทธิได้รับยกเว้นก็หมดไป และเกิดหน้าที่จดทะเบียนตามมาตรา 85/1

ประเด็น หลักที่ใช้
นับอะไร รายรับ (ยอดขาย) ก่อนหักต้นทุน จากการขายสินค้าหรือให้บริการที่ต้องเสีย VAT ไม่ใช่กำไร
ไม่นับอะไร รายรับจากกิจการที่ได้รับยกเว้นตามมาตรา 81 เช่น ขายพืชผลเกษตรสด ให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ ขนส่งในราชอาณาจักร
"ปี" ของบุคคลธรรมดา ปีปฏิทิน (มกราคม–ธันวาคม)
"ปี" ของนิติบุคคล รอบระยะเวลาบัญชี
เริ่มกิจการกลางปี นับยอดจริงตั้งแต่วันเริ่มกิจการถึงสิ้นปี ไม่ต้องเทียบเป็นยอดเต็มปี
ยอดเท่ากับ 1,800,000 บาทพอดี ยังไม่เกิน ยังไม่มีหน้าที่จด
หน้าที่เกิดเมื่อไร วันที่ยอดสะสมเกิน 1.8 ล้าน ไม่ใช่วันสิ้นปี

ตัวอย่าง: ร้านขายเสื้อผ้าออนไลน์ขายได้เดือนมกราคม 700,000 บาท กุมภาพันธ์ 700,000 บาท ยอดสะสม 1,400,000 บาท เดือนมีนาคมขายได้อีก 600,000 บาท ยอดสะสมแตะ 1,800,000 บาทราววันที่ 20 มีนาคม และ เกินในวันที่ 21 มีนาคม วันนั้นคือวันเริ่มนับ 30 วัน ร้านนี้จึงต้องยื่น ภ.พ.01 ภายในวันที่ 20 เมษายน 2569

ถ้าคุณขายทั้งสินค้าที่ได้รับยกเว้นและสินค้าที่ต้องเสีย VAT ให้นับเฉพาะส่วนที่ต้องเสีย VAT อ่านเรื่องกิจการที่ได้รับยกเว้นเพิ่มเติมได้ที่ VAT 0% กับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ต่างกันอย่างไร

2. รายได้เกิน 1.8 ล้านแล้ว ต้องทำอะไรบ้าง (ขั้นตอนทีละข้อ)

2.1 หาวันที่ยอดเกินให้ชัด

รวบรวมยอดขายจากทุกช่องทาง ทั้งหน้าร้าน โอนเข้าบัญชี และยอดจากแพลตฟอร์ม Shopee, Lazada, TikTok Shop แล้วไล่ยอดสะสมเป็นรายวันในเดือนที่ใกล้ 1.8 ล้าน วันแรกที่ยอดสะสมเกินคือวันที่ใช้นับกำหนด ถ้าไม่มีข้อมูลรายวัน ให้ใช้วันที่เร็วที่สุดที่เป็นไปได้เพื่อความปลอดภัย

2.2 ยื่น ภ.พ.01 ภายใน 30 วัน

ยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มภายใน 30 วันนับแต่วันที่ยอดเกิน (มาตรา 85/1(1)(ก)) ยื่นได้ทั้งทางอินเทอร์เน็ตและที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่ ขั้นตอนและเอกสารที่ใช้สรุปไว้ในบทความ จด VAT ครบจบ: ยื่น ภ.พ.01 ภายใน 30 วัน หน้าที่หลังจด และการถอนทะเบียน

2.3 ยื่นแบบและชำระ VAT ของช่วงก่อนจดทะเบียน

ข้อนี้คนส่วนใหญ่พลาด แม้จะจดทันภายใน 30 วัน คุณยังต้องรับผิดเสีย VAT สำหรับยอดขาย ตั้งแต่วันที่ยอดเกิน จนถึงวันที่จดทะเบียน กรมสรรพากรวินิจฉัยไว้ในข้อหารือ กค 0811/พ./7513 ว่าผู้ที่ยอดเกินเกณฑ์ "ต้องรับผิดเสียภาษีมูลค่าเพิ่มพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มตามกฎหมาย ตั้งแต่วันที่มีรายรับเกินมูลค่าของฐานภาษีของกิจการขนาดย่อม ถึงแม้จะยังมิใช่เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน" และยื่นแบบชำระเองได้โดยไม่ต้องรอเจ้าพนักงานเรียกเก็บ

ให้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นรายเดือนภาษี และชำระภาษีพร้อมกับการยื่นแบบ เงื่อนไขนี้สำคัญ เพราะการงดหรือลดเบี้ยปรับตามคำสั่ง ท.ป.81/2542 ข้อ 5/1 ใช้กับกรณีที่ "ได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มและชำระภาษีมูลค่าเพิ่มพร้อมกับการยื่นแบบแสดงรายการนั้น"

2.4 หยุดออกเอกสารที่ดูเหมือนใบกำกับภาษีก่อนได้เลขทะเบียน

ผู้ที่ยังไม่ได้เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนไม่มีสิทธิออกใบกำกับภาษี ถ้าออก เจ้าพนักงานประเมินภาษีตามจำนวนในเอกสารได้ (มาตรา 88/1) เสียเบี้ยปรับ 2 เท่า (มาตรา 89(6)) และมีโทษจำคุกสามเดือนถึงเจ็ดปี และปรับสองพันถึงสองแสนบาท (มาตรา 90/4(3)) โทษข้อนี้หนักกว่าการจดช้าหลายเท่า

2.5 เตรียมระบบหลังจดทะเบียน

เมื่อได้เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน ต้องเรียกเก็บ VAT 7% จากลูกค้า (มาตรา 82/4) ออกใบกำกับภาษี (มาตรา 86) ทำรายงานภาษีขาย รายงานภาษีซื้อ และรายงานสินค้าและวัตถุดิบ (มาตรา 87) และยื่น ภ.พ.30 ทุกเดือนภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไปแม้เดือนนั้นไม่มียอดขาย (มาตรา 83) ถ้าราคาขายเดิมยังไม่รวม VAT ควรปรับราคาหรือแจ้งลูกค้าก่อนวันที่ทะเบียนมีผล

3. ถ้าไม่จด หรือจดช้า ต้องเสียอะไรบ้าง

ประมวลรัษฎากร มาตรา 88(6) ให้เจ้าพนักงานประเมินภาษีได้เมื่อพบว่าผู้ที่ต้องจดทะเบียนไม่ได้จด และมาตรา 88/2 วรรคสองให้ถือว่าผู้นั้น "มีความรับผิดในการเสียภาษีเสมือนเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน" ภาระจึงมี 4 ก้อน

รายการ กฎหมาย วิธีคิด
1. VAT ย้อนหลัง มาตรา 82/3, 88/2 7% ของยอดขายแต่ละเดือน ตั้งแต่วันที่ยอดเกินจนถึงเดือนที่จดทะเบียน
2. เบี้ยปรับ มาตรา 89(1) 2 เท่าของภาษีในแต่ละเดือนภาษี หรือ 1,000 บาทต่อเดือนภาษี แล้วแต่อย่างใดมากกว่า ตลอดระยะเวลาที่ไม่จด
3. เงินเพิ่ม มาตรา 89/1 1.5% ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของภาษี นับจากพ้นกำหนดยื่นแบบของแต่ละเดือนจนถึงวันชำระ ไม่เกินจำนวนภาษี
4. ค่าปรับอาญา มาตรา 90/2(2) จำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 5,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ประเด็นที่ควรรู้จากข้อหารือของกรมสรรพากร

  • ประเมินเป็นรายเดือนภาษีย้อนหลัง ตั้งแต่เดือนที่มีหน้าที่ต้องเสียภาษี (ข้อหารือ กค 0702/7643)
  • เดือนที่ไม่มียอดขายก็มีเบี้ยปรับ 1,000 บาทต่อเดือน เพราะยังเป็นการประกอบกิจการโดยไม่จดทะเบียน (ข้อหารือ กค 0702/7643 และ กค 0811/พ./7513)
  • เดือนที่ไปจดทะเบียนยังนับ ในข้อหารือ กค 0702/7643 ผู้ประกอบการจดทะเบียนวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2556 กรมฯ ยังให้เสียเบี้ยปรับตามมาตรา 89(1) สำหรับเดือนภาษีกุมภาพันธ์ 2556
  • ปีต่อมายอดลดลงต่ำกว่า 1.8 ล้าน ก็ไม่ช่วย ในข้อหารือเดียวกัน ปี 2554 ผู้ประกอบการมีรายรับ 1,515,456 บาท แต่ยอดเคยเกินตั้งแต่ปี 2552 และยังไม่จดทะเบียน กรมฯ จึงถือว่าตลอดช่วงนั้นเป็นการประกอบกิจการโดยไม่จดทะเบียน
  • มีค่าปรับอาญาด้วย ข้อหารือ กค 0702/7643 ระบุค่าปรับอาญาตามมาตรา 90/2(2) ไว้พร้อมกับภาษี เบี้ยปรับ และเงินเพิ่ม

3.1 ฐานคิด VAT: 7% บวกจากยอดขาย หรือ 7/107

เมื่อไม่ได้จดทะเบียน คุณไม่ได้เรียกเก็บ VAT จากลูกค้า ภาษีที่ประเมินย้อนหลังจึงเป็นเงินที่ต้องควักจ่ายเอง มีสองวิธีคิดที่อาจใช้

  • ถือว่ายอดขายยังไม่รวม VAT ภาษี = ยอดขาย × 7% เช่น ยอดขาย 300,000 บาท ภาษี 21,000 บาท
  • ถือว่ายอดขายรวม VAT แล้ว ภาษี = ยอดขาย × 7/107 เช่น ยอดขาย 300,000 บาท ภาษี 19,626.17 บาท

ข้อหารือที่อ้างข้างต้นไม่ได้กำหนดวิธีใดวิธีหนึ่งไว้ชัด ฐานที่ใช้จริงขึ้นกับหลักฐานและการพิจารณาของเจ้าพนักงาน (มาตรา 88/2) เครื่องคำนวณด้านล่างจึงให้เลือกได้ทั้งสองแบบ ถ้าจะประเมินภาระแบบระมัดระวัง ให้ใช้ 7% บวกจากยอดขาย

ส่วนภาษีซื้อ เครื่องคำนวณนี้ไม่ได้หักให้ เพราะคำนวณจากฝั่งรายได้อย่างเดียว ในทางปฏิบัติ การจะนำภาษีซื้อมาหักได้ต้องมีใบกำกับภาษีที่ถูกต้อง (มาตรา 82/5(1)) และขึ้นกับการพิจารณาของเจ้าพนักงาน ควรให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจเอกสารซื้อย้อนหลังก่อนยื่น

4. เบี้ยปรับลดได้แค่ไหน: กติกาใหม่ ท.ป.369/2569

มาตรา 89 วรรคท้ายให้อธิบดีงดหรือลดเบี้ยปรับได้ตามระเบียบที่กำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี คำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.369/2569 (สั่ง ณ วันที่ 2 กรกฎาคม 2569 ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดไป) เพิ่ม ข้อ 5/1 ในคำสั่ง ท.ป.81/2542 สำหรับกรณีประกอบกิจการโดยไม่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มโดยเฉพาะ

สถานการณ์ เบี้ยปรับที่ต้องเสีย (ของเบี้ยปรับตามมาตรา 89(1))
จดทะเบียน ภายใน 30 วัน และยื่นแบบพร้อมชำระภาษี งดเบี้ยปรับ (ข้อ 5/1(1))
จดเกินกำหนด ยื่นแบบและชำระเอง ไม่ได้รับคำเตือน: ชำระภายใน 15 วันนับแต่วันพ้นกำหนดเวลาการเสียภาษี 2%
เช่นเดียวกัน ชำระหลัง 15 วันแต่ไม่เกิน 30 วัน 5%
เช่นเดียวกัน ชำระหลัง 30 วันแต่ไม่เกิน 60 วัน 10%
เช่นเดียวกัน ชำระหลัง 60 วัน 20%
เจ้าพนักงานตรวจพบและบันทึกความผิดไว้แล้ว 40% (ข้อ 5/1(2)(ข))

กรณีมิได้ยื่นคำขอจดทะเบียนเพราะเลิกประกอบกิจการไปแล้ว ถ้ายื่นแบบและชำระภาษีเอง ใช้อัตรา 2%–20% เดียวกัน (ข้อ 5/1(2))

อีกจุดที่ช่วยผู้ประกอบการ คือ ท.ป.369/2569 แก้ข้อ 3 ของ ท.ป.81/2542 ให้ การยื่นแบบแสดงรายการและชำระภาษีมูลค่าเพิ่มพร้อมกัน โดยไม่ได้รับคำเตือนหรือคำเรียกตรวจสอบไต่สวนเป็นหนังสือ ถือเป็นคำร้องขอลดเบี้ยปรับ ไปในตัว ส่วนกรณีอื่น คำร้องต้องยื่นก่อนเจ้าพนักงานมีหนังสือแจ้งการประเมิน ถ้าได้รับหนังสือแจ้งการประเมินแล้ว ต้องใช้ช่องทางอุทธรณ์แทน

ข้อควรจำ: การลดตามข้อ 5/1 เป็นอำนาจพิจารณาของเจ้าพนักงานประเมิน และข้อ 2 ของคำสั่งเดียวกันกำหนดว่าจะงดหรือลดให้ได้เมื่อเห็นว่าไม่มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีและให้ความร่วมมือในการตรวจสอบด้วยดี เงินเพิ่มตามมาตรา 89/1 ไม่อยู่ในคำสั่งนี้ จึงต้องเสียเต็มตามจำนวนเดือน

อีกเรื่องที่เกี่ยวกับเบี้ยปรับ คือคำสั่งมอบอำนาจ ท.ป.370/2569 (สั่ง ณ วันที่ 2 กรกฎาคม 2569) ข้อ 4 ให้สรรพากรพื้นที่สั่งงดเบี้ยปรับภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 89 ได้ในบางกรณีที่ผู้ประกอบการเป็นบุคคลธรรมดา เช่น ไม่จดเพราะไม่ทราบว่ารายรับเกินเกณฑ์ต้องจดทะเบียน (ไม่รวมห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล) รายละเอียดและข้อควรระวังอยู่ในหัวข้อ 9.4 ตัวเลขในตารางข้างต้นและในตัวอย่างหัวข้อ 6 ยังคงใช้อัตราตามข้อ 5/1

5. เครื่องคำนวณ: รายได้เกิน 1.8 ล้าน ต้องจ่ายเท่าไร

กรอกยอดขายรายเดือนตั้งแต่ต้นปี (หรือเดือนที่เริ่มกิจการ) เครื่องคำนวณจะหาวันที่ยอดเกิน กำหนดวันยื่น ภ.พ.01 แล้วคิด VAT ย้อนหลัง เบี้ยปรับตาม ท.ป.369/2569 เงินเพิ่ม และบอกว่ามีค่าปรับอาญาหรือไม่ ให้แยกทุกเดือน ถ้าต้องการเครื่องคำนวณหน้าเต็มที่อธิบายวิธีคิดเพิ่มเติม ดูได้ที่ เครื่องคำนวณ VAT รายได้เกิน 1.8 ล้าน

รายได้เกิน 1.8 ล้าน แต่ยังไม่จด VAT ต้องจ่ายเท่าไร

กรอกยอดขายรายเดือน ระบบหาวันที่ยอดเกินเกณฑ์ แล้วคำนวณ VAT ย้อนหลัง เบี้ยปรับ เงินเพิ่ม และค่าปรับอาญาให้ทุกเดือน

ผู้ประกอบการเป็น

นับยอด 1.8 ล้านตามปีปฏิทิน (ม.ค.–ธ.ค.)

เริ่มที่ต้นปี (หรือเดือนที่เริ่มกิจการ ถ้าเริ่มกลางปี)

ยอดขายที่กรอก

ไม่ได้เก็บ VAT จากลูกค้า เจ้าพนักงานอาจคิด 7% บวกจากยอดขาย (กรณีสูงสุด)

ยอดขาย/รายรับแต่ละเดือน (บาท)

นับเฉพาะรายรับจากกิจการที่ต้องเสีย VAT (ไม่รวมรายรับที่ได้รับยกเว้นตาม ม.81) · เดือนที่ไม่มียอดขายใส่ 0 · เดือนที่ไปจดทะเบียน ใส่เฉพาะยอดก่อนวันจด

เดือนที่ยอดข้าม 1.8 ล้าน ให้คิดภาษีจาก

กฎหมายให้รับผิดตั้งแต่วันที่ยอดเกิน ถ้าเจ้าพนักงานประเมินทั้งเดือนให้เลือก “ยอดทั้งเดือน”

เว้นว่างถ้ายังไม่ได้จด (คิดทุกเดือนที่กรอกไว้หลังยอดเกิน)

กำหนดยื่นแบบแต่ละเดือน
อ้างอิง (เว็บไซต์กรมสรรพากร)

ผลลัพธ์เป็นการประมาณการเบื้องต้นจากฝั่งรายได้อย่างเดียว ยังไม่หักภาษีซื้อ วันที่ยอดเกินประมาณจากยอดขายเฉลี่ยรายวันของเดือนนั้น วันครบกำหนดเลื่อนเฉพาะเสาร์–อาทิตย์ (ไม่รวมวันหยุดนักขัตฤกษ์) ฐานภาษีและเบี้ยปรับที่ลดได้เป็นไปตามการพิจารณาของเจ้าพนักงานประเมิน ค่าปรับอาญาเจ้าหน้าที่เป็นผู้เปรียบเทียบปรับภายในเพดานที่กฎหมายกำหนด

ถ้าต้องการเช็กก่อนว่ายอดขายของคุณเข้าเกณฑ์หรือยัง หรือกิจการได้รับยกเว้น VAT หรือไม่ ใช้เครื่องมือ เช็กเกณฑ์จด VAT ส่วนกรณีจดทะเบียนแล้วแต่ยื่น ภ.พ.30 ไม่ทัน ใช้ เครื่องคำนวณค่าปรับ เงินเพิ่ม เบี้ยปรับ ยื่นภาษีล่าช้า

6. ตัวอย่างคำนวณ: ร้านออนไลน์ยอดเกินเดือนมีนาคม แต่มาจดในเดือนตุลาคม

ร้านเสื้อผ้าออนไลน์ (บุคคลธรรมดา) ยอดขายปี 2569 ดังนี้ มกราคม 700,000 กุมภาพันธ์ 700,000 มีนาคม 600,000 เมษายน–มิถุนายน เดือนละ 300,000 กรกฎาคมหยุดขาย 0 บาท เจ้าของเพิ่งรู้ตัวและจะยื่นแบบชำระเองวันที่ 20 ตุลาคม 2569 ก่อนได้รับหนังสือจากสรรพากร ใช้ยอดขายเป็นฐานแบบยังไม่รวม VAT และคิดเดือนมีนาคมเฉพาะยอดส่วนที่เกิน

ขั้นที่ 1 วันที่ยอดเกินและกำหนดจด ยอดสะสมสิ้นกุมภาพันธ์ 1,400,000 บาท ต้องขายอีก 400,000 บาทจึงแตะเกณฑ์ ถ้าขายเท่ากันทุกวันในเดือนมีนาคม (600,000 ÷ 31 วัน) ยอดจะเกินวันที่ 21 มีนาคม 2569 กำหนดยื่น ภ.พ.01 คือ 20 เมษายน 2569 ร้านนี้เลยกำหนดแล้ว

ขั้นที่ 2 VAT ย้อนหลัง

เดือนภาษี ฐานคำนวณ VAT 7% ครบกำหนดยื่น ชำระช้า (วัน)
มี.ค. 2569 200,000 (ส่วนที่เกิน 1.8 ล้าน) 14,000 15 เม.ย. 2569 188
เม.ย. 2569 300,000 21,000 15 พ.ค. 2569 158
พ.ค. 2569 300,000 21,000 15 มิ.ย. 2569 127
มิ.ย. 2569 300,000 21,000 15 ก.ค. 2569 97
ก.ค. 2569 0 0 17 ส.ค. 2569 64
รวม 77,000

(วันที่ 15 สิงหาคม 2569 ตรงวันเสาร์ จึงเลื่อนเป็นวันจันทร์ที่ 17)

ขั้นที่ 3 เบี้ยปรับ เบี้ยปรับเต็มตามมาตรา 89(1) คือ 2 เท่าของภาษี: มีนาคม 28,000 เมษายน–มิถุนายน เดือนละ 42,000 กรกฎาคมไม่มียอดขายจึงใช้ขั้นต่ำ 1,000 บาท รวม 155,000 บาท ทุกเดือนชำระช้าเกิน 60 วัน จึงลดเหลือ 20% ตามข้อ 5/1(2)(ก) เหลือ 31,000 บาท

ขั้นที่ 4 เงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือนหรือเศษของเดือน: มีนาคม 14,000 × 1.5% × 7 เดือน = 1,470 เมษายน 21,000 × 1.5% × 6 = 1,890 พฤษภาคม 21,000 × 1.5% × 5 = 1,575 มิถุนายน 21,000 × 1.5% × 4 = 1,260 รวม 6,195 บาท

ผลรวม

รายการ บาท
VAT ย้อนหลัง 77,000.00
เบี้ยปรับ (ลดเหลือ 20%) 31,000.00
เงินเพิ่ม 6,195.00
รวมที่ต้องชำระ 114,195.00
ค่าปรับอาญา มาตรา 90/2(2) ไม่เกิน 5,000

ถ้าร้านเดียวกันรอจนสรรพากรตรวจพบและบันทึกความผิดก่อน เบี้ยปรับจะเป็น 40% คือ 62,000 บาท แพงขึ้นอีก 31,000 บาท และเงินเพิ่มจะเดินต่อทุกเดือนจนกว่าจะชำระ

ส่วนถ้าร้านนี้ยื่น ภ.พ.01 ภายใน 20 เมษายน 2569 และยื่นแบบชำระ VAT ของช่วง 21–31 มีนาคมพร้อมกับเดือนเมษายนตามกำหนด เบี้ยปรับจะถูกงดทั้งหมดตามข้อ 5/1(1) ไม่มีค่าปรับอาญาเพราะจดทันกำหนด และตั้งแต่จดทะเบียนก็เรียกเก็บ VAT จากลูกค้าได้ ไม่ต้องจ่ายเอง

ตัวเลขนี้คือการประมาณการ ยอดจริงขึ้นกับวันที่ยอดเกินจริง ฐานภาษีที่เจ้าพนักงานใช้ ภาษีซื้อที่หักได้ และดุลพินิจในการลดเบี้ยปรับ

7. ภาษีทั้งหมดที่เกี่ยวข้อง: นอกจาก VAT ยังมีภาษีเงินได้ที่ต้องคิดด้วย

เวลามีคนถามว่า "ไม่จด VAT ต้องเสียเท่าไร" คำตอบที่ครบต้องมองสองฝั่ง ฝั่งแรกคือภาษีมูลค่าเพิ่มและโทษที่เกี่ยวกับ VAT โดยตรง ฝั่งที่สองคือภาษีเงินได้ เพราะเงินที่จ่ายให้สรรพากรเหล่านี้ไม่ได้ถูกนำไปหักเป็นรายจ่ายได้ทุกรายการ ส่วนนี้สรุปให้เห็นภาพรวมทั้งสองฝั่ง

7.1 ฝั่ง VAT: สรุปสี่รายการ (รายละเอียดอยู่ในหัวข้อ 3 และ 4)

รายการ กฎหมาย สรุป
VAT ย้อนหลัง มาตรา 88(6), 88/2 วรรคสอง ถือว่าคุณมีความรับผิดเสมือนผู้ประกอบการจดทะเบียน ตั้งแต่วันที่ยอดเกิน
เบี้ยปรับ มาตรา 89(1) และ ท.ป.369/2569 เต็มอัตรา 2 เท่าของภาษีหรือ 1,000 บาทต่อเดือนภาษี ลดเหลือ 2%–20% ถ้ายื่นและชำระเองก่อนถูกตรวจพบ
เงินเพิ่ม มาตรา 89/1 1.5% ต่อเดือนหรือเศษของเดือน ไม่เกินจำนวนภาษี
โทษอาญา มาตรา 90/2(2) จำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 5,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มีสามเรื่องที่คนมักไม่รู้

  • เบี้ยปรับและเงินเพิ่มถือเป็น VAT ประมวลรัษฎากร มาตรา 89/2 ให้ถือว่าเบี้ยปรับและเงินเพิ่มตามหมวดภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นภาษีมูลค่าเพิ่มเพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บ ดังนั้นสรรพากรเก็บทั้งก้อนด้วยวิธีเดียวกับภาษีค้างชำระ
  • ความผิดอาญาเปรียบเทียบปรับได้ ประมวลรัษฎากร มาตรา 3 ทวิ ให้เจ้าพนักงานตามที่กฎหมายกำหนด (ในกรุงเทพมหานครเป็นอำนาจของอธิบดี ส่วนจังหวัดอื่นเป็นอำนาจของผู้ว่าราชการจังหวัด) เปรียบเทียบโดยกำหนดค่าปรับสถานเดียวได้ สำหรับความผิดที่มีโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน ซึ่งครอบคลุมโทษตามมาตรา 90/2(2) ถ้าผู้ต้องหายอมและชำระค่าปรับตามที่เปรียบเทียบภายในเวลาที่กำหนด ถือว่าคดีเป็นอันยุติ ไม่ถูกฟ้องร้องต่อ ส่วนจำนวนค่าปรับที่เปรียบเทียบจริงเป็นดุลพินิจของผู้มีอำนาจ กรมสรรพากรไม่ได้ประกาศตารางตายตัวไว้ในแหล่งที่ตรวจสอบ
  • ย้อนหลังได้นานกว่าที่คิด มาตรา 88/6(1)(ค) ให้เจ้าพนักงานประเมินภาษีได้ภายใน 10 ปีนับแต่วันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลายื่นแบบ ในกรณีที่ผู้มีหน้าที่ไม่ได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษี ผู้ที่ไม่เคยจดทะเบียนและไม่เคยยื่น ภ.พ.30 จึงอยู่ในกรณีนี้ ไม่ใช่กรอบ 2 ปีที่ใช้กับผู้ที่ยื่นแบบตามกำหนดทุกเดือน

7.2 ฝั่งภาษีเงินได้: เงินที่จ่าย VAT เบี้ยปรับ เงินเพิ่ม หักเป็นรายจ่ายได้หรือไม่

คำตอบสั้นคือ เบี้ยปรับ เงินเพิ่ม และค่าปรับอาญา หักเป็นรายจ่ายไม่ได้ ทั้งบุคคลธรรมดาที่เลือกหักตามจริงและนิติบุคคล ส่วนตัว VAT ย้อนหลังเองมีประเด็นที่ยังต้องให้ผู้เชี่ยวชาญดูรายกรณี ดูรายละเอียดตามประเภทผู้เสียภาษีด้านล่าง

กรณีบุคคลธรรมดา

ผู้ขายของ ร้านค้าออนไลน์ หรือผู้ให้บริการที่เป็นบุคคลธรรมดา ส่วนใหญ่มีเงินได้ตามมาตรา 40(8) แห่งประมวลรัษฎากร (เงินได้จากการธุรกิจ พาณิชย์ เกษตร อุตสาหกรรม ขนส่ง หรือการอื่น) การหักค่าใช้จ่ายเป็นไปตามพระราชกฤษฎีกา (ฉบับที่ 11) พ.ศ. 2502 มาตรา 8 และมาตรา 8 ทวิ ตามที่มาตรา 46 ของประมวลรัษฎากรอ้างถึง ซึ่งแบ่งเป็นสองทาง

ทางเลือก หลักที่กฎหมายกำหนด ผลต่อ VAT เบี้ยปรับ เงินเพิ่ม
หักเหมา (เช่น 60% สำหรับกิจการที่ระบุไว้ในมาตรา 8 อย่างการขายของที่ผู้ขายไม่ได้เป็นผู้ผลิต หรือการตัดเย็บเสื้อผ้า) พ.ร.ฎ. ฉบับที่ 11 มาตรา 8 ให้หักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาตามอัตราที่กำหนด ไม่มีรายการใดให้หักเพิ่ม เพราะค่าใช้จ่ายถูกกำหนดเป็นอัตราเหมาแล้ว VAT เบี้ยปรับ และเงินเพิ่มที่จ่ายไม่ทำให้ค่าใช้จ่ายเหมาเพิ่มขึ้น
หักตามจริง (กิจการตามมาตรา 8 ที่พิสูจน์ได้ว่ามีค่าใช้จ่ายมากกว่าอัตราเหมา หรือกิจการที่ไม่ได้ระบุไว้ในมาตรา 8) มาตรา 8 วรรคท้าย และมาตรา 8 ทวิ ให้หักตามความจำเป็นและสมควร โดยนำมาตรา 65 ทวิ และมาตรา 65 ตรี มาใช้บังคับโดยอนุโลม เบี้ยปรับ เงินเพิ่ม และค่าปรับอาญา ถือเป็นรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (6) ส่วน VAT ย้อนหลังดูหัวข้อ "ประเด็นที่ยังต้องปรึกษา" ด้านล่าง

ข้อสังเกตจากตัวบท

  • ถ้าเลือกหักตามจริงตามมาตรา 8 วรรคท้าย แต่หลักฐานที่นำมาพิสูจน์แสดงว่ามีรายจ่ายที่หักได้ตามกฎหมายน้อยกว่าอัตราเหมา กฎหมายให้ถือว่ามีค่าใช้จ่ายเพียงเท่าหลักฐานที่พิสูจน์ได้ ดังนั้นการเปลี่ยนไปหักตามจริงเพียงเพื่อหวังนำเบี้ยปรับมาหักไม่ได้ผล เพราะเบี้ยปรับหักไม่ได้อยู่แล้ว
  • สำหรับผู้ที่หักเหมา ไม่ต้องกังวลเรื่องว่าจะหักเบี้ยปรับได้หรือไม่ แต่ภาระที่จ่ายจริงยังเป็นเงินออกจากกระเป๋าเต็มจำนวน ไม่มีผลลดภาษีเงินได้

กรณีนิติบุคคล (บริษัท ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล)

ประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี กำหนดรายการที่ไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ ซึ่งมีสองข้อที่เกี่ยวกับเรื่องนี้

  • มาตรา 65 ตรี (6) เบี้ยปรับและหรือเงินเพิ่มภาษีอากร ค่าปรับทางอาญา และภาษีเงินได้ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ไม่ให้ถือเป็นรายจ่าย ดังนั้นเบี้ยปรับ เงินเพิ่ม และค่าปรับอาญาจาก VAT ต้องบวกกลับใน ภ.ง.ด.50 อ่านวิธีบวกกลับเพิ่มเติมที่ การกระทบยอดรายได้ทางบัญชีและภาษี: บวกกลับ/หักออก ใน ภ.ง.ด.50
  • มาตรา 65 ตรี (6 ทวิ) ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ชำระหรือพึงชำระ และภาษีซื้อของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ที่เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน ไม่ให้ถือเป็นรายจ่าย เว้นแต่ภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีซื้อของผู้ประกอบการจดทะเบียนซึ่งต้องเสียภาษีตามมาตรา 82/16 ภาษีซื้อต้องห้ามตามมาตรา 82/5(4) หรือภาษีซื้ออื่นตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา

ประเด็นที่ยังต้องปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ

มาตรา 65 ตรี (6 ทวิ) เขียนไว้สำหรับนิติบุคคลที่ "เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน" ส่วนมาตรา 88/2 วรรคสองให้ถือว่าผู้ที่ควรจดแต่ไม่จดมีความรับผิดเสมือนเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน ผู้เขียนไม่พบข้อหารือหรือแนวปฏิบัติบนเว็บไซต์กรมสรรพากรที่ตอบตรง ๆ ว่า VAT ที่ถูกประเมินย้อนหลังของผู้ที่ไม่ได้จดทะเบียนเป็นรายจ่ายหักได้หรือไม่ ทั้งกรณีบริษัทและกรณีบุคคลธรรมดาที่หักตามจริง จึง ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ ก่อนตัดสินใจบันทึกบัญชีและยื่นภาษีเงินได้ อย่างน้อยให้ถือว่ายังไม่แน่ใจ และอย่ารวมเป็นรายจ่ายเพื่อลดภาษีโดยไม่ตรวจสอบ

อีกจุดหนึ่งที่ควรตรวจคือ ถ้าที่ผ่านมาคุณตั้งราคาขายรวม VAT โดยไม่ได้แยกเก็บจากลูกค้า รายได้ที่ยื่นภาษีเงินได้กับยอดที่ใช้คำนวณ VAT ควรสอดคล้องกัน เพื่อไม่ให้ตัวเลขสองฝั่งขัดกัน ให้ผู้ทำบัญชีตรวจก่อนยื่นแบบทั้งสองฝั่ง

7.3 หัก ณ ที่จ่าย 50 ทวิ: ต้องออกต่อไปหรือไม่ และลูกค้าหักต่อได้หรือไม่

คำถามนี้มักสับสนเพราะ "ใครเป็นคนออก" ประมวลรัษฎากร มาตรา 50 ให้ ผู้จ่ายเงินได้ เป็นผู้หักภาษี ณ ที่จ่าย และมาตรา 50 ทวิ ให้ผู้มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายเป็นผู้ออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ให้แก่ผู้ถูกหัก ดังนั้น

  • ถ้าคุณเป็นผู้ขายที่ถูกลูกค้าหักภาษี ลูกค้าเป็นคนออก 50 ทวิ ให้คุณ คุณไม่ต้องออกเอง ให้เก็บใบที่ได้รับไว้เป็นหลักฐาน เพราะการจดหรือไม่จด VAT ไม่ได้เปลี่ยนสถานะผู้ถูกหัก และตัวบทมาตรา 50 ไม่ได้ผูกหน้าที่หักภาษีของผู้จ่ายเงินกับสถานะ VAT ของผู้รับ
  • ถ้าคุณจ่ายเงินให้ผู้อื่น (เช่น ค่าจ้างฟรีแลนซ์ ค่าโฆษณา ค่าเช่า) หน้าที่หักภาษีและออก 50 ทวิ ยังเป็นของคุณตามเดิม การจด VAT ไม่ได้ยกเลิกหน้าที่นี้ อ่านเรื่องหัก ณ ที่จ่ายของผู้ขายออนไลน์เพิ่มเติมได้ที่ ภาษีหัก ณ ที่จ่าย E-commerce

ฐานที่ใช้คำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่ายเมื่อใบกำกับภาษีแยก VAT (หักจากยอดก่อนหรือหลัง VAT) เป็นประเด็นที่ผู้เขียนไม่ได้ยืนยันจากแหล่งที่ตรวจสอบในบทความนี้ ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ และให้ตรวจเอกสารของคู่ค้าเป็นรายกรณี

7.4 ตารางสรุป: ใครต้องดูอะไร

คุณเป็น ภาษีที่ต้องดู ข้อควรระวัง
บุคคลธรรมดา หักเหมา VAT ย้อนหลัง เบี้ยปรับ เงินเพิ่ม และ ภ.ง.ด.90/94 ตามปกติ เงินที่จ่ายไม่ทำให้ค่าใช้จ่ายเหมาเพิ่มขึ้น
บุคคลธรรมดา หักตามจริง เช่นเดียวกัน เบี้ยปรับ เงินเพิ่ม ค่าปรับอาญา ถือเป็นรายจ่ายต้องห้าม ส่วน VAT ย้อนหลังให้ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ
บริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล VAT ย้อนหลัง เบี้ยปรับ เงินเพิ่ม และ ภ.ง.ด.50 บวกกลับเบี้ยปรับ เงินเพิ่ม ค่าปรับอาญา (มาตรา 65 ตรี (6)) ส่วน VAT ให้ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ
ผู้ที่ถูกลูกค้าหักภาษี ณ ที่จ่าย 50 ทวิ ที่ได้รับ ลูกค้าเป็นผู้ออก ให้เก็บไว้ครบ

8. เอกสารภาษีมูลค่าเพิ่มที่ต้องใช้

เอกสารแบ่งเป็นสามกลุ่มตามลำดับเวลา กลุ่มแรกคือเอกสารยื่นจดทะเบียน กลุ่มที่สองคือเอกสารที่ต้องรวบรวมเพื่อยื่นแบบย้อนหลังและใช้คุยกับเจ้าหน้าที่ และกลุ่มที่สามคือเอกสารที่ต้องจัดทำและเก็บหลังได้เลขทะเบียนแล้ว

8.1 กลุ่ม (ก): เอกสารยื่น ภ.พ.01 จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม

ช่องทางยื่นมีสองทาง ตามที่กรมสรรพากรระบุในหน้า "วิธีการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม" คือ ยื่นแบบคำขอผ่านทางอินเทอร์เน็ตที่ www.rd.go.th หรือยื่นแบบคำขอด้วยกระดาษที่หน่วยจดทะเบียนซึ่งอยู่ที่ตั้งสถานประกอบการ สถานที่ยื่นแบบกระดาษมีหลักดังนี้

  • สถานประกอบการในกรุงเทพมหานคร ยื่นที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่ที่สถานประกอบการตั้งอยู่
  • สถานประกอบการนอกกรุงเทพมหานคร ยื่นที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขาที่สถานประกอบการตั้งอยู่
  • ถ้ามีสถานประกอบการหลายแห่ง ให้ยื่นเพียงแห่งเดียวในท้องที่ที่เป็นสำนักงานใหญ่

ตารางเอกสารที่ใช้ อ้างอิงตารางเอกสารที่ใช้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มของกรมสรรพากร (เครื่องหมายถูกในตารางต้นทางแบ่งตามสถานะผู้ขอจดทะเบียน)

เอกสาร บุคคลธรรมดา นิติบุคคล (บริษัท ห้างหุ้นส่วน)
คำขอจดทะเบียน ภ.พ.01 จำนวน 3 ฉบับ ต้องใช้ ต้องใช้
คำขอแจ้งใช้สิทธิ ภ.พ.01.1 จำนวน 3 ฉบับ เฉพาะผู้ที่จดโดยสมัครใจ (ถ้ามี) เฉพาะผู้ที่จดโดยสมัครใจ (ถ้ามี)
หลักฐานที่ตั้งสถานประกอบการ: ภาพถ่ายสัญญาเช่า (ต้องระบุชื่อ ที่อยู่ของเจ้าของ) หรือหนังสือยินยอมให้ใช้สถานที่ถ้าไม่เสียค่าตอบแทน ต้องใช้ ต้องใช้
ถ้าอยู่ในอาคารชุด: ภาพถ่ายหนังสือรับรองของผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดว่าเป็นพื้นที่ประกอบการค้า ถ้าเข้ากรณี ถ้าเข้ากรณี
แผนที่สังเขปแสดงที่ตั้ง พร้อมภาพถ่ายสถานประกอบการ ต้องใช้ ต้องใช้
หนังสือมอบอำนาจ (ปิดอากรแสตมป์) พร้อมบัตรประจำตัวประชาชนของผู้รับมอบอำนาจ และภาพถ่ายบัตรประจำตัวประชาชนของผู้มอบอำนาจ กรณีมอบอำนาจ กรณีมอบอำนาจ
หลักฐานที่แสดงฐานะนิติบุคคล ไม่ใช้ ต้องใช้
ภาพถ่ายหนังสือการจัดตั้งคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล เฉพาะคณะบุคคล ไม่ใช้
ภาพถ่ายหนังสือเดินทางหรือใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว และใบอนุญาตประกอบธุรกิจ เฉพาะกรณีเป็นบุคคลต่างด้าว เฉพาะกรณีเป็นบุคคลต่างด้าว

หมายเหตุท้ายตารางของกรมสรรพากรระบุว่า ผู้ประกอบการต้องจัดเตรียมและพร้อมที่จะแสดงเอกสารตัวจริงต่อเจ้าพนักงานสรรพากรด้วย

เช็กลิสต์ก่อนไปยื่นหรือยื่นออนไลน์

  • วันที่ยอดสะสมเกิน 1.8 ล้านบาท และวันครบกำหนด 30 วัน (มาตรา 85/1(1)(ก))
  • สัญญาเช่าหรือหนังสือยินยอมใช้สถานที่ ที่ระบุชื่อและที่อยู่เจ้าของตรงกับที่จะแจ้ง
  • แผนที่และภาพถ่ายหน้าสถานประกอบการ
  • หนังสือมอบอำนาจ ถ้าให้ผู้อื่นยื่นแทน
  • ถ้าเป็นนิติบุคคล หลักฐานที่แสดงฐานะนิติบุคคล
  • เอกสารตัวจริงทั้งหมดไว้แสดง

ผู้เขียนไม่ได้ยืนยันรายการเอกสารเฉพาะบุคคล เช่น สำเนาบัตรประชาชนของผู้ขอจดเอง จากตารางของกรมสรรพากร เพราะตารางระบุบัตรประชาชนเฉพาะผู้รับมอบอำนาจและผู้มอบอำนาจ ควรโทรถามสำนักงานสรรพากรพื้นที่ที่จะยื่นว่ามีเอกสารเพิ่มหรือไม่ และดูขั้นตอนจดทะเบียนทั้งหมดที่ จด VAT ครบจบ: ยื่น ภ.พ.01 ภายใน 30 วัน หน้าที่หลังจด และการถอนทะเบียน

8.2 กลุ่ม (ข): เอกสารที่ต้องรวบรวมเพื่อยื่นแบบย้อนหลัง

ส่วนนี้ไม่มีรายการเอกสารที่กรมสรรพากรกำหนดตายตัวสำหรับกรณีไม่จดทะเบียน แต่กฎหมายให้อำนาจเจ้าพนักงานประเมินจัดทำรายการตามหลักฐานที่เห็นว่าถูกต้อง (มาตรา 88/2(1)) และกำหนดมูลค่าจากพฤติการณ์หรือสถิติการค้าได้ (มาตรา 88/2(4)) ยิ่งคุณมีหลักฐานที่ตรวจสอบได้ ยิ่งลดโอกาสที่เจ้าหน้าที่จะต้องประมาณเอง รายการด้านล่างเป็นแนวปฏิบัติที่ผู้ทำบัญชีใช้ ไม่ใช่รายการตามกฎหมาย

เอกสาร ใช้เพื่ออะไร ข้อควรระวัง
ตารางยอดขายรายเดือน แยกรายวันในเดือนที่ยอดใกล้เกิน หาวันที่ยอดเกิน 1.8 ล้าน และฐานภาษีแต่ละเดือน ใช้ยอดขายก่อนหักต้นทุน ไม่ใช่ยอดโอนเข้าบัญชี
รายการเดินบัญชีธนาคารและบัญชี e-wallet ทุกบัญชีที่รับเงินขาย ตรวจยอดรับเงินเทียบกับตารางยอดขาย รวมบัญชีส่วนตัวที่ใช้รับเงินค่าสินค้าด้วย ถ้ามี
รายงานยอดขายจากแพลตฟอร์ม Shopee, Lazada, TikTok Shop ยอดขายเต็มก่อนหักค่าธรรมเนียมและส่วนลด ยอดที่แพลตฟอร์มโอนให้ต่ำกว่ายอดขายจริง ให้ใช้ยอดขายเต็ม
ใบเสร็จรับเงิน บิลเงินสด ใบส่งของ ใบสั่งซื้อ ที่ออกให้ลูกค้า หลักฐานยอดขายนอกแพลตฟอร์ม ถ้าเคยออกเอกสารที่มีคำว่า "ใบกำกับภาษี" ให้แยกไว้และปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อน (ดูหัวข้อ 9.7)
ใบกำกับภาษีซื้อ ที่ระบุชื่อและที่อยู่ของคุณเป็นผู้ซื้อ ภาษีซื้อที่อาจขอเครดิตได้ตามที่เจ้าพนักงานพิจารณา ภาษีซื้อไม่มีใบกำกับภาษีหรือใบกำกับภาษีไม่สมบูรณ์ในสาระสำคัญ นำมาหักไม่ได้ (มาตรา 82/5(1) และ (2))
สัญญาและเอกสารบริการ เช่น สัญญาจ้างโฆษณา สัญญาขายส่ง หลักฐานรายรับที่ไม่ผ่านแพลตฟอร์ม ตรวจให้ครบว่ารายรับใดอยู่ในกลุ่มที่ได้รับยกเว้น VAT ตามมาตรา 81
เอกสารเปิดกิจการ เช่น วันเริ่มขาย นับยอดเริ่มต้นกรณีเริ่มกิจการกลางปี พ.ร.ฎ. ฉบับที่ 432 ให้นับตั้งแต่วันเริ่มกิจการ

เคล็ดลับการจัดระเบียบ

  1. สร้างโฟลเดอร์รายเดือนตามเดือนภาษี เรียงจากเดือนที่ยอดเกินถึงเดือนที่จดทะเบียน
  2. ทำตารางสรุปหนึ่งหน้า ได้แก่ เดือน ยอดขาย ยอดตามรายงานแพลตฟอร์ม ยอดรับเงินเข้าบัญชี ส่วนต่างและคำอธิบาย
  3. แยกใบกำกับภาษีซื้อที่ใช้ได้ออกจากบิลเงินสดธรรมดา
  4. เก็บต้นฉบับและทำสำเนาดิจิทัลไว้ เพราะเจ้าหน้าที่อาจขอดูทั้งสองแบบ
  5. อย่าแก้ไขหรือทำเอกสารย้อนหลัง การทำเอกสารเท็จมีความเสี่ยงสูงกว่าการแจ้งตามจริง

8.3 กลุ่ม (ค): เอกสารหลังจดทะเบียนแล้ว

เมื่อได้เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน กรมสรรพากรสรุปหน้าที่ไว้ว่า เรียกเก็บภาษีจากผู้ซื้อ ออกใบกำกับภาษี จัดทำรายงาน ยื่นแบบ ตารางต่อไปนี้ไล่ตามเอกสารแต่ละชนิด

เอกสาร กฎหมาย สาระสำคัญ
ใบกำกับภาษีเต็มรูป มาตรา 86 และ 86/4 ต้องออกทุกครั้งที่ขายสินค้าหรือให้บริการ ในทันทีที่ความรับผิดเสียภาษีเกิดขึ้น มีคำว่า "ใบกำกับภาษี" ชื่อ ที่อยู่ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีของผู้ออก ชื่อที่อยู่ผู้ซื้อ เลขลำดับ รายการสินค้าหรือบริการและมูลค่า จำนวน VAT แยกจากมูลค่า และวันที่ออก
ใบกำกับภาษีอย่างย่อ มาตรา 86/6 ออกได้เฉพาะผู้ประกอบกิจการค้าปลีก (ตัวแทนออกไม่ได้) มีคำว่า "ใบกำกับภาษี" ชื่อหรือชื่อย่อและเลขประจำตัวผู้เสียภาษี เลขลำดับ รายการและมูลค่า ราคาที่ระบุชัดว่ารวม VAT แล้ว และวันที่ ถ้าไม่ใช่กิจการค้าปลีกต้องขออนุมัติตามมาตรา 86/7
ใบเพิ่มหนี้ มาตรา 86/9 ออกเมื่อมูลค่าสินค้าหรือบริการเพิ่มขึ้นหลังขายไปแล้ว ต้องมีเลขลำดับใบกำกับภาษีเดิม มูลค่าเดิมกับมูลค่าที่ถูกต้อง และเหตุผลสั้น ๆ
ใบลดหนี้ มาตรา 86/10 ออกเมื่อมูลค่าลดลงหลังขายไปแล้ว เช่น คืนสินค้าหรือลดราคา
ใบแทน มาตรา 86/12 ออกให้เมื่อผู้ซื้อแจ้งว่าใบกำกับภาษีหาย ถูกทำลาย หรือชำรุด ต้องระบุชัดว่าเป็นใบแทน
รายงานภาษีขาย รายงานภาษีซื้อ รายงานสินค้าและวัตถุดิบ มาตรา 87 จัดทำเป็นรายสถานประกอบการ ลงรายการภายในสามวันทำการนับแต่วันที่ได้มาหรือจำหน่ายสินค้าหรือบริการ (เว้นแต่อธิบดีกำหนดเป็นอย่างอื่น) รายงานสินค้าและวัตถุดิบเฉพาะผู้ที่ขายสินค้า
แบบแสดงรายการภาษี ภ.พ.30 มาตรา 83 ยื่นทุกเดือนภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป แม้ไม่มียอดขาย
ใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.20) มาตรา 85/4 ต้องแสดงไว้ในที่เปิดเผยที่เห็นได้ง่ายในสถานประกอบการ เป็นรายสถานประกอบการ ผู้ที่ไม่แสดงมีโทษปรับไม่เกิน 5,000 บาท (มาตรา 90/1(2))

ข้อควรรู้เพิ่มเติม

  • ผู้ออกใบกำกับภาษีที่ไม่ครบรายการสำคัญ ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ออกใบกำกับภาษีที่มีรายการในส่วนที่เป็นสาระสำคัญไม่ครบ ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท (มาตรา 90(12)) และผู้ซื้อที่ถือใบกำกับภาษีที่ไม่สมบูรณ์เอาไปขอเครดิตภาษีไม่ได้ (มาตรา 82/5(2))
  • ไม่ทำรายงาน ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ไม่จัดทำรายงานตามมาตรา 87 ต้องเสียเบี้ยปรับ 2 เท่าของภาษีที่คำนวณจากฐานที่ไม่ได้ลงรายงาน (มาตรา 89(10)) และมีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (มาตรา 90/3(3))
  • ระบบ POS และใบกำกับภาษีอย่างย่อ ถ้าเป็นร้านค้าปลีกที่จะใช้เครื่องบันทึกการเก็บเงิน มาตรา 86/6 กำหนดให้ยื่นคำขออนุมัติต่ออธิบดี ดูข้อกำหนดเพิ่มเติมที่ การเลือกระบบ POS สำหรับร้านอาหาร: เช็กให้ครบข้อกำหนดใบกำกับภาษี (ม.86/4) และตัวอย่างร้านค้าส่งค้าปลีกที่ บัญชีและภาษีร้านค้าส่ง-ค้าปลีก

8.4 เก็บเอกสารนานแค่ไหน

ประมวลรัษฎากร มาตรา 87/3 ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนเก็บและรักษารายงาน ใบกำกับภาษี สำเนาใบกำกับภาษี พร้อมเอกสารประกอบการลงรายงาน ณ สถานประกอบการเป็นเวลา ไม่น้อยกว่าห้าปี นับแต่วันที่ได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีหรือวันทำรายงาน แล้วแต่กรณี มีข้อยกเว้นและข้อเพิ่มเติมดังนี้

กรณี ระยะเวลา
ทั่วไป ไม่น้อยกว่า 5 ปีนับแต่วันที่ยื่นแบบหรือวันทำรายงาน
เลิกประกอบกิจการ เก็บต่อไปอีก 2 ปีนับแต่วันเลิก
อธิบดีเห็นสมควร กำหนดให้เก็บเกิน 5 ปีได้ แต่ไม่เกิน 7 ปี

ใบกำกับภาษีและเอกสารประกอบรายงานภาษีซื้อต้องจัดเก็บเรียงตามลำดับและตรงกับรายการในรายงาน ผู้ที่จงใจไม่เก็บหรือเก็บไม่ตรงตามหลักเกณฑ์มีโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท (มาตรา 90(16)) อ่านรายละเอียดเรื่องเอกสารบัญชีทั่วไปได้ที่ เอกสารอะไรบ้างที่ต้องเก็บไว้สำหรับทำบัญชี + ต้องเก็บกี่ปี และเมื่อเอกสารสูญหายที่ เอกสารบัญชีสูญหายหรือเสียหาย ต้องทำอย่างไร

เนื่องจากช่วงก่อนจดทะเบียน คุณยังไม่ใช่ผู้ประกอบการจดทะเบียน เอกสารช่วงนั้นไม่ได้อยู่ในตัวบทมาตรา 87/3 โดยตรง แต่เมื่อสรรพากรอาจประเมินย้อนหลังได้ถึง 10 ปีในกรณีที่ไม่เคยยื่นแบบ (มาตรา 88/6(1)(ค)) การเก็บเอกสารยอดขายและภาษีซื้อของช่วงดังกล่าวไว้ให้นานที่สุดเท่าที่ทำได้จึงเป็นการป้องกันตัวเองที่สมเหตุสมผล ข้อนี้เป็นข้อแนะนำเชิงปฏิบัติ ไม่ใช่ข้อบังคับตามกฎหมาย

9. การเตรียมตัวคุยกับเจ้าหน้าที่สรรพากร

การคุยกับเจ้าหน้าที่ไม่ใช่เรื่องน่ากลัวถ้าเตรียมตัวถูก เป้าหมายมีสามอย่าง คือ ให้ตัวเลขที่ตรวจสอบได้ แสดงว่าไม่มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษี และให้ความร่วมมือ เพราะข้อ 2 ของ ท.ป.81/2542 (ตามที่แก้ไขโดย ท.ป.369/2569) ผูกการงดหรือลดเบี้ยปรับกับสองเงื่อนไขนี้ ส่วนนี้แบ่งตามสถานการณ์จริงที่พบได้สามแบบ

สถานการณ์ ลักษณะ เส้นทางหลัก
1. ไปเองก่อนมีหนังสือ ยังไม่ได้รับจดหมายหรือหมายเรียกใด ๆ จด ภ.พ.01 ยื่นแบบและชำระเอง เบี้ยปรับ 2%–20% (หรืองดถ้าจดทันภายใน 30 วัน)
2. ได้รับหนังสือเชิญหรือหมายเรียก สรรพากรเริ่มตรวจสอบ ไปตามกำหนด นำเอกสารไปครบ ยื่นคำร้องขอลดเบี้ยปรับเป็นหนังสือก่อนมีหนังสือแจ้งการประเมิน
3. ได้รับหนังสือแจ้งการประเมิน สรรพากรประเมินภาษีแล้ว ตรวจตัวเลข ใช้สิทธิอุทธรณ์ภายใน 30 วัน และชำระภาษีตามกำหนดเว้นแต่ได้รับอนุมัติให้รอ

9.1 สถานการณ์ที่ 1: ไปเองก่อนได้รับหนังสือ

นี่คือเส้นทางที่ได้เปรียบที่สุดในแง่ต้นทุน เพราะ ท.ป.369/2569 ข้อ 3 ให้ถือว่าการยื่นแบบพร้อมชำระภาษีโดยไม่ได้รับคำเตือนหรือคำเรียกตรวจสอบไต่สวนเป็นหนังสือ เป็นคำร้องขอลดเบี้ยปรับอยู่แล้ว คุณไม่ต้องเขียนคำร้องแยก

ลำดับที่แนะนำ

  1. หาวันที่ยอดเกินให้ชัด และทำตารางยอดขายรายเดือนตามหัวข้อ 8.2
  2. คำนวณภาระ ด้วยเครื่องคำนวณในหัวข้อ 5 หรือให้ผู้ทำบัญชีคำนวณ
  3. ยื่น ภ.พ.01 (ถ้ายังไม่ได้จด) ตามหัวข้อ 8.1
  4. ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มและชำระภาษีพร้อมกัน สำหรับแต่ละเดือนภาษีย้อนหลัง การชำระต้องทำพร้อมการยื่นแบบ ตามข้อ 5/1 ที่ใช้คำว่า "ได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มและชำระภาษีมูลค่าเพิ่มพร้อมกับการยื่นแบบแสดงรายการนั้น"
  5. ถามเจ้าหน้าที่ว่าต้องใช้แบบใดและยื่นอย่างไรสำหรับเดือนก่อนจดทะเบียน เพราะ ท.ป.369/2569 ไม่ได้ระบุชื่อแบบ ผู้เขียนจึงไม่ระบุชื่อแบบในบทความนี้ ให้ยืนยันกับสำนักงานสรรพากรพื้นที่

9.2 สถานการณ์ที่ 2: ได้รับหนังสือเชิญพบหรือหมายเรียก

ก่อนอื่นให้อ่านว่าเอกสารนั้นอ้างมาตราใดและเรียกอะไร ตัวบทที่เกี่ยวข้องมีดังนี้

มาตรา สาระ ผลถ้าไม่ปฏิบัติ
มาตรา 88/4 เจ้าพนักงานประเมินออกหมายเรียกผู้มีหน้าที่เสียภาษี ผู้ทำการแทน หรือพยาน ให้นำบัญชี เอกสาร หรือหลักฐานอื่นมาตรวจสอบไต่สวน หรือสั่งให้พยานตอบคำถามเป็นหนังสือ โดยต้องให้เวลาล่วงหน้าไม่น้อยกว่า เจ็ดวัน นับแต่วันได้รับหมายเรียกหรือคำสั่ง ประเมินภาษีตามที่เห็นว่าถูกต้องได้ (มาตรา 88(3) และ 88/2(6)) และห้ามอุทธรณ์การประเมินในกรณีนี้ (มาตรา 88/5) และมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 5,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (มาตรา 90/2(7))
มาตรา 88/3 เจ้าพนักงานประเมินเข้าตรวจสถานประกอบการได้ระหว่างพระอาทิตย์ขึ้นถึงตก หรือเวลาทำการ ต้องแสดงบัตรประจำตัวพร้อมหนังสือหรือหลักฐาน มีอำนาจยึดเอกสารมาตรวจสอบได้ ขัดขวางหรือไม่อำนวยความสะดวก มีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (มาตรา 90/3(5))

หมายเหตุ ถ้าคุณคิดว่าอำนาจเรียกตรวจสอบ VAT อยู่ที่มาตรา 88/3 ให้ระวัง มาตรา 88/3 เป็นอำนาจเข้าตรวจสถานประกอบการและยึดเอกสาร ส่วนอำนาจออก หมายเรียก อยู่ที่มาตรา 88/4

เรื่อง "หนังสือเชิญพบ" ผู้เขียนไม่พบนิยามในตัวบทประมวลรัษฎากรที่ตรวจสอบว่าเป็นหมายเรียกตามมาตรา 88/4 หรือไม่ ให้ถามเจ้าหน้าที่หรืออ่านข้อความในหนังสือว่าอ้างมาตราใด และถ้ามีข้อสงสัยให้ถือว่าควรไปพบตามกำหนด เพราะการไม่ไปตามหมายเรียกมีผลเสียตามตารางข้างต้น

สิ่งที่ควรทำเมื่อได้รับหนังสือ

  1. อ่านวันที่นัดและมาตราที่อ้าง บันทึกวันที่ได้รับหนังสือ
  2. โทรหรือไปแจ้งความประสงค์ให้ความร่วมมือ ถ้าเอกสารไม่ครบภายในกำหนด ให้ขอเลื่อนเป็นหนังสือหรือผ่านเจ้าหน้าที่ที่ระบุไว้ในหนังสือ
  3. รวบรวมเอกสารตามหัวข้อ 8.2 และเตรียมตารางยอดขายรายเดือน
  4. ถ้ายังไม่ได้จดทะเบียน ให้จดและเตรียมยื่นแบบพร้อมชำระภาษีให้เร็วที่สุด
  5. ยื่นคำร้องขอลดเบี้ยปรับเป็นหนังสือ ก่อนได้รับหนังสือแจ้งการประเมิน เพราะ ท.ป.369/2569 ข้อ 3 กำหนดว่านอกจากกรณียื่นแบบพร้อมชำระภาษีโดยไม่ได้รับคำเตือนหรือคำเรียก คำร้องต้องยื่นก่อนเจ้าพนักงานมีหนังสือแจ้งการประเมิน

9.3 สถานการณ์ที่ 3: ได้รับหนังสือแจ้งการประเมิน

ประมวลรัษฎากร มาตรา 88/5 ให้เจ้าพนักงานประเมินที่ประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว แจ้งการประเมินเป็นหนังสือ ไปยังผู้มีหน้าที่เสียภาษี และผู้นั้นอุทธรณ์ได้ตามบทบัญญัติส่วน 2 หมวด 2 ลักษณะ 2 ของประมวลรัษฎากร เว้นแต่ถ้าถูกประเมินเพราะไม่ปฏิบัติตามหมายเรียกหรือไม่ตอบคำถาม (มาตรา 88(3)) ซึ่งห้ามอุทธรณ์

ข้อควรแก้ความเข้าใจ: บางคนเข้าใจว่ากำหนดอุทธรณ์ภาษีมูลค่าเพิ่มอยู่ที่มาตรา 88/6 จากตัวบทที่ตรวจสอบ มาตรา 88/6 เป็นกำหนดเวลาที่เจ้าพนักงานประเมินจะประเมินได้ (2 ปี 5 ปี หรือ 10 ปีตามกรณี) ไม่ใช่กำหนดเวลาอุทธรณ์ กำหนดอุทธรณ์อยู่ที่มาตรา 30 ดังตารางต่อไปนี้

ขั้นตอน กฎหมาย กำหนดเวลา
อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ มาตรา 30 (ใช้ตามมาตรา 88/5) 30 วัน นับแต่วันได้รับแจ้งการประเมิน
ใช้แบบอุทธรณ์ที่อธิบดีกำหนด มาตรา 28 ยื่นตามแบบที่กรมสรรพากรกำหนด
อุทธรณ์คำวินิจฉัยของคณะกรรมการต่อศาล มาตรา 30(2) 30 วัน นับแต่วันได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์
ชำระภาษีระหว่างอุทธรณ์ มาตรา 31 การอุทธรณ์ไม่ทำให้พ้นหน้าที่เสียภาษีภายในกำหนด ถ้าไม่ชำระถือเป็นภาษีค้าง เว้นแต่ได้รับอนุมัติจากอธิบดีให้รอผลอุทธรณ์
ห้ามอุทธรณ์ มาตรา 88/5 ถ้าถูกประเมินเพราะเหตุตามมาตรา 88(3) (ไม่ปฏิบัติตามหมายเรียกหรือไม่ตอบคำถาม)

คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามมาตรา 30(1) แยกตามที่ตั้งของเจ้าพนักงานประเมิน ในกรุงเทพมหานครประกอบด้วยอธิบดีหรือผู้แทน ผู้แทนกรมอัยการ และผู้แทนกรมมหาดไทย ส่วนจังหวัดอื่นเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดหรือผู้แทน สรรพากรเขตหรือผู้แทน และอัยการจังหวัดหรือผู้แทน

กำหนด 30 วันขยายได้ในกรณีที่ผู้เสียภาษีไม่อยู่ในประเทศหรือมีเหตุจำเป็น เมื่ออธิบดีเห็นสมควรตามมาตรา 3 อัฏฐ

ข้อปฏิบัติเมื่อได้รับหนังสือแจ้งการประเมิน

  1. บันทึกวันที่ได้รับ และนับ 30 วันทันที
  2. ตรวจว่าประเมินเดือนใด ฐานภาษีเท่าไร เบี้ยปรับกี่เปอร์เซ็นต์ เงินเพิ่มถึงวันใด และเทียบกับตารางยอดขายของคุณ
  3. ถ้าเห็นว่าตัวเลขผิด (เช่น นับยอดที่ได้รับยกเว้นเข้าไปด้วย หรือยังไม่ได้หักภาษีซื้อที่ถูกต้อง) ให้ทำคำอุทธรณ์ตามแบบพร้อมเอกสารสนับสนุนภายในกำหนด
  4. ถ้าต้องการขอลดเบี้ยปรับ หลังมีหนังสือแจ้งการประเมินแล้ว คำร้องตามข้อ 3 ของ ท.ป.81/2542 ไม่ใช่ช่องทางอีกต่อไป ต้องใช้ช่องทางอุทธรณ์ ตามที่ระบุไว้ในหัวข้อ 4
  5. ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญในวันที่ได้รับหนังสือ ไม่ใช่วันที่ใกล้ครบ 30 วัน

9.4 ขอลดเบี้ยปรับอย่างไร: เงื่อนไขและวิธีนำเสนอ

กรอบกฎหมายคือมาตรา 89 วรรคท้าย ที่ให้งดหรือลดเบี้ยปรับตามระเบียบที่อธิบดีกำหนด ซึ่งในกรณีไม่จดทะเบียนคือ ท.ป.81/2542 ข้อ 5/1 ที่เพิ่มโดย ท.ป.369/2569

เรื่อง สาระ ที่มา
เงื่อนไขทั่วไป ไม่มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีและให้ความร่วมมือในการตรวจสอบไต่สวนด้วยดี ข้อ 2 ของ ท.ป.81/2542
ใช้ช่องทางใด ยื่นแบบและชำระภาษีพร้อมกันโดยไม่ได้รับคำเตือนหรือคำเรียก ถือเป็นคำร้องในตัว กรณีอื่นยื่นคำร้องก่อนมีหนังสือแจ้งการประเมิน ข้อ 3
อัตราที่ได้ งด (จดภายใน 30 วัน) หรือ 2%, 5%, 10%, 20% ตามระยะเวลาที่ชำระ หรือ 40% ถ้าเจ้าพนักงานตรวจพบและบันทึกไว้ ข้อ 5/1
อำนาจพิจารณา ดุลพินิจของเจ้าพนักงาน การลดไม่ใช่สิทธิอัตโนมัติ ข้อ 2 และ 5/1
เงินเพิ่ม ไม่อยู่ในคำสั่งนี้ ต้องเสียเต็มจำนวน มาตรา 89/1

คำสั่งมอบอำนาจ ท.ป.370/2569 (สั่ง ณ วันที่ 2 กรกฎาคม 2569 ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ลงในคำสั่ง) มอบหมายให้สรรพากรพื้นที่ สรรพากรภาค และเจ้าหน้าที่ตามที่ระบุ เป็นผู้สั่งงดหรือลดเบี้ยปรับ ข้อ 4 ให้สรรพากรพื้นที่ สั่งงดเบี้ยปรับภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 89 โดยไม่จำกัดจำนวน ทั้งนี้เฉพาะกรณีที่ระบุไว้ ซึ่งมีข้อที่เกี่ยวกับผู้ไม่จดทะเบียนโดยตรงสองข้อ คือ

  • ไม่จดทะเบียนเพราะเข้าใจว่าเป็นกิจการที่ได้รับยกเว้น VAT และผู้ประกอบการเป็นบุคคลธรรมดา (ไม่รวมห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล)
  • ไม่จดทะเบียนเพราะไม่ทราบว่าเมื่อรายรับต่อปีเกินมูลค่าฐานภาษีของกิจการขนาดย่อมตามพระราชกฤษฎีกาที่ออกตามมาตรา 81/1 ต้องจดทะเบียน และผู้ประกอบการเป็นบุคคลธรรมดา (ไม่รวมห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคลเช่นกัน)

ควรเข้าใจว่าคำสั่งนี้เป็นการมอบอำนาจว่า ใครสั่งได้ และในกรณีใดสั่งงดได้ ไม่ได้ประกันว่าทุกคนที่ไม่รู้จะได้รับงดเบี้ยปรับ ผู้ประกอบการต้องแสดงเหตุผลและหลักฐานให้เจ้าหน้าที่พิจารณา และคำสั่งนี้ไม่ได้อธิบายว่าสัมพันธ์กับอัตรา 2%–20% และ 40% ของข้อ 5/1 อย่างไรในรายละเอียด ผู้เขียนจึงไม่ใช้ตัวเลขงดเบี้ยปรับในตัวอย่างคำนวณและแนะนำให้ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญว่ากรณีของคุณเข้าข้อใด ตัวอย่างในหัวข้อ 6 จึงยังใช้อัตรา 20% ตามเดิม

วิธีนำเสนอตารางยอดขายรายเดือนให้เจ้าหน้าที่

  1. หน้าแรกเป็นสรุปหนึ่งหน้า ประกอบด้วย เลขประจำตัวผู้เสียภาษี ชื่อกิจการ วันที่เริ่มขาย วันที่ยอดสะสมเกิน 1.8 ล้านบาท วันที่ยื่น ภ.พ.01 (หรือจะยื่น)
  2. ตารางรายเดือน คอลัมน์ได้แก่ เดือนภาษี ยอดขายรวม ยอดขายที่ต้องเสีย VAT ยอดที่ได้รับยกเว้น (ถ้ามี) ยอดตามรายงานแพลตฟอร์ม ยอดรับเงินเข้าบัญชี และหมายเหตุ ตัวอย่างหมายเหตุเช่น "ยอดขายเดือนนี้รวมค่าขนส่งที่เรียกเก็บจากลูกค้า"
  3. ตารางภาษี แสดง VAT ที่คำนวณ เบี้ยปรับตามข้อ 5/1 ที่ขอ และเงินเพิ่มถึงวันชำระ ให้ตัวเลขสอดคล้องกับแบบที่ยื่น
  4. เอกสารแนบ เรียงตามเดือน อ้างถึงตารางด้วยหมายเลข
  5. จุดที่ต่างกัน ถ้ามียอดบางเดือนที่ตัวเลขแพลตฟอร์มไม่ตรงกับยอดรับเงิน ให้อธิบายล่วงหน้า (เช่น คืนสินค้า ยกเลิกคำสั่งซื้อ ค่าธรรมเนียม)

ตัวอย่างข้อความในคำร้องขอลดเบี้ยปรับ (ตัวอย่างโครงสร้าง ปรับตามข้อเท็จจริงของคุณ)

  • ข้อเท็จจริง: ผู้ขายเป็นบุคคลธรรมดา ขายสินค้าออนไลน์ ยอดสะสมเกิน 1.8 ล้านบาทเมื่อวันที่ ... และจดทะเบียนเมื่อวันที่ ...
  • เหตุผล: ไม่ทราบหน้าที่จดทะเบียนตามมาตรา 85/1 (ถ้าเป็นความจริง) และไม่มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษี
  • หลักฐานความร่วมมือ: ยื่นแบบและชำระภาษีเองก่อนได้รับหนังสือจากสรรพากร แนบหลักฐานยอดขายครบทุกเดือน
  • ข้อเสนอ: ขอให้พิจารณางดหรือลดเบี้ยปรับตามมาตรา 89 วรรคท้ายและ ท.ป.81/2542 ข้อ 5/1 และข้อ 2

ข้อความต้องตรงกับความจริง ถ้าคุณรู้เรื่องเกณฑ์ 1.8 ล้านมาก่อนแล้วแต่ไม่ได้จด อย่าเขียนว่าไม่ทราบ

9.5 การผ่อนชำระและการขยายเวลา

ผู้เขียนตรวจสอบตัวบทที่เกี่ยวข้องและได้ข้อมูลดังนี้ ประมวลรัษฎากร มาตรา 3 อัฏฐ ให้อธิบดีขยายหรือเลื่อนกำหนดเวลาการยื่นแบบ การอุทธรณ์ หรือการเสียภาษีอากรออกไปได้ ถ้าผู้มีหน้าที่ไม่อยู่ในประเทศไทยหรือมีเหตุจำเป็นจนไม่สามารถปฏิบัติตามกำหนดได้ และมาตรา 89/1 วรรคสองกำหนดว่าถ้าอธิบดีอนุมัติให้ขยายเวลาเสียภาษีตามมาตรา 3 อัฏฐ และชำระภาษีภายในกำหนดที่ขยายให้ เงินเพิ่มจะลดเหลือ 0.75% ต่อเดือนหรือเศษของเดือน

ส่วนระเบียบหรือหลักเกณฑ์การผ่อนชำระภาษีเป็นงวด ผู้เขียนไม่พบบนเว็บไซต์กรมสรรพากรที่ตรวจสอบในรอบนี้ จึงไม่ยืนยันว่ามีหรือไม่ และเงื่อนไขอย่างไร ถ้าคุณมีปัญหาเรื่องเงินสดให้สอบถามเจ้าหน้าที่ที่ดูแลเรื่องของคุณตั้งแต่ต้น และ ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ ก่อนสัญญาว่าจะผ่อนกับเจ้าหน้าที่

9.6 การใช้ตัวแทนและหนังสือมอบอำนาจ

ประมวลรัษฎากร มาตรา 88/4 กล่าวถึง "ผู้ทำการแทน" ของผู้มีหน้าที่เสียภาษีที่สามารถถูกเรียกพบได้ แสดงว่ากฎหมายรับรู้การทำการแทน สำหรับการยื่นจดทะเบียน ภ.พ.01 กรมสรรพากรกำหนดว่ากรณีมอบอำนาจ ต้องมีหนังสือมอบอำนาจ (ปิดอากรแสตมป์) พร้อมบัตรประจำตัวประชาชนของผู้รับมอบอำนาจ และภาพถ่ายบัตรประจำตัวประชาชนของผู้มอบอำนาจ

ข้อควรปฏิบัติเมื่อให้ผู้อื่นไปพบเจ้าหน้าที่แทน

  • ทำหนังสือมอบอำนาจที่ระบุขอบเขตชัดเจน เช่น มอบอำนาจให้ยื่นแบบ ภ.พ.30 ชำระภาษี ยื่นคำร้องขอลดเบี้ยปรับ ให้ถ้อยคำ และรับเอกสาร
  • แนบสำเนาบัตรประชาชนของผู้มอบอำนาจและผู้รับมอบอำนาจ
  • ถ้ากรณีที่เจ้าหน้าที่ออกหมายเรียกให้ ตัวผู้เสียภาษีมาพบด้วยตนเอง ให้ตรวจข้อความในหมายเรียกว่าอนุญาตให้ผู้ทำการแทนมาแทนได้หรือไม่
  • ผู้เขียนไม่พบแบบหนังสือมอบอำนาจเฉพาะสำหรับการพบเจ้าหน้าที่ตรวจสอบภาษีบนเว็บไซต์กรมสรรพากรที่ตรวจสอบ ให้สอบถามสำนักงานที่นัดพบว่าต้องการรูปแบบใดและแสตมป์เท่าใด

9.7 สิ่งที่ไม่ควรทำ

ห้ามทำ เหตุผลตามกฎหมาย
ออกเอกสารที่เรียกว่า "ใบกำกับภาษี" ก่อนได้เลขทะเบียน หรือเรียกเก็บ "VAT" จากลูกค้าโดยยังไม่ได้จด มาตรา 86/13 ห้ามผู้ที่ไม่ใช่ผู้ประกอบการจดทะเบียนออกใบกำกับภาษี ผู้ออกต้องรับผิดตามจำนวนที่ปรากฏเสมือนเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน ประเมินตามจำนวนในเอกสารได้ (มาตรา 88/1) เบี้ยปรับ 2 เท่า (มาตรา 89(6)) และจำคุก 3 เดือนถึง 7 ปี ปรับ 2,000–200,000 บาท (มาตรา 90/4(3))
ปกปิดหรือลดยอดขาย เช่น ลบรายการหรือไม่ให้ดูบัญชีบางบัญชี เจ้าพนักงานประเมินตั้งฐานภาษีจากพฤติการณ์หรือสถิติการค้าได้ (มาตรา 88/2(4)) ประเมินได้เมื่อไม่ตอบคำถามหรือไม่ปฏิบัติตามหมายเรียก (มาตรา 88(3)) และการแจ้งไม่ตรงความจริงเสียโอกาสการลดเบี้ยปรับเพราะข้อ 2 ต้องไม่มีเจตนาหลีกเลี่ยงและให้ความร่วมมือ
แตกยอดขายไปหลายชื่อ เพื่อให้แต่ละชื่อต่ำกว่า 1.8 ล้าน ถ้าเป็นกิจการเดียวกันจริง เจ้าพนักงานกำหนดมูลค่าตามพฤติการณ์และหลักฐานได้ (มาตรา 88/2(4)) จึงมีความเสี่ยงสูงกว่าการจดตามปกติ
ไม่ไปตามนัด หรือไม่ตอบหนังสือ ประเมินได้ ห้ามอุทธรณ์ (มาตรา 88(3) และ 88/5) และมีโทษอาญา (มาตรา 90/2(7))
ใช้ใบกำกับภาษีซื้อปลอมหรือไม่รู้ที่มา เพื่อลด VAT ใบกำกับภาษีที่พิสูจน์ไม่ได้ว่าใครออก ถือเป็นใบกำกับภาษีปลอม เบี้ยปรับ 2 เท่าของจำนวนภาษีตามใบนั้น (มาตรา 89(7))

9.8 สคริปต์และประเด็นที่ควรพูดเมื่อพบเจ้าหน้าที่

ไม่ต้องท่องบทพูด เพียงเตรียมประเด็นให้ชัดและตรงข้อเท็จจริง ตัวอย่างโครงสร้าง

  1. แนะนำตัวและเรื่องที่มา "ผมขายสินค้าออนไลน์ในนามบุคคลธรรมดา วันนี้มาแจ้งว่ายอดขายปีนี้เกิน 1.8 ล้านบาทและยังไม่ได้จด VAT" (กรณีมาก่อนมีหนังสือ) หรือ "ผมได้รับหนังสือเลขที่ ... ลงวันที่ ... จึงมาตามนัด" (กรณีได้รับหนังสือ)
  2. ข้อเท็จจริงสำคัญ "ยอดสะสมเกินเมื่อประมาณวันที่ ... หลักฐานคือตารางที่นำมา ยอดขายรวมทุกช่องทางสำหรับแต่ละเดือนอยู่ที่ตารางนี้"
  3. ความตั้งใจ "ผมไม่ได้ตั้งใจหลีกเลี่ยงภาษี ที่ผ่านมา (อธิบายตามจริง เช่น เข้าใจว่ายอดนับเฉพาะกำไร หรือไม่ทราบเกณฑ์) และผมพร้อมยื่นแบบและชำระภาษีย้อนหลังทั้งหมดทันที"
  4. สิ่งที่ขอ "ผมขอจดทะเบียน ยื่นแบบและชำระภาษีของเดือนย้อนหลัง และขอให้พิจารณางดหรือลดเบี้ยปรับตาม ท.ป.81/2542 ข้อ 5/1"
  5. ถามกลับ "ต้องใช้แบบใดสำหรับเดือนก่อนจด" "เงินเพิ่มจะคำนวณถึงวันที่เท่าไร" "ถ้ามีเอกสารเพิ่มต้องส่งภายในกี่วัน และส่งได้ช่องทางใด"
  6. ขอสำเนาบันทึกถ้อยคำและเอกสารที่รับเรื่องไว้ เพื่อเก็บเป็นหลักฐานว่ายื่นเมื่อใด
  7. หลังพบ บันทึกชื่อเจ้าหน้าที่ วันที่ และสิ่งที่ตกลง และส่งเอกสารเพิ่มตามกำหนด

ข้อที่ควรหลีกเลี่ยงในการสนทนา คือ การโยนความผิดให้บุคคลอื่นโดยไม่มีหลักฐาน การกล่าวอ้างข้อกฎหมายที่ไม่แน่ใจ และการสัญญาตัวเลขที่ยังไม่ได้คำนวณ ถ้าเจ้าหน้าที่ถามเรื่องที่คุณไม่แน่ใจ ให้ตอบว่าขอตรวจสอบเอกสารก่อนและส่งภายหลัง แทนการเดา

10. รายได้ใกล้หรือเกิน 1.8 ล้าน ควรคิดเรื่องอะไรต่อ

  • ภาษีเงินได้ยังต้องยื่นตามปกติ การจด VAT ไม่เปลี่ยนวิธีเสียภาษีเงินได้ บุคคลธรรมดายังยื่น ภ.ง.ด.94 และ ภ.ง.ด.90 ดูรายละเอียดที่ ผู้มีเงินได้บุคคลธรรมดา ใครต้องยื่นภาษี และยื่นแบบอะไร
  • ทบทวนรูปแบบกิจการ ยอดขายระดับหลายล้านบาท อาจถึงจุดที่การดำเนินงานในรูปบริษัทคุ้มกว่า ลองเปรียบเทียบด้วย เครื่องคำนวณภาษี บุคคลธรรมดา vs บริษัท แต่การตั้งบริษัทใหม่ไม่ได้ล้างภาระ VAT ที่ค้างอยู่ในนามบุคคลธรรมดา
  • ขายผ่านแพลตฟอร์ม ยอดที่แพลตฟอร์มโอนให้หลังหักค่าธรรมเนียม ไม่ใช่ยอดขาย ให้นับจากยอดขายเต็ม ดู ภาษีขายของออนไลน์ 2569
  • อย่าแตกยอดหลายชื่อเพื่อเลี่ยงเกณฑ์ ถ้าเป็นกิจการเดียวกันจริง เจ้าพนักงานมีอำนาจกำหนดมูลค่าตามพฤติการณ์และหลักฐาน (มาตรา 88/2(4)) และความเสี่ยงสูงกว่าการจดตามปกติ

ยอดเกิน 1.8 ล้านแล้ว ควรจดบริษัทด้วยไหม?

หน้าที่จด VAT เหมือนกันทั้งบุคคลธรรมดาและบริษัท แต่ยอดขายระดับนี้มักเป็นจุดที่ควรเทียบภาษีสองรูปแบบ หน้า จดบริษัทดีไหม? มีเครื่องคำนวณที่รวมเงินเดือนกรรมการและเงินปันผล พร้อมคู่มือสิ่งที่ต้องรู้ก่อนเป็นบริษัท หน้าที่ประจำปี และคำนิยามที่ใช้บ่อย

ไปที่หน้า จดบริษัทดีไหม?

คำถามที่พบบ่อย

1. รายได้เกิน 1.8 ล้าน คิดจากยอดขายหรือกำไร

คิดจากยอดขายหรือรายรับก่อนหักต้นทุนและค่าใช้จ่าย กฎหมายใช้คำว่า "มูลค่าของฐานภาษี" ซึ่งคือมูลค่าสินค้าหรือบริการที่ขาย ร้านที่ขายได้ 2 ล้านแต่กำไร 2 แสนก็ต้องจดทะเบียน (ประมวลรัษฎากร มาตรา 81/1 และ 85/1)

2. ยอดเกินเดือนพฤศจิกายน ขึ้นปีใหม่ค่อยจดได้ไหม

ไม่ได้ ต้องยื่น ภ.พ.01 ภายใน 30 วันนับแต่วันที่ยอดเกิน การขึ้นปีใหม่ไม่ได้ล้างหน้าที่ เพราะความรับผิดเกิดตั้งแต่วันที่ยอดเกินแล้ว (มาตรา 85/1(1)(ก) และข้อหารือ กค 0811/พ./7513)

3. จดทันภายใน 30 วัน ยังต้องจ่ายอะไรย้อนหลังไหม

ต้องเสีย VAT ของยอดขายตั้งแต่วันที่ยอดเกินจนถึงวันจดทะเบียน แต่ถ้ายื่นแบบพร้อมชำระภาษี เบี้ยปรับจะถูกงดตามคำสั่ง ท.ป.81/2542 ข้อ 5/1(1) ที่เพิ่มโดย ท.ป.369/2569 ถ้าชำระหลังวันครบกำหนดยื่นแบบของเดือนนั้น ยังมีเงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือน

4. ไม่จด VAT โดนค่าปรับเท่าไร

ภาระหลักคือ VAT ย้อนหลังทุกเดือน เบี้ยปรับ 2 เท่าของภาษีหรือ 1,000 บาทต่อเดือน (มาตรา 89(1)) เงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือนไม่เกินจำนวนภาษี (มาตรา 89/1) และโทษอาญาจำคุกไม่เกิน 1 เดือนหรือปรับไม่เกิน 5,000 บาท (มาตรา 90/2(2)) ถ้ายื่นแบบชำระเองก่อนถูกตรวจพบ เบี้ยปรับลดเหลือ 2%–20%

5. ปีนี้ยอดขายลดลงไม่ถึง 1.8 ล้าน ยังต้องจ่ายย้อนหลังไหม

ต้องจ่าย ถ้ายอดเคยเกินในปีก่อนและคุณไม่ได้จดทะเบียน ในข้อหารือ กค 0702/7643 ผู้ประกอบการมีรายรับปี 2554 ไม่ถึงเกณฑ์ แต่เคยเกินตั้งแต่ปี 2552 กรมฯ ยังถือว่าทั้งช่วงเป็นการประกอบกิจการโดยไม่จดทะเบียน

6. เดือนที่ไม่มียอดขายเลย ต้องเสียเบี้ยปรับไหม

ต้องเสีย 1,000 บาทต่อเดือนภาษีตามมาตรา 89(1) เพราะยังประกอบกิจการโดยไม่จดทะเบียน ข้อหารือ กค 0702/7643 วินิจฉัยเรื่องนี้ไว้ชัด เบี้ยปรับนี้ลดได้ตามข้อ 5/1 เช่นเดียวกับเดือนที่มียอดขาย

7. ยื่นเองก่อน หรือรอสรรพากรเรียก แบบไหนดีกว่า

ยื่นเองก่อนดีกว่าแทบทุกกรณี ยื่นและชำระเองโดยไม่ได้รับคำเตือนเสียเบี้ยปรับ 2%–20% ถ้าเจ้าพนักงานตรวจพบและบันทึกความผิดแล้วเสีย 40% และเงินเพิ่มยังเดินทุกเดือนที่ยังไม่ชำระ ควรรวบรวมยอดขายและเอกสารซื้อให้ครบก่อนเข้าพบเจ้าหน้าที่

8. เอกสารที่ต้องใช้จดทะเบียน VAT มีอะไรบ้าง

บุคคลธรรมดาต้องเตรียมคำขอ ภ.พ.01 จำนวน 3 ฉบับ หลักฐานที่ตั้งสถานประกอบการ (สัญญาเช่าหรือหนังสือยินยอมให้ใช้สถานที่) แผนที่พร้อมภาพถ่ายสถานประกอบการ และหนังสือมอบอำนาจพร้อมบัตรประชาชนถ้าให้ผู้อื่นยื่นแทน นิติบุคคลเพิ่มหลักฐานที่แสดงฐานะนิติบุคคล ต้องพร้อมแสดงเอกสารตัวจริงด้วย ยื่นได้ทางอินเทอร์เน็ตที่ www.rd.go.th หรือที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่ (ดูตารางในหัวข้อ 8.1)

9. เบี้ยปรับ เงินเพิ่ม และ VAT ย้อนหลังที่จ่าย หักเป็นรายจ่ายภาษีเงินได้ได้ไหม

เบี้ยปรับ เงินเพิ่ม และค่าปรับอาญาหักเป็นรายจ่ายไม่ได้ สำหรับบริษัทเป็นรายจ่ายต้องห้ามตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี (6) และบุคคลธรรมดาที่หักตามจริงต้องนำมาตรา 65 ตรี มาใช้โดยอนุโลมตามพ.ร.ฎ. ฉบับที่ 11 มาตรา 8 ทวิ ส่วนผู้ที่หักเหมาไม่มีรายการให้หักเพิ่มอยู่แล้ว ตัว VAT ย้อนหลังมีประเด็นเรื่องมาตรา 65 ตรี (6 ทวิ) ที่เขียนไว้สำหรับผู้ประกอบการจดทะเบียน จึงควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนบันทึกเป็นรายจ่าย (ดูหัวข้อ 7.2)

10. ได้รับหนังสือจากสรรพากรแล้วต้องทำอย่างไร ต้องไปพบหรือไม่

ควรไปพบตามกำหนดและเตรียมเอกสารยอดขายให้ครบ เพราะถ้าได้รับหมายเรียกตามมาตรา 88/4 ซึ่งต้องให้เวลาไม่น้อยกว่า 7 วัน การไม่ปฏิบัติตามอาจถูกประเมินโดยห้ามอุทธรณ์ (มาตรา 88(3), 88/5) และมีโทษอาญาตามมาตรา 90/2(7) ถ้าเป็นหนังสือแจ้งการประเมิน กำหนดอุทธรณ์คือ 30 วันนับแต่วันได้รับแจ้ง (มาตรา 30 ตามที่มาตรา 88/5 ใช้) ให้บันทึกวันที่ได้รับและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญทันที (ดูหัวข้อ 9)

สรุปทั้งหมดในหน้าเดียว: กลับไปที่หน้า ยอดเกิน 1.8 ล้าน ต้องทำยังไง เพื่อดูภาระที่ต้องจ่าย ตัวอย่างตัวเลข และใช้เครื่องคำนวณกับยอดขายจริงของคุณ

ให้ Tawan Consultant ช่วยดูแลเรื่องนี้

ทีมบัญชีของ ตะวัน คอนซัลแทนท์ (Tawan Consultant) ช่วยไล่ยอดขายหาวันที่ยอดเกิน 1.8 ล้าน ยื่น ภ.พ.01 คำนวณและยื่นแบบภาษีมูลค่าเพิ่มย้อนหลังพร้อมขอลดเบี้ยปรับ และวางระบบใบกำกับภาษี รายงานภาษี และ ภ.พ.30 รายเดือนหลังจดทะเบียน

  • โทร: 096-692-2528
  • LINE: @962iwlqe
  • ที่อยู่: 34 ซอยเพชรเกษม 28 แยก 16 แขวงภาษีเจริญ เขตภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร 10160
  • เวลาทำการ: จันทร์–ศุกร์ 8:30–17:30
  • เว็บไซต์: www.tawanconsultant.com

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไปเพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายหรือภาษีสำหรับกรณีเฉพาะ กฎหมายและแนวปฏิบัติอาจเปลี่ยนแปลง ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจ

แหล่งอ้างอิง

  1. ประมวลรัษฎากร มาตรา 77–79/7 และ 80–82/18 (มาตรา 81 กิจการที่ได้รับยกเว้น มาตรา 81/1 กิจการขนาดย่อม มาตรา 82/3 ภาษีขายหักภาษีซื้อ มาตรา 82/4 การเรียกเก็บภาษี มาตรา 82/5 ภาษีซื้อต้องห้าม) กรมสรรพากร https://www.rd.go.th/5206.html
  2. พระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการกำหนดมูลค่าของฐานภาษีของกิจการขนาดย่อม (ฉบับที่ 432) พ.ศ. 2548 มาตรา 4 (เกณฑ์ 1,800,000 บาท) และมาตรา 5 (ความหมายของ "ปี") https://www.rd.go.th/22646.html
  3. ประมวลรัษฎากร มาตรา 83–84 (มาตรา 83 การยื่นแบบรายเดือนภาษี) กรมสรรพากร https://www.rd.go.th/5207.html
  4. ประมวลรัษฎากร มาตรา 85–86/14 (มาตรา 85/1 กำหนดเวลายื่นคำขอจดทะเบียน มาตรา 85/4 การแสดงใบทะเบียน มาตรา 86, 86/4, 86/6, 86/9, 86/10, 86/12 ใบกำกับภาษี ใบเพิ่มหนี้ ใบลดหนี้ ใบแทน มาตรา 86/13 ห้ามผู้ไม่มีสิทธิออกใบกำกับภาษี) กรมสรรพากร https://www.rd.go.th/5208.html
  5. ประมวลรัษฎากร มาตรา 87–90/5 (มาตรา 87, 87/3 รายงานภาษีและการเก็บรักษา มาตรา 88(3), 88(6), 88/1, 88/2 อำนาจประเมิน มาตรา 88/3 การเข้าตรวจ มาตรา 88/4 หมายเรียก มาตรา 88/5 การแจ้งประเมินและอุทธรณ์ มาตรา 88/6 กำหนดเวลาประเมิน มาตรา 89(1), 89(6) เบี้ยปรับ มาตรา 89/1 เงินเพิ่ม มาตรา 89/2 เบี้ยปรับและเงินเพิ่มถือเป็นภาษี มาตรา 90, 90/1, 90/2, 90/3, 90/4 โทษอาญา) กรมสรรพากร https://www.rd.go.th/5209.html
  6. คำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.369/2569 เรื่อง หลักเกณฑ์การงดหรือลดเบี้ยปรับหรือเงินเพิ่มภาษีเงินได้ ภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีธุรกิจเฉพาะ (แก้ข้อ 2, 3, 5 และเพิ่มข้อ 5/1 ของ ท.ป.81/2542) https://www.rd.go.th/fileadmin/user_upload/kormor/newlaw/tp369A.pdf
  7. คำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.81/2542 เรื่อง หลักเกณฑ์การงดหรือลดเบี้ยปรับหรือเงินเพิ่มภาษีเงินได้ ภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีธุรกิจเฉพาะ https://www.rd.go.th/3361.html
  8. ข้อหารือ กค 0811/พ./7513 ลงวันที่ 30 กรกฎาคม 2544 เรื่อง ภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีผู้ยื่นแบบแสดงรายการมิได้เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม https://www.rd.go.th/25364.html
  9. ข้อหารือ กค 0702/7643 ลงวันที่ 14 ตุลาคม 2557 เรื่อง ภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม https://www.rd.go.th/54144.html
  10. ประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี (6) และ (6 ทวิ) (รายจ่ายต้องห้ามในการคำนวณกำไรสุทธิ: เบี้ยปรับ เงินเพิ่ม ค่าปรับอาญา และภาษีมูลค่าเพิ่ม) กรมสรรพากร https://www.rd.go.th/5939.html
  11. พระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 11) พ.ศ. 2502 มาตรา 8 และมาตรา 8 ทวิ (การหักค่าใช้จ่ายเงินได้ตามมาตรา 40(8)) กรมสรรพากร https://www.rd.go.th/2375.html
  12. ประมวลรัษฎากร มาตรา 38–64 (มาตรา 46 ค่าใช้จ่ายเงินได้ 40(8) มาตรา 50 การหักภาษี ณ ที่จ่าย มาตรา 50 ทวิ หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย) กรมสรรพากร https://www.rd.go.th/5937.html
  13. ประมวลรัษฎากร มาตรา 28–37 (มาตรา 28 แบบอุทธรณ์ มาตรา 30 การอุทธรณ์การประเมินและกำหนด 30 วัน มาตรา 31 การชำระภาษีระหว่างอุทธรณ์ มาตรา 33 ห้ามอุทธรณ์) กรมสรรพากร https://www.rd.go.th/5942.html
  14. ประมวลรัษฎากร มาตรา 1–4 (มาตรา 3 ทวิ การเปรียบเทียบปรับความผิดอาญา มาตรา 3 อัฏฐ การขยายกำหนดเวลา) กรมสรรพากร https://www.rd.go.th/5951.html
  15. คำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.370/2569 เรื่อง มอบหมายให้สั่งและดำเนินการเกี่ยวกับการพิจารณางดหรือลดเบี้ยปรับภาษีเงินได้ ภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีธุรกิจเฉพาะ บางกรณี (ข้อ 2–4 สั่ง ณ วันที่ 2 กรกฎาคม 2569) https://www.rd.go.th/fileadmin/user_upload/kormor/newlaw/tp370A.pdf
  16. วิธีการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ช่องทางอินเทอร์เน็ตและกระดาษ) กรมสรรพากร https://www.rd.go.th/7058.html
  17. เอกสารที่ใช้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.01 และ ภ.พ.01.1) กรมสรรพากร https://www.rd.go.th/fileadmin/tax_pdf/vat/VAT05_021068.pdf
  18. สถานที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม กรมสรรพากร https://www.rd.go.th/fileadmin/user_upload/vat/VAT04.pdf

บทความล่าสุด

ทีมงานมืออาชีพด้านบัญชีและภาษี
ด้วยประสบการณ์กว่า 10 ปีของเรา

ยินดีให้บริการ

บริการของเรา

ให้คำปรึกษาด้านการทำบัญชีและภาษีเฉพาะกิจการ

ที่ปรึกษาเฉพาะคุณ

"ข้อมูลบัญชีบอกผลการดำเนินงาน”

เราวิเคราะห์ตัวเลขที่เกิดขึ้น ให้คุณมีข้อมูลตัดสินใจในอนาคต ในทุกเรื่องของธุรกิจ ให้ธุรกิจเติบโต

HOW WE'RE DIFFERENT

TAWAN CONSULTANT

ผู้จัดทำบัญชีและผู้ตวจสอบบัญชีมืออาชีพที่มีประสบการณ์ในการทำงานมามากกว่า 10 ปี

ทีมงานสำนักงานบัญชีกำลังให้คำปรึกษาลูกค้าเพื่อวางแผนภาษีอย่างถูกกฎหมาย
5+

ผู้เชี่ยวชาญ

51+

ลูกค้าของเรา

1+

บริษัทในเครือเรา

ABOUT US

เราคือโอกาสให้คุณมีเวลากลับไปทำในสิ่งที่ธุรกิจคุณถนัดที่สุด ตัดสินใจได้ดีขึ้น และเติบโตอย่างมั่นคง

เราเป็นที่ปรึกษาทางธุรกิจที่มุ่งมั่นให้บริการธุรกิจ SME ทั่วประเทศ เราดูแลด้านบัญชีเพื่อลดภาระการจัดการตัวเลขของคุณ ในขณะที่คุณสามารถโฟกัสกับการสร้างการเติบโตให้ธุรกิจ บริการของเรายืดหยุ่นเพื่อให้สอดคล้องกับประเภทและขนาดธุรกิจของคุณ