ร้านโชห่วย มินิมาร์ท ร้านวัสดุก่อสร้าง หรือร้านขายส่งที่ซื้อสินค้ามาขายต่อโดยไม่ได้ผลิตเอง ถ้าเจ้าของเป็นบุคคลธรรมดา รายได้จากการขายคือ เงินได้ตามมาตรา 40(8) หักค่าใช้จ่ายได้ 2 ทาง คือ หักเหมา 60% หรือ หักตามจริงพร้อมหลักฐาน และเมื่อยอดขายสินค้าที่ต้องเสีย VAT เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มภายใน 30 วัน
ร้านค้าส่ง-ค้าปลีกมีจุดที่ต่างจากธุรกิจบริการตรงที่ กำไรต่อชิ้นต่ำแต่ยอดขายสูง มีสต็อกสินค้าจำนวนมาก ขายเงินเชื่อให้ลูกค้าประจำ และได้ส่วนลดหรือเงินสนับสนุนจากซัพพลายเออร์ ทั้งหมดนี้มีผลต่อภาษีเงินได้และ VAT ถ้าไม่วางระบบตั้งแต่ต้น บทความนี้สรุปตามประมวลรัษฎากร พระราชกฤษฎีกา และประกาศ/คำสั่งกรมสรรพากร (ดูแหล่งอ้างอิงท้ายบทความ)
สรุปสั้นที่สุด: บุคคลธรรมดาซื้อมาขายไป = เงินได้ 40(8) หักเหมา 60% หรือหักตามจริง (ร้านที่กำไรขั้นต้นต่ำ หักตามจริงมักเสียภาษีน้อยกว่า ถ้ามีหลักฐานครบ) · ยอดขายสินค้าที่ต้องเสีย VAT เกิน 1.8 ล้านบาท ต่อปีปฏิทิน ต้องจด VAT ภายใน 30 วัน · ใบกำกับภาษีอย่างย่อออกได้เฉพาะร้านที่จด VAT และขายปลีกให้ผู้บริโภค ลูกค้าที่ขอใบเต็มรูปต้องออกให้ · จด VAT แล้วต้องทำ รายงานภาษีขาย ภาษีซื้อ และรายงานสินค้าและวัตถุดิบ ลงรายการภายใน 3 วันทำการ สินค้าขาดจากรายงานถือเป็นการขาย · ส่วนลดตามเป้าที่ได้ภายหลัง ไม่ใช่เหตุออกใบลดหนี้ทาง VAT และเงินส่งเสริมการขายจากซัพพลายเออร์ที่เป็นนิติบุคคลถูกหัก ณ ที่จ่าย 3%
1. รายได้ร้านซื้อมาขายไป เป็นเงินได้ประเภทไหน หักค่าใช้จ่ายอย่างไร
1.1 เงินได้ 40(8) และอัตราเหมา 60%
ประมวลรัษฎากรมาตรา 40(8) คือเงินได้จากการธุรกิจ การพาณิชย์ และเงินได้อื่นที่ไม่เข้าประเภท 40(1) ถึง 40(7) การขายสินค้าที่ซื้อมาจึงอยู่ในกลุ่มนี้
พระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 11) พ.ศ. 2502 มาตรา 8 (25) ให้หักค่าใช้จ่ายเหมาสำหรับ "การขายของนอกจากที่ระบุไว้ในข้ออื่นซึ่งผู้ขายมิได้เป็นผู้ผลิต ร้อยละ 60" ส่วนท้ายของมาตรา 8 ยังให้สิทธิเลือก หักตามจริง ได้ ถ้าแสดงหลักฐานพิสูจน์ได้ว่ามีค่าใช้จ่ายมากกว่าอัตราเหมา โดยให้ใช้หลักเกณฑ์รายจ่ายตามมาตรา 65 ทวิ และ 65 ตรี (หลักเดียวกับบริษัท) โดยอนุโลม แต่ถ้าหลักฐานที่นำมาพิสูจน์แสดงว่ามีรายจ่ายที่หักได้ตามกฎหมายน้อยกว่าอัตราเหมา ก็ให้ถือว่ามีค่าใช้จ่ายเพียงเท่าหลักฐานที่พิสูจน์ได้ ไม่ใช่ 60%
| วิธีหักค่าใช้จ่าย | ต้องมีหลักฐานไหม | เหมาะกับ |
|---|---|---|
| เหมา 60% ของยอดขาย | ไม่ต้องแสดงหลักฐานค่าใช้จ่าย (แต่ยังต้องมีหลักฐานรายรับ) | ร้านที่กำไรขั้นต้นสูงกว่า 40% หรือเอกสารต้นทุนไม่ครบ |
| ตามจริง (ต้นทุนขาย + ค่าใช้จ่ายดำเนินงาน) | ต้องมีใบกำกับภาษี ใบเสร็จ บิลซื้อ และตัวเลขสต็อก | ร้านที่กำไรขั้นต้นต่ำ เช่น ร้านขายส่ง มินิมาร์ท ร้านวัสดุก่อสร้าง |
ข้อสังเกตสำคัญสำหรับร้านค้า: อัตราเหมา 60% สมมติว่ากำไรก่อนหักลดหย่อนเท่ากับ 40% ของยอดขาย แต่ร้านค้าส่งและมินิมาร์ทจำนวนมากมีกำไรขั้นต้นเพียง 10–25% ถ้าใช้วิธีเหมา จะเสียภาษีจากกำไรที่สูงกว่าความจริงมาก การหักตามจริงจึงคุ้มกว่า แต่ต้องพิสูจน์ได้ด้วยเอกสารซื้อและยอดสต็อก ซึ่งเป็นเหตุผลหลักที่ร้านค้าต้องทำบัญชีจริงจัง
1.2 ต้นทุนขายคำนวณจากสต็อก ไม่ใช่ยอดซื้อ
ถ้าหักตามจริง ค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่คือ ต้นทุนขาย ซึ่งคำนวณจาก
สินค้าคงเหลือต้นปี + ซื้อระหว่างปี − สินค้าคงเหลือปลายปี = ต้นทุนขาย
ยอดซื้อทั้งปีจึงหักได้ไม่ทั้งหมด ส่วนที่ยังอยู่บนชั้นวาง ณ สิ้นปีต้องยกไปเป็นต้นทุนของปีถัดไป สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล มาตรา 65 ทวิ (6) กำหนดให้ตีราคาสินค้าคงเหลือ ณ วันสุดท้ายของรอบบัญชี ตามราคาทุนหรือราคาตลาดแล้วแต่อย่างใดจะน้อยกว่า และเมื่อเลือกวิธีคำนวณราคาทุนแล้ว ต้องใช้วิธีนั้นตลอดไป เว้นแต่ได้รับอนุมัติจากอธิบดี บุคคลธรรมดาที่หักตามจริงใช้หลักเดียวกันโดยอนุโลมตามที่กล่าวข้างต้น
1.3 ยื่นแบบเมื่อไร
| แบบ | เงินได้ที่ต้องแสดง | กำหนดเวลา |
|---|---|---|
| ภ.ง.ด.94 (ครึ่งปี) | เงินได้ 40(5) ถึง 40(8) ที่ได้รับเดือนมกราคม–มิถุนายน หักลดหย่อนได้กึ่งหนึ่ง | ภายในเดือนกันยายนของปีภาษีนั้น (มาตรา 56 ทวิ) |
| ภ.ง.ด.90 (ทั้งปี) | เงินได้ทุกประเภททั้งปี | ภายในเดือนมีนาคมของปีถัดไป (มาตรา 56) |
ภาษีที่ชำระตอน ภ.ง.ด.94 นำไปเครดิตตอนยื่น ภ.ง.ด.90 ได้ ผู้ที่ไม่แน่ใจว่าตนต้องยื่นแบบใดบ้าง อ่านเพิ่มเติมได้ที่ ใครบ้างต้องยื่นภาษี และยื่นแบบอะไร (ภ.ง.ด.90/91/94)
1.4 ภาษีขั้นต่ำ 0.5% ของยอดขาย
มาตรา 48(2) กำหนดว่าผู้มีเงินได้ที่ไม่ใช่เงินเดือน 40(1) ต้องเสียภาษี ไม่น้อยกว่า 0.5% ของเงินได้พึงประเมิน และพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 480) พ.ศ. 2552 ยกเว้นภาษีตามวิธีนี้ถ้าคำนวณได้ไม่เกิน 5,000 บาท ผลในทางปฏิบัติคือ ร้านที่ยอดขายเกิน 1 ล้านบาทต่อปีต้องเทียบภาษี 2 วิธี แล้วเสียตามวิธีที่ได้ยอดสูงกว่า จุดนี้สำคัญกับร้านค้าเพราะ ยอดขายสูงแต่กำไรต่ำ ภาษีขั้นต่ำ 0.5% จึงอาจสูงกว่าภาษีที่คำนวณจากกำไรจริง (ดูตัวอย่างในข้อ 7)
2. เกณฑ์จด VAT 1.8 ล้านบาท: อะไรบ้างที่นับรวม
2.1 หลักกฎหมาย
มาตรา 81/1 ยกเว้น VAT ให้ "กิจการขนาดย่อม" ที่มีมูลค่าของฐานภาษีไม่เกินจำนวนที่พระราชกฤษฎีกากำหนด และพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 432) พ.ศ. 2548 มาตรา 4 กำหนดไว้ที่ ไม่เกิน 1,800,000 บาทต่อปี โดยมาตรา 5 ให้นับ "ปี" ดังนี้
- บุคคลธรรมดาหรือคณะบุคคล นับตามปีปฏิทิน (ถ้าเริ่มกิจการกลางปี นับจากวันเริ่มกิจการถึงสิ้นปี)
- นิติบุคคล นับตามรอบระยะเวลาบัญชี
เมื่อมูลค่าของฐานภาษีเกินเกณฑ์ ต้องยื่นคำขอจดทะเบียนภายใน 30 วันนับแต่วันที่เกิน (มาตรา 85/1 (1))
2.2 นับอะไร ไม่นับอะไร
"มูลค่าของฐานภาษี" ตามมาตรา 79 คือมูลค่าทั้งหมดที่ได้รับ หรือพึงได้รับ จากการขายสินค้า ดังนั้น
| รายการ | นับรวมเกณฑ์ 1.8 ล้านไหม | หมายเหตุ |
|---|---|---|
| ยอดขายหน้าร้าน ขายส่ง ขายออนไลน์ ของกิจการเดียวกัน | นับ | นับยอดขาย ไม่ใช่กำไร |
| ขายเงินเชื่อที่ยังไม่ได้รับเงิน | นับ | เป็นมูลค่าที่ "พึงได้รับ" |
| ส่วนลดที่ลดให้ลูกค้าขณะขายและแสดงในเอกสาร | ไม่นับส่วนที่ลด | มาตรา 79 (1) |
| สินค้าที่ได้รับยกเว้น VAT ตามมาตรา 81(1) เช่น พืชผลทางการเกษตรสด ข้าวสาร สัตว์ เนื้อสัตว์สด ไข่ | โดยทั่วไปไม่นับ | มาตรา 81/1 ใช้กับกิจการที่ "อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม" และกรมสรรพากรอธิบายเกณฑ์ 1.8 ล้านบาทว่าใช้กับรายรับจากสินค้าหรือบริการที่ไม่ได้รับยกเว้น (แหล่งอ้างอิงข้อ 24) แต่ยังไม่พบข้อหารือเฉพาะร้านที่ขายสินค้าปนกัน จึงต้องดูว่าสินค้าแต่ละรายการเข้าข้อยกเว้นจริงหรือไม่ เช่น อาหารบรรจุหีบห่อแบบอุตสาหกรรมไม่ได้รับยกเว้น |
| เงินส่งเสริมการขายที่ได้จากซัพพลายเออร์ | ไม่นับเป็นฐาน VAT | คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.118/2545 ข้อ 8 (ดูข้อ 5) |
ข้อควรระวังของร้านโชห่วยและมินิมาร์ท: สินค้าในร้านเดียวกันมักปนกันระหว่างสินค้าที่ต้องเสีย VAT (เครื่องดื่ม ขนม ของใช้) กับสินค้าที่ได้รับยกเว้น (ผักสด ไข่ ข้าวสาร) ถ้าจะใช้สิทธิไม่นับยอดสินค้ายกเว้น ต้องแยกยอดขายให้ได้จากระบบ POS หรือบิลขาย มิฉะนั้นจะพิสูจน์ไม่ได้
2.3 นับยอดสะสมทุกเดือน
ร้านที่ขายวันละ 5,000 บาท ทำการ 30 วัน จะมียอด 150,000 บาทต่อเดือน หรือ 1.8 ล้านบาทพอดีต่อปี ร้านขนาดนี้จึงอยู่ใกล้เกณฑ์มาก ตัวอย่างการติดตาม
| เดือน | ยอดขายสินค้าที่ต้องเสีย VAT | ยอดสะสม |
|---|---|---|
| ม.ค.–ก.ย. | 1,350,000 | 1,350,000 |
| ต.ค. | 170,000 | 1,520,000 |
| พ.ย. | 190,000 | 1,710,000 |
| ธ.ค. (ถึงวันที่ 12) | 95,000 | 1,805,000 เกินเกณฑ์ |
ในตัวอย่างนี้ยอดเกิน 1.8 ล้านบาทในวันที่ 12 ธันวาคม ต้องยื่นคำขอจดทะเบียนภายใน 30 วันนับจากวันนั้น ถ้าจดช้า ผู้ประกอบการอาจต้องรับภาระ VAT ของช่วงที่ควรจดแล้วทั้งที่ไม่ได้เรียกเก็บจากลูกค้า
2.4 จด VAT แล้วมีหน้าที่อะไร
- เรียกเก็บ VAT 7% และออกใบกำกับภาษีทันทีที่ความรับผิดเกิด (มาตรา 86) สำหรับการขายสินค้า ความรับผิดเกิดเมื่อ ส่งมอบสินค้า เว้นแต่โอนกรรมสิทธิ์ ได้รับชำระเงิน หรือออกใบกำกับภาษีก่อน (มาตรา 78 (1)) รายละเอียดเพิ่มเติมดูที่ Tax Point จุดความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม
- ยื่น ภ.พ.30 เป็นรายเดือนภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป แม้เดือนนั้นจะไม่มียอดขาย (มาตรา 83)
- จัดทำรายงานภาษีขาย รายงานภาษีซื้อ และ รายงานสินค้าและวัตถุดิบ (มาตรา 87 ดูข้อ 4)
- เก็บรายงาน ใบกำกับภาษี และเอกสารประกอบไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปี (มาตรา 87/3)
3. ใบกำกับภาษีเต็มรูป กับใบกำกับภาษีอย่างย่อ
3.1 ใครออกใบกำกับภาษีได้
ใบกำกับภาษีทุกรูปแบบออกได้เฉพาะ ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม มาตรา 86/13 ห้ามบุคคลที่ไม่ใช่ผู้ประกอบการจดทะเบียนออกใบกำกับภาษี ถ้าออกไป ต้องรับผิดเสีย VAT ตามจำนวนที่ปรากฏในเอกสารเสมือนเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน ร้านที่ยังไม่จด VAT จึงออกได้เพียงบิลเงินสดหรือใบเสร็จรับเงิน ไม่ควรใช้คำว่า "ใบกำกับภาษี" และไม่ควรแยก VAT ในบิล
3.2 ใบกำกับภาษีอย่างย่อ (มาตรา 86/6) ใช้ได้เมื่อไร
มาตรา 86/6 ให้ ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ประกอบกิจการค้าปลีก มีสิทธิออกใบกำกับภาษีอย่างย่อได้ แต่ ตัวแทนของผู้ประกอบการออกไม่ได้ และในกิจการค้าปลีก ป้ายราคาต้องแสดงราคาที่รวม VAT แล้ว
ลักษณะของ "กิจการค้าปลีก" กำหนดไว้ในประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 32) ข้อ 2 คือ
- เป็นการขายที่ผู้ขาย ทราบโดยชัดแจ้งว่าขายให้ผู้บริโภคโดยตรง ในปริมาณที่ผู้บริโภคตามปกติจะนำไปบริโภคหรือใช้สอย ไม่ได้ซื้อไปขายต่อ เช่น แผงลอย ร้านขายของชำ ร้านขายยา ห้างสรรพสินค้า
- ต้องออกใบกำกับภาษีเต็มรูปตามมาตรา 86/4 ทุกครั้งที่ผู้ซื้อเรียกร้อง และส่งมอบให้ผู้ซื้อ
| ประเด็น | ใบกำกับภาษีเต็มรูป (ม.86/4) | ใบกำกับภาษีอย่างย่อ (ม.86/6) |
|---|---|---|
| ใครออกได้ | ผู้ประกอบการจดทะเบียนทุกราย | ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ประกอบกิจการค้าปลีกเท่านั้น |
| ชื่อ ที่อยู่ ผู้ซื้อ | ต้องมี | ไม่ต้องมี |
| แยก VAT ออกจากราคา | ต้องแยกให้ชัด | แสดงราคารวม VAT พร้อมข้อความว่ารวม VAT แล้ว |
| ผู้ซื้อนำไปเครดิตภาษีซื้อ | ได้ | ไม่ได้ (ประกาศอธิบดีฯ VAT ฉบับที่ 42 ข้อ 2) |
| ส่วนลดขณะขาย | ต้องแสดงการหักส่วนลดให้เห็นชัด | ไม่ต้องแสดงส่วนลดให้เห็นชัดก็ได้ (มาตรา 79 (1)) |
รายการขั้นต่ำของใบกำกับภาษีอย่างย่อตามมาตรา 86/6 ได้แก่ คำว่า "ใบกำกับภาษี" ในที่เห็นได้ชัด ชื่อหรือชื่อย่อและเลขประจำตัวผู้เสียภาษีของผู้ขาย เลขลำดับของใบกำกับภาษี (และเลขเล่มถ้ามี) ชื่อ ชนิด ประเภท ปริมาณ และมูลค่าของสินค้า ราคาที่ระบุชัดว่ารวม VAT แล้ว วันที่ออก และข้อความอื่นที่อธิบดีกำหนด ชื่อสินค้าจะใช้รหัสก็ได้ แต่ต้องแจ้งรหัสต่ออธิบดีล่วงหน้าอย่างน้อย 15 วันก่อนใช้
3.3 ร้านวัสดุก่อสร้างและร้านขายส่ง: ส่วนใหญ่ต้องออกใบเต็มรูป
ลูกค้าของร้านวัสดุก่อสร้างและร้านขายส่งมักเป็นผู้รับเหมา บริษัท หรือร้านค้าปลีกที่ซื้อไปขายต่อ การขายลักษณะนี้ ไม่เข้าลักษณะกิจการค้าปลีก ตามประกาศฉบับที่ 32 ร้านต้องออกใบกำกับภาษีเต็มรูปที่ระบุชื่อ ที่อยู่ ของผู้ซื้อ และแยก VAT ให้ชัด ลูกค้ากลุ่มนี้ก็ต้องการใบเต็มรูปอยู่แล้วเพื่อนำไปเครดิตภาษีซื้อ ร้านที่ขายทั้งปลีกและส่งจึงควรมีระบบที่ออกได้ทั้ง 2 แบบ
3.4 ใช้เครื่องเก็บเงิน (POS) ออกใบกำกับภาษีอย่างย่อ ต้องขออนุมัติ
ถ้าจะออกใบกำกับภาษีอย่างย่อจากเครื่องบันทึกการเก็บเงิน ต้องยื่นคำขออนุมัติต่ออธิบดีก่อน (มาตรา 86/6) ตามแบบ ภ.พ.06 พร้อมรายละเอียดรุ่น ยี่ห้อ หมายเลขเครื่อง แผนผังตำแหน่งเครื่อง และตัวอย่างใบกำกับภาษีและรายงานการขายประจำวัน ตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 46) ร้านที่ซื้อระบบ POS ใหม่ควรถามผู้ขายระบบตั้งแต่ต้นว่าพิมพ์เอกสารได้ครบตามเงื่อนไขหรือไม่
4. รายงานสินค้าและวัตถุดิบ และการตรวจนับสต็อกสิ้นปี
4.1 หน้าที่ตามมาตรา 87 (3)
ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ขายสินค้าต้องทำ รายงานสินค้าและวัตถุดิบ นอกเหนือจากรายงานภาษีขายและภาษีซื้อ (มาตรา 87) และต้องลงรายการ ภายในสามวันทำการนับแต่วันที่ได้มาหรือจำหน่ายออกไป ทำเป็นรายสถานประกอบการ ถ้ามีหลายสาขา ต้องทำแยกแต่ละสาขา
ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 89) กำหนดรายละเอียดไว้ เช่น
- ลงรายการตาม ปริมาณ สินค้าที่รับมาหรือจ่ายไปจริง โดยมีใบสำคัญรับหรือจ่ายสินค้าเป็นเอกสารประกอบ (ข้อ 9)
- แยกเป็นแต่ละประเภท ชนิด ขนาด หรือลักษณะทำนองเดียวกันได้ (ข้อ 9) และแยกตามแผนกได้ (ข้อ 4)
- ถ้ามีรายงานรายละเอียดรับ-จ่ายสินค้าเป็นรายวัน จะลงเป็นยอดรวมรายวันก็ได้ (ข้อ 9)
- ทำด้วยลายมือ พิมพ์ด้วยโปรแกรมสเปรดชีต หรือระบบคอมพิวเตอร์ที่ได้มาตรฐานซอฟต์แวร์ตามประกาศก็ได้ (ข้อ 10)
สำหรับมินิมาร์ทที่มีสินค้าหลายพันรายการ การทำมือแทบเป็นไปไม่ได้ ระบบ POS ที่ตัดสต็อกอัตโนมัติจากการขายและรับเข้าจากใบรับสินค้าจะช่วยได้มาก
4.2 สินค้าขาดจากรายงาน = ถือว่าขาย
มาตรา 77/1 (8) (จ) ให้ถือว่า การมีสินค้าขาดจากรายงานสินค้าและวัตถุดิบ เป็นการ "ขาย" ผลคือถ้านับสต็อกจริงแล้วน้อยกว่าที่รายงานแสดง ส่วนที่ขาดอาจถูกประเมินว่าเป็นยอดขายที่ต้องเสีย VAT ทั้งที่จริงอาจเป็นของหาย หมดอายุ หรือบันทึกผิด
สาเหตุที่พบบ่อยในร้านค้า:
- ขายแล้วไม่ได้คีย์เข้าระบบ หรือคีย์ผิดรหัสสินค้า
- รับสินค้าเข้าไม่ตรงใบส่งของ หรือรับของแถมแล้วไม่บันทึก
- สินค้าเสียหาย หมดอายุ ถูกขโมย แล้วไม่มีหลักฐานการตัดจำหน่าย
- เจ้าของหยิบสินค้าไปใช้ส่วนตัว (มาตรา 77/1 (8) (ง) ถือการนำสินค้าไปใช้ไม่ว่าประการใด ๆ เป็นการขายเช่นกัน เว้นแต่ใช้ในกิจการโดยตรงตามที่อธิบดีกำหนด)
4.3 ตรวจนับสต็อกสิ้นปี
ไม่ว่าร้านจะจด VAT หรือไม่ ควรตรวจนับสินค้าจริง ณ วันสิ้นปี (บุคคลธรรมดา) หรือวันสิ้นรอบบัญชี (นิติบุคคล) เพราะตัวเลขนี้ใช้คำนวณต้นทุนขายตามข้อ 1.2 และใช้กระทบกับรายงานสินค้า แนวทางปฏิบัติ
- กำหนดวันนับและหยุดรับ-จ่ายสินค้าระหว่างนับ หรือตัดยอดให้ชัดเจน
- นับเป็นจำนวนหน่วยแยกตามรหัสสินค้า ให้ผู้นับและผู้ตรวจลงชื่อในใบนับ
- เทียบกับยอดในรายงานสินค้า สอบหาสาเหตุส่วนต่างทุกรายการที่มีนัยสำคัญ
- สินค้าเสื่อมสภาพหรือหมดอายุ ให้ทำหลักฐานการคัดแยกและการทำลาย ไม่ทิ้งไปเฉย ๆ
- ตีราคาสินค้าคงเหลือด้วยวิธีเดิมทุกปี และสำหรับนิติบุคคลใช้ราคาทุนหรือราคาตลาดที่ต่ำกว่า (มาตรา 65 ทวิ (6))
- เก็บใบนับและรายงานไว้เป็นหลักฐาน
ร้านที่ไม่เคยนับสต็อกเลยมักเจอปัญหาตอนจะเปลี่ยนเป็นบริษัทหรือเมื่อถูกตรวจ เพราะไม่มีตัวเลขสินค้าคงเหลือที่เชื่อถือได้
5. ส่วนลดและเงินสนับสนุนจากซัพพลายเออร์
ร้านค้าส่ง-ค้าปลีกได้ประโยชน์จากซัพพลายเออร์หลายรูปแบบ แต่ละแบบมีผลทางภาษีต่างกัน ข้อสรุปด้านล่างอ้างอิงเฉพาะแนวทางที่กรมสรรพากรประกาศไว้
5.1 ส่วนลดที่ให้ ณ ขณะขาย (Trade discount)
ส่วนลดที่ผู้ขายลดให้ ขณะขาย และหักออกจากราคาโดยแสดงไว้ชัดแจ้งในใบกำกับภาษี ไม่รวมเป็นฐานภาษี VAT (มาตรา 79 (1)) ร้านจึงบันทึกราคาซื้อสุทธิหลังหักส่วนลดเป็นต้นทุนสินค้า และภาษีซื้อคิดจากยอดสุทธินั้น
5.2 ส่วนลดตามเป้าที่ได้ภายหลัง (Rebate) ไม่ใช่เหตุออกใบลดหนี้ทาง VAT
มาตรา 82/10 ให้ออกใบลดหนี้ได้เฉพาะเหตุที่กฎหมายกำหนด เช่น สินค้าผิดข้อกำหนด ชำรุด ขาดจำนวน คำนวณราคาผิดพลาดสูงกว่าจริง หรือรับคืนสินค้า และเหตุอื่นที่ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 82) กำหนด เช่น การคืนสินค้าตามข้อตกลงทางการค้า หรือการคืนเงินมัดจำ
ข้อหารือ กค 0811/พ.7827 ลงวันที่ 25 ธันวาคม 2543 วินิจฉัยกรณีผู้ขายให้ส่วนลดเมื่อลูกค้าซื้อได้ตามเป้าว่า ไม่ใช่เหตุตามมาตรา 82/10 ผู้ขายจึงไม่มีสิทธิออกใบลดหนี้ตามมาตรา 86/10 จะออกใบลดหนี้ที่เป็นเอกสารทางการค้าก็ได้ แต่ถ้าออกเป็นใบลดหนี้ทาง VAT ไปแล้ว ถือเป็นการออกโดยไม่มีสิทธิ ต้องรับผิดตามมาตรา 86/13 และเสียเบี้ยปรับตามมาตรา 89(6)
ผลสำหรับร้านที่จด VAT: ถ้าได้รับ "ใบลดหนี้" สำหรับส่วนลดตามเป้า ให้ตรวจก่อนว่าเป็นใบลดหนี้ทาง VAT หรือเอกสารทางการค้า ไม่ควรนำไปลดภาษีซื้อ ถ้าเป็นเพียงเอกสารทางการค้า และระวังรับใบลดหนี้ทาง VAT ที่ออกโดยไม่มีสิทธิ
ข้อยกเว้นที่ควรรู้: ข้อหารือ กค 0702/3113 ลงวันที่ 13 มีนาคม 2558 วินิจฉัยว่า ถ้าราคาสินค้าที่แท้จริงรู้ได้ภายหลังเพราะกำหนดราคาเบื้องต้นไว้ก่อนและปรับตามสูตรในสัญญา อาจเข้าลักษณะคำนวณราคาผิดพลาดและออกใบลดหนี้ได้ แต่ถ้ารู้ราคาที่แท้จริงได้ตั้งแต่ตอนตกลงซื้อขาย ออกใบลดหนี้ไม่ได้ กรณีมีสัญญาปรับราคาแบบนี้ควรให้ผู้เชี่ยวชาญดูข้อเท็จจริงเป็นรายกรณี
5.3 เงินส่งเสริมการขายจากซัพพลายเออร์: ถูกหัก ณ ที่จ่าย 3% และไม่เป็นฐาน VAT
คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.118/2545 ข้อ 1 อธิบายว่า เมื่อบริษัท ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่นขายสินค้าให้ผู้ซื้อที่ซื้อไปขายต่อ เช่น ผู้ค้าปลีก ผู้ค้าส่ง หรือผู้แทนจำหน่าย แล้วจ่าย "รางวัล ส่วนลด หรือประโยชน์ใด ๆ เนื่องจากการส่งเสริมการขาย" ผู้จ่ายต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย 3% (ตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.4/2528 ข้อ 12/2) ตัวอย่างในคำสั่งที่ตรงกับร้านค้า ได้แก่
- เงินชดเชยส่วนลดตามคูปองที่ร้านลดให้ลูกค้าไปก่อน
- ค่าสิทธิประโยชน์ในการจำหน่ายและค่าธรรมเนียมสินค้าแรกเข้า (Entrance fee) ที่จ่ายให้ร้านสะดวกซื้อ
- ส่วนลดภายหลัง (Rebate) เมื่อซื้อได้ตามเป้า ที่จ่ายในรูปใบลดหนี้ให้นำไปหักค่าสินค้าคราวต่อไป
- ค่าอุดหนุนเมื่อร้านขายสินค้ารุ่นเก่าออกจากสต็อกได้
- เงินช่วยเหลือค่าขนส่งหรือค่าตกแต่งจุดแสดงสินค้า
ประเด็นที่ร้านค้าต้องรู้
| เรื่อง | แนวทางตาม ป.118/2545 |
|---|---|
| ถูกหัก ณ ที่จ่าย | 3% ของเงินที่ได้รับ ถ้าจ่ายเป็นใบลดหนี้ ให้หัก ณ วันที่ออกใบลดหนี้ (ข้อ 3) ถ้าจ่ายเป็นสิ่งของ คิดตามมูลค่าวันส่งมอบ (ข้อ 2) |
| ของแถมที่มาพร้อมสินค้าที่ซื้อ | มูลค่าของแถมไม่เกินมูลค่าสินค้าที่ขาย ผู้ขายไม่ต้องหัก ณ ที่จ่าย (ข้อ 4) |
| ส่วนลดเงินสดเมื่อชำระเร็ว | ถ้าเป็นปกติทางการค้าและระบุเงื่อนไขไว้ในใบส่งของ ใบแจ้งหนี้ หรือใบกำกับภาษีชัดเจน ไม่ถือเป็นเงินส่งเสริมการขาย ไม่ต้องหัก ณ ที่จ่าย (ข้อ 5) |
| VAT ของผู้รับ | ไม่ถือเป็นค่าตอบแทนจากการขายสินค้าหรือให้บริการ ไม่ต้องนำไปรวมเป็นฐานภาษี VAT (ข้อ 8) |
ด้านภาษีเงินได้: เงินหรือประโยชน์ที่ได้รับเป็นรายได้ของกิจการ ร้านที่เป็นนิติบุคคลต้องบันทึกเป็นรายได้หรือรายการลดต้นทุนตามลักษณะ และนำภาษีที่ถูกหักไว้ตาม 50 ทวิ ไปเครดิตตอนยื่นภาษี ร้านที่เป็นบุคคลธรรมดาต้องนำไปรวมเป็นเงินได้และเครดิตภาษีที่ถูกหักไว้เช่นกัน ส่วนการจัดว่าเงินแต่ละก้อนเป็นเงินได้จากการขายของที่หักเหมา 60% ได้หรือไม่ ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญตามข้อเท็จจริงของสัญญา
หมายเหตุ e-Withholding Tax: ท.ป.4/2528 ข้อ 12/2 ลดอัตราเหลือ 1% สำหรับเงินได้ที่จ่ายตั้งแต่ 1 มกราคม 2566 ถึง 31 ธันวาคม 2568 เมื่อผู้จ่ายนำส่งผ่านระบบ e-Withholding Tax และมาตรการนี้ขยายต่อถึง 31 ธันวาคม 2570 (ข่าวกรมสรรพากร ปชส. 14/2569) ดังนั้นเงินส่งเสริมการขายที่จ่ายในปี 2569–2570 ผ่านระบบ e-Withholding Tax หัก 1% ถ้าไม่ได้จ่ายผ่านระบบนี้ หัก 3% ตามปกติ
5.4 ซื้อสินค้าจากผู้ขายที่ไม่จด VAT หรือได้ใบกำกับภาษีอย่างย่อ
ร้านที่จด VAT เครดิตภาษีซื้อได้เฉพาะเมื่อมีใบกำกับภาษีเต็มรูปที่ถูกต้อง ภาษีซื้อในกรณีไม่มีใบกำกับภาษี ใบกำกับภาษีไม่ถูกต้องในสาระสำคัญ หรือออกโดยผู้ไม่มีสิทธิ นำมาหักไม่ได้ (มาตรา 82/5) และภาษีซื้อตามใบกำกับภาษีอย่างย่อก็หักไม่ได้ (ประกาศอธิบดีฯ VAT ฉบับที่ 42) ร้านที่ไปซื้อของจากห้างค้าปลีกมาเติมร้าน ต้องขอใบกำกับภาษีเต็มรูปทุกครั้ง
6. ขายเงินเชื่อ ลูกหนี้ และหนี้สูญ
ร้านขายส่งและร้านวัสดุก่อสร้างมักให้เครดิตลูกค้าประจำหรือผู้รับเหมา 30–60 วัน สิ่งที่ต้องรู้
- VAT เกิดเมื่อส่งมอบสินค้า ไม่ใช่เมื่อได้รับเงิน (มาตรา 78 (1)) ร้านที่จด VAT ต้องนำส่ง VAT ของยอดขายเชื่อในเดือนที่ส่งของ แม้ลูกค้ายังไม่จ่าย จึงต้องเตรียมเงินสดไว้
- ทำทะเบียนลูกหนี้ แยกรายลูกค้า มีใบส่งของที่ลูกค้าลงชื่อรับ ใบแจ้งหนี้ และหลักฐานการทวงถาม หลักฐานเหล่านี้จำเป็นถ้าวันหนึ่งต้องตัดหนี้สูญ
- หนี้สูญทางภาษีเงินได้: สำหรับนิติบุคคล การจำหน่ายหนี้สูญต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ในกฎกระทรวงที่ออกตามมาตรา 65 ทวิ (9) ไม่ใช่ตัดเองได้ตามใจ และถ้าภายหลังได้รับชำระ ต้องนำกลับมาเป็นรายได้ บุคคลธรรมดาที่หักค่าใช้จ่ายตามจริงใช้หลักมาตรา 65 ทวิ โดยอนุโลม อ่านหลักเกณฑ์ละเอียดได้ที่ การตัดหนี้สูญตามกฎหมาย: มาตรา 65 ทวิ (9) และกฎกระทรวง ฉบับที่ 186
- หนี้สูญทาง VAT: มาตรา 82/11 ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนนำภาษีขายส่วนของหนี้สูญที่จำหน่ายตามหลักเกณฑ์ที่อธิบดีกำหนดมาหักออกจากภาษีขายในเดือนที่จำหน่ายหนี้สูญ ถ้าภายหลังได้รับชำระ ต้องนำภาษีขายส่วนนั้นกลับมารวม
- บุคคลธรรมดาที่ไม่จด VAT และทำรายงานเงินสดรับ-จ่าย: ตามแนวทางของกรมสรรพากร การขายเชื่อให้บันทึกในวันที่ได้รับชำระ โดยอธิบายไว้ในช่องหมายเหตุ ทะเบียนลูกหนี้จึงยังจำเป็นเพื่อรู้ว่าใครค้างเท่าไร
7. ตัวอย่างคำนวณ
7.1 มินิมาร์ทบุคคลธรรมดา ยังไม่จด VAT: เหมา 60% หรือหักตามจริง
ตัวเลขสมมติสำหรับปีภาษีหนึ่ง เจ้าของโสด ใช้เฉพาะค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท ไม่มีเงินได้อื่น
- ยอดขายทั้งปี 1,600,000 บาท (ต่ำกว่าเกณฑ์ VAT)
- สินค้าคงเหลือต้นปี 200,000 บาท ซื้อระหว่างปี 1,380,000 บาท นับสต็อกปลายปีได้ 220,000 บาท
- ค่าใช้จ่ายอื่นที่มีหลักฐาน (ค่าไฟ ค่าจ้าง ค่าถุง) 90,000 บาท
ต้นทุนขาย = 200,000 + 1,380,000 − 220,000 = 1,360,000 บาท (กำไรขั้นต้นประมาณ 15%)
| รายการ | หักเหมา 60% | หักตามจริง |
|---|---|---|
| เงินได้จากการขาย | 1,600,000 | 1,600,000 |
| หักค่าใช้จ่าย | (960,000) | (1,450,000) |
| เงินได้หลังหักค่าใช้จ่าย | 640,000 | 150,000 |
| หักลดหย่อนส่วนตัว | (60,000) | (60,000) |
| เงินได้สุทธิ | 580,000 | 90,000 |
| ภาษีวิธีที่ 1 (อัตราก้าวหน้า) | 27,500 + (80,000 × 15%) = 39,500 | 0 |
| ภาษีวิธีที่ 2 (1,600,000 × 0.5%) | 8,000 | 8,000 |
| ภาษีที่ต้องเสีย (วิธีที่สูงกว่า) | 39,500 | 8,000 |
ร้านเดียวกัน ยอดขายเท่ากัน เสียภาษีต่างกัน 31,500 บาท เพียงเพราะมีเอกสารซื้อครบและนับสต็อกได้ ภาษีวิธีที่ 2 (8,000 บาท) ใช้บังคับเพราะคำนวณได้เกิน 5,000 บาท จึงไม่ได้รับยกเว้นตามพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 480)
อัตราภาษีก้าวหน้าที่ใช้ในตัวอย่าง (บัญชีอัตราภาษีเงินได้ท้ายหมวด 3 ประมวลรัษฎากร)
| เงินได้สุทธิ (บาท) | อัตรา |
|---|---|
| 0 – 150,000 | ยกเว้น |
| 150,001 – 300,000 | 5% |
| 300,001 – 500,000 | 10% |
| 500,001 – 750,000 | 15% |
| 750,001 – 1,000,000 | 20% |
| 1,000,001 – 2,000,000 | 25% |
| 2,000,001 – 5,000,000 | 30% |
| เกิน 5,000,000 | 35% |
ข้อควรระวัง: การหักตามจริงต้องพิสูจน์ได้ทุกบาท ถ้าเอกสารซื้อมีบางส่วนเป็นบิลเงินสดที่ไม่มีชื่อร้านหรือซื้อจากแหล่งที่ไม่มีเอกสาร เจ้าพนักงานอาจไม่ยอมรับส่วนนั้น ร้านที่จะใช้วิธีนี้ควรขอบิลที่ระบุชื่อผู้ซื้อทุกครั้ง โอนเงินผ่านบัญชีธนาคาร และนับสต็อกปลายปีพร้อมลงชื่อผู้นับ
7.2 ร้านวัสดุก่อสร้างที่จด VAT: ภ.พ.30 หนึ่งเดือน
ตัวเลขสมมติของเดือนหนึ่ง
| รายการ | มูลค่าก่อน VAT | VAT 7% |
|---|---|---|
| ขายปลีกหน้าร้าน (ใบกำกับภาษีอย่างย่อ) | 150,000 | 10,500 |
| ขายส่งให้ผู้รับเหมา (ใบกำกับภาษีเต็มรูป รวมขายเชื่อที่ส่งของแล้ว 120,000) | 250,000 | 17,500 |
| ภาษีขายรวม | 400,000 | 28,000 |
| ซื้อสินค้าจากผู้ผลิต/ตัวแทน มีใบกำกับภาษีเต็มรูป | 330,000 | 23,100 |
| ซื้อของจากห้างค้าปลีก ได้เพียงใบกำกับภาษีอย่างย่อ | 20,000 | เครดิตไม่ได้ |
| ภาษีซื้อที่เครดิตได้ | 23,100 | |
| VAT ที่ต้องชำระ | 4,900 |
สังเกตว่า VAT ของยอดขายเชื่อ 120,000 บาท (8,400 บาท) ต้องรวมชำระในเดือนนี้ แม้ลูกค้ายังไม่จ่ายเงิน และ VAT ของการซื้อที่ได้เพียงใบอย่างย่อกลายเป็นต้นทุนของร้าน ส่วนสินค้าที่ซื้อเข้าและขายออก ต้องลงรายงานสินค้าและวัตถุดิบภายใน 3 วันทำการด้วย
8. รายงานเงินสดรับ-จ่าย และข้อมูลที่สรรพากรได้รับจากธนาคาร
8.1 รายงานเงินสดรับ-จ่าย ใช้กับใคร
ตามที่กรมสรรพากรเผยแพร่ ผู้มีหน้าที่จัดทำรายงานเงินสดรับ-จ่าย คือ ผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (บุคคลธรรมดา ห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่ไม่ใช่นิติบุคคล) ที่มีเงินได้ 40(5) ถึง 40(8) และ ไม่ได้จดทะเบียน VAT ร้านค้าบุคคลธรรมดาที่ยังไม่จด VAT จึงเข้าข่าย ส่วนร้านที่จด VAT แล้วทำรายงานภาษีตามมาตรา 87 แทน
วิธีจัดทำโดยสรุป
- ลงรายการ ภายใน 3 วันทำการ นับแต่วันที่มีรายรับหรือรายจ่าย ทำเป็นภาษาไทย
- ลงเป็นยอดรวมรายวันพร้อมเอกสารประกอบได้ หรือจะลงรายละเอียดทีละรายการก็ได้
- รายจ่ายที่ลงต้องเกี่ยวกับกิจการโดยตรง ภาษีซื้อที่จ่ายไป (เพราะร้านไม่ได้จด VAT) รวมเป็นต้นทุนหรือค่าใช้จ่ายได้ทั้งจำนวน
- ขายเชื่อหรือซื้อเชื่อ ให้ลงในวันที่รับหรือจ่ายเงิน พร้อมหมายเหตุ
- สรุปยอดรายเดือนเพื่อใช้ยื่น ภ.ง.ด.94 และ ภ.ง.ด.90
แม้ใช้วิธีหักเหมา 60% รายงานนี้ก็ยังเป็นหลักฐานยอดรายรับที่ดีที่สุด และใช้ติดตามเกณฑ์ VAT 1.8 ล้านบาทไปพร้อมกันได้
8.2 ข้อมูลธุรกรรมจากธนาคารและ e-Wallet
มาตรา 3 สัตตรส ให้สถาบันการเงินและผู้ให้บริการเงินอิเล็กทรอนิกส์รายงานข้อมูลบุคคลที่มีธุรกรรมลักษณะเฉพาะต่อกรมสรรพากรภายในเดือนมีนาคมของทุกปี ได้แก่ ฝากหรือรับโอนเงินทุกบัญชีรวมกัน ตั้งแต่ 3,000 ครั้งต่อปี หรือ ตั้งแต่ 400 ครั้งและยอดรวมตั้งแต่ 2 ล้านบาท
ร้านค้าที่รับเงินผ่าน QR พร้อมเพย์ถึงเกณฑ์นี้ได้ง่าย เพราะลูกค้าโอนครั้งละไม่กี่สิบบาทแต่หลายพันครั้งต่อปี การถูกรายงานไม่ได้แปลว่าเงินทุกบาทเป็นรายได้ แต่ถ้ายอดที่ยื่นต่างจากเงินเข้าบัญชีมาก อาจถูกเรียกชี้แจง วิธีป้องกันคือ แยกบัญชีธนาคารของร้านออกจากบัญชีส่วนตัว และให้ยอดเงินเข้าบัญชีร้านกระทบกับยอดขายในรายงานได้
9. เมื่อไรควรเปลี่ยนเป็นบริษัท
สัญญาณที่ร้านค้าส่ง-ค้าปลีกควรเริ่มเปรียบเทียบการทำในรูปบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล
- ยอดขายเกิน 1.8 ล้านบาทและต้องจด VAT อยู่แล้ว ภาระงานเอกสารจะใกล้เคียงกับบริษัท
- ลูกค้าเป็นบริษัทหรือผู้รับเหมาที่ต้องการคู่ค้าเป็นนิติบุคคล
- กำไรจริงสูงจนเงินได้สุทธิของเจ้าของขึ้นไปขั้น 25–35%
- ต้องการกู้เงินหมุนเวียนซื้อสต็อก หรือแยกความเสี่ยงของกิจการออกจากทรัพย์สินส่วนตัว
ภาษีเงินได้นิติบุคคลคำนวณจากกำไรสุทธิ อัตราทั่วไป 20% ส่วนบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มี ทุนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาท และรายได้จากการขายสินค้าและบริการไม่เกิน 30 ล้านบาท ในรอบบัญชี ได้อัตราลดหลั่นตามพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 530) พ.ศ. 2554 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม
| กำไรสุทธิ (บาท) | อัตราภาษี SME |
|---|---|
| 0 – 300,000 | ยกเว้น |
| 300,001 – 3,000,000 | 15% |
| เกิน 3,000,000 | 20% |
สิ่งที่ต้องชั่งน้ำหนัก: นิติบุคคลต้องทำบัญชีตามมาตรฐานและยื่นบัญชีที่ผู้สอบบัญชีรับอนุญาตหรือผู้สอบบัญชีภาษีอากร (แล้วแต่กรณี) ตรวจสอบและรับรอง ยื่น ภ.ง.ด.51 กลางรอบ และ ภ.ง.ด.50 ภายใน 150 วันนับแต่วันสิ้นรอบบัญชี การนำเงินออกจากบริษัทมาใช้ส่วนตัวในรูปเงินเดือนหรือเงินปันผลมีภาษีอีกชั้น และสต็อกสินค้าที่โอนจากร้านเดิมเข้าบริษัทต้องมีราคาและเอกสารซื้อขายที่ชัดเจน ลองใช้ เครื่องคำนวณภาษี บุคคลธรรมดา vs บริษัท เทียบตัวเลขของร้านคุณ และอ่านความต่างด้านความรับผิดได้ที่ บุคคลธรรมดา ห้างหุ้นส่วน คณะบุคคล หจก. บริษัท ต่างกันอย่างไร
คำถามที่พบบ่อย
1. ร้านโชห่วยขายของชำ ต้องจด VAT ไหม ถ้าขายของสดด้วย
ต้องจดเมื่อยอดขายสินค้าที่ต้องเสีย VAT เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปีปฏิทิน ผักสด ผลไม้สด ไข่ เนื้อสัตว์สด และข้าวสาร เป็นสินค้าที่ได้รับยกเว้น VAT ตามมาตรา 81(1) แต่ต้องแยกยอดขายให้พิสูจน์ได้ ร้านที่ไม่แยกยอดจะอธิบายไม่ได้ว่ายอดขายส่วนใดไม่ต้องนับ
2. ร้านที่ไม่จด VAT ออกใบกำกับภาษีให้ลูกค้าได้ไหม
ไม่ได้ ใบกำกับภาษีออกได้เฉพาะผู้ประกอบการจดทะเบียน ถ้าออกไปจะต้องรับผิดเสีย VAT ตามจำนวนที่แสดงในเอกสาร (มาตรา 86/13) ให้ออกบิลเงินสดหรือใบเสร็จรับเงินที่ไม่แยก VAT แทน
3. ลูกค้าซื้อของในมินิมาร์ทแล้วขอใบกำกับภาษีเต็มรูป ต้องออกให้ไหม
ต้องออกให้ ประกาศอธิบดีฯ VAT ฉบับที่ 32 กำหนดให้ร้านค้าปลีกที่ใช้สิทธิออกใบกำกับภาษีอย่างย่อ ต้องออกใบกำกับภาษีเต็มรูปตามมาตรา 86/4 ทุกครั้งที่ผู้ซื้อเรียกร้อง ระบบ POS จึงควรออกใบเต็มรูปได้ด้วย
4. ซัพพลายเออร์ให้ส่วนลดตามเป้าเป็นใบลดหนี้ ร้านนำไปลดภาษีซื้อไหม
โดยทั่วไปไม่ต้องลด เพราะส่วนลดตามเป้าที่ให้ภายหลังไม่ใช่เหตุออกใบลดหนี้ตามมาตรา 82/10 (ข้อหารือ กค 0811/พ.7827) เอกสารที่ได้จึงควรเป็นใบลดหนี้ทางการค้าเท่านั้น ส่วนด้านภาษีเงินได้ เงินหรือส่วนลดนั้นเป็นประโยชน์จากการส่งเสริมการขายที่ผู้จ่ายซึ่งเป็นนิติบุคคลต้องหัก ณ ที่จ่าย 3% ตาม ป.118/2545 ให้ขอ 50 ทวิ ไว้เครดิตภาษี
5. ร้านค้าบุคคลธรรมดาใช้หักเหมา 60% ยังต้องเก็บบิลซื้อไหม
ควรเก็บ แม้วิธีเหมาไม่ต้องแสดงหลักฐานค่าใช้จ่าย แต่บิลซื้อและยอดสต็อกเป็นหลักฐานยืนยันยอดขาย และทำให้เปลี่ยนไปใช้วิธีหักตามจริงได้ในปีที่กำไรต่ำ ร้านที่ไม่จด VAT ยังมีหน้าที่ทำรายงานเงินสดรับ-จ่ายอยู่แล้ว
6. นับสต็อกปลายปีแล้วของหายไปจำนวนมาก ต้องทำอย่างไร
ให้สอบหาสาเหตุและเก็บหลักฐานก่อนปรับปรุงตัวเลข ร้านที่จด VAT ต้องระวังเป็นพิเศษ เพราะสินค้าขาดจากรายงานสินค้าและวัตถุดิบถือเป็นการขายตามมาตรา 77/1 (8) (จ) และอาจต้องเสีย VAT จากส่วนที่ขาด ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีว่าจะบันทึกส่วนต่างและตัดจำหน่ายสินค้าเสียหายอย่างไร
7. ขายเชื่อให้ผู้รับเหมาแล้วเก็บเงินไม่ได้ ตัดเป็นหนี้สูญได้ทันทีไหม
ไม่ได้ทันที การตัดหนี้สูญทางภาษีต้องผ่านขั้นตอนตามกฎกระทรวงที่ออกตามมาตรา 65 ทวิ (9) ซึ่งกำหนดขั้นตอนการติดตามทวงถามแตกต่างกันตามจำนวนหนี้ ร้านที่จด VAT จะลดภาษีขายส่วนหนี้สูญได้เมื่อจำหน่ายหนี้สูญตามหลักเกณฑ์แล้วเท่านั้น (มาตรา 82/11)
ให้ Tawan Consultant ช่วยดูแลเรื่องนี้
ทีมบัญชีของ ตะวัน คอนซัลแทนท์ (Tawan Consultant) ช่วยร้านค้าส่ง-ค้าปลีกวางระบบบัญชีและสต็อก เทียบวิธีหักค่าใช้จ่ายเหมากับตามจริง ติดตามเกณฑ์ VAT จด VAT ทำรายงานภาษีและรายงานสินค้า ยื่น ภ.พ.30 ภ.ง.ด.94 และ ภ.ง.ด.90 ตรวจเอกสารส่วนลดจากซัพพลายเออร์ และเปรียบเทียบว่าควรเปลี่ยนเป็นบริษัทเมื่อไร
- โทร: 096-692-2528
- LINE: @962iwlqe
- ที่อยู่: 34 ซอยเพชรเกษม 28 แยก 16 แขวงภาษีเจริญ เขตภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร 10160
- เวลาทำการ: จันทร์–ศุกร์ 8:30–17:30
- เว็บไซต์: www.tawanconsultant.com
บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไปเพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายหรือภาษีสำหรับกรณีเฉพาะ กฎหมายและแนวปฏิบัติอาจเปลี่ยนแปลง ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจ
แหล่งอ้างอิง
- ประมวลรัษฎากร มาตรา 38-64 (มาตรา 40(8), 48(2), 56, 56 ทวิ) กรมสรรพากร https://www.rd.go.th/5937.html
- บัญชีอัตราภาษีเงินได้ท้ายหมวด 3 ประมวลรัษฎากร กรมสรรพากร https://www.rd.go.th/5938.html
- พระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 11) พ.ศ. 2502 มาตรา 8 (25) (หักค่าใช้จ่ายเหมาร้อยละ 60 การขายของซึ่งผู้ขายมิได้เป็นผู้ผลิต และการหักตามจริง) https://www.rd.go.th/2375.html
- พระราชกฤษฎีกาฯ ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 480) พ.ศ. 2552 (ยกเว้นภาษีตามมาตรา 48(2) ที่ไม่เกิน 5,000 บาท) https://www.rd.go.th/40923.html
- ประมวลรัษฎากร มาตรา 65-76 (มาตรา 65 ทวิ (6) และ (9)) กรมสรรพากร https://www.rd.go.th/5939.html
- ประมวลรัษฎากร มาตรา 77-79 (มาตรา 77/1 (8) (ง) (จ), 78 (1), 79 (1)) กรมสรรพากร https://www.rd.go.th/5205.html
- ประมวลรัษฎากร มาตรา 80-82 (มาตรา 81 (1), 81/1, 82/5, 82/10, 82/11) กรมสรรพากร https://www.rd.go.th/5206.html
- ประมวลรัษฎากร มาตรา 83-84 (มาตรา 83 การยื่น ภ.พ.30) กรมสรรพากร https://www.rd.go.th/5207.html
- ประมวลรัษฎากร มาตรา 85-86/14 (มาตรา 85/1, 86, 86/4, 86/6, 86/10, 86/13) กรมสรรพากร https://www.rd.go.th/5208.html
- ประมวลรัษฎากร มาตรา 87-90 (มาตรา 87, 87/3) กรมสรรพากร https://www.rd.go.th/5209.html
- พระราชกฤษฎีกาฯ ว่าด้วยการกำหนดมูลค่าของฐานภาษีของกิจการขนาดย่อมซึ่งได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 432) พ.ศ. 2548 มาตรา 4 และ 5 https://www.rd.go.th/22646.html
- ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 32) ลักษณะกิจการค้าปลีกตามมาตรา 86/6 https://www.rd.go.th/3402.html
- ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 46) การขออนุมัติใช้เครื่องบันทึกการเก็บเงินเพื่อออกใบกำกับภาษีอย่างย่อ https://www.rd.go.th/3394.html
- ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 42) ภาษีซื้อที่ไม่ให้นำมาหักตามมาตรา 82/5 (6) https://www.rd.go.th/3398.html
- ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 82) กำหนดเหตุอื่นตามมาตรา 82/10 https://www.rd.go.th/3380.html
- ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 89) การจัดทำรายงานตามมาตรา 87 (ข้อ 4, 9, 10) https://www.rd.go.th/3374.html
- ข้อหารือ กค 0811/พ.7827 ลงวันที่ 25 ธันวาคม 2543 (ใบลดหนี้เมื่อขายสินค้าได้ตามเป้า) https://www.rd.go.th/24192.html
- ข้อหารือ กค 0702/3113 ลงวันที่ 13 มีนาคม 2558 (ใบลดหนี้กรณีคำนวณราคาผิดพลาด) https://www.rd.go.th/28208.html
- คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.118/2545 (รางวัล ส่วนลด หรือประโยชน์ใด ๆ เนื่องจากการส่งเสริมการขาย) https://www.rd.go.th/11161.html
- คำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.4/2528 ข้อ 12/2 https://www.rd.go.th/3479.html
- ประมวลรัษฎากร มาตรา 3 สัตตรส (รายงานธุรกรรมลักษณะเฉพาะ) กรมสรรพากร https://www.rd.go.th/5951.html
- ผู้มีหน้าที่จัดทำรายงานเงินสดรับ-จ่าย กรมสรรพากร https://www.rd.go.th/38625.html และวิธีการจัดทำ https://www.rd.go.th/38626.html
- คู่มือภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับผู้ประกอบการ SME (อัตราภาษีตามพระราชกฤษฎีกาฯ ฉบับที่ 530 พ.ศ. 2554 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม) กองบริหารภาษีธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก กรมสรรพากร https://www.rd.go.th/fileadmin/user_upload/lorkhor/newsbanner/2022/CIT_SME.pdf
- ผู้ประกอบกิจการที่ได้รับการยกเว้น แต่มีสิทธิขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม และผู้ประกอบกิจการที่ไม่ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (เกณฑ์รายรับ 1.8 ล้านบาท) กรมสรรพากร https://www.rd.go.th/7059.html และ https://www.rd.go.th/7060.html
- ข่าวกรมสรรพากร ปชส. 14/2569 (ขยายมาตรการ e-Withholding Tax อัตราร้อยละ 1 ถึง 31 ธันวาคม 2570) https://www.rd.go.th/fileadmin/user_upload/news/2569thai/news14_2569.pdf