ทันทีที่กิจการจ้างลูกจ้างคนแรก ไม่ว่าจะเป็นบริษัท ห้างหุ้นส่วน หรือร้านค้าของบุคคลธรรมดา เจ้าของกิจการมีฐานะเป็น "นายจ้าง" ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 และมีหน้าที่หลัก 4 เรื่อง คือ ขึ้นทะเบียนนายจ้างและลูกจ้างภายใน 30 วัน หักเงินสมทบจากค่าจ้างทุกครั้งที่จ่าย สมทบส่วนของนายจ้างเท่ากัน แล้ว นำส่งพร้อมแบบ สปส.1-10 ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป และแจ้งเมื่อมีลูกจ้างลาออก นอกจากนี้ยังต้องจ่ายเงินสมทบ กองทุนเงินทดแทน ซึ่งนายจ้างจ่ายฝ่ายเดียวเป็นรายปี
ปี 2569 มีจุดเปลี่ยนสำคัญ คือค่าจ้างที่ใช้เป็นฐานคำนวณเงินสมทบปรับขึ้นเป็น ต่ำสุด 1,650 บาท สูงสุด 17,500 บาทต่อเดือน ตั้งแต่ 1 มกราคม 2569 (เดิมสูงสุด 15,000 บาท) เงินสมทบสูงสุดจึงเพิ่มจาก 750 เป็น 875 บาทต่อเดือนต่อฝ่าย บทความนี้สรุปหน้าที่ทั้งหมดตามกฎหมายและข้อมูลของสำนักงานประกันสังคม พร้อมตัวอย่างการคำนวณเงินเดือนจริง และผลทางภาษีทั้งฝั่งลูกจ้างและนายจ้าง (ดูแหล่งอ้างอิงท้ายบทความ)
สรุปสั้นที่สุด: มีลูกจ้างตั้งแต่ 1 คน = ขึ้นทะเบียนนายจ้าง (สปส.1-01) และลูกจ้าง (สปส.1-03) ภายใน 30 วัน · หักลูกจ้าง 5% นายจ้างสมทบอีก 5% ของค่าจ้าง โดยใช้ฐานไม่ต่ำกว่า 1,650 และไม่เกิน 17,500 บาท (สูงสุดฝ่ายละ 875 บาท) · นำส่งพร้อม สปส.1-10 ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป ส่งช้าเสียเงินเพิ่ม 2% ต่อเดือน · ลูกจ้างออกแจ้ง สปส.6-09 ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป · กองทุนเงินทดแทนนายจ้างจ่ายฝ่ายเดียว 0.2–1.0% ของค่าจ้างทั้งปี (คนละไม่เกิน 240,000 บาท) จ่ายภายในมกราคม รายงานค่าจ้างจริงภายในกุมภาพันธ์ · เงินสมทบส่วนลูกจ้างใช้ลดหย่อนภาษีได้ตามจริง ส่วนของนายจ้างเป็นรายจ่ายของกิจการ
1. ใครต้องขึ้นทะเบียน และใครเป็นผู้ประกันตน
1.1 นายจ้าง
พระราชบัญญัติประกันสังคมนิยาม "นายจ้าง" ว่าผู้ซึ่งรับลูกจ้างเข้าทำงานโดยจ่ายค่าจ้าง และถ้านายจ้างเป็นนิติบุคคล ให้รวมถึงผู้มีอำนาจกระทำการแทนนิติบุคคลด้วย (พ.ร.บ.ประกันสังคม มาตรา 5) กฎหมายไม่ได้กำหนดจำนวนลูกจ้างขั้นต่ำ สำนักงานประกันสังคมจึงถือว่า มีลูกจ้างตั้งแต่ 1 คน ต้องขึ้นทะเบียนนายจ้างพร้อมกับขึ้นทะเบียนลูกจ้าง
| หน้าที่ | แบบ | กำหนดเวลา | ฐานกฎหมาย |
|---|---|---|---|
| ขึ้นทะเบียนนายจ้าง | สปส.1-01 | ภายใน 30 วันนับแต่มีลูกจ้าง | พ.ร.บ.ประกันสังคม ม.34 และแนวปฏิบัติ สปส. |
| ขึ้นทะเบียนลูกจ้างเป็นผู้ประกันตน (แจ้งเข้า) | สปส.1-03 | ภายใน 30 วันนับแต่วันที่ลูกจ้างเข้าทำงาน | ม.34 |
| นำส่งเงินสมทบรายเดือน | สปส.1-10 ส่วนที่ 1 และ 2 | ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป | ม.47 |
| แจ้งลูกจ้างสิ้นสภาพ (แจ้งออก) | สปส.6-09 | ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป | ม.44 และแนวปฏิบัติ สปส. |
| แจ้งเปลี่ยนแปลงข้อมูลลูกจ้าง เช่น ชื่อ สถานภาพ | สปส.6-10 | ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป | ม.44 |
| ขึ้นทะเบียนและจ่ายเงินสมทบกองทุนเงินทดแทน | (ยื่นพร้อมการขึ้นทะเบียนนายจ้าง) | ภายใน 30 วันนับแต่มีหน้าที่จ่ายเงินสมทบ | พ.ร.บ.เงินทดแทน ม.44 |
ทุกแบบยื่นผ่านระบบ e-Service ของสำนักงานประกันสังคมที่ www.sso.go.th ได้ ไม่ต้องเดินทางไปสำนักงาน
1.2 ลูกจ้างที่เป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33
ลูกจ้างที่มีอายุ ไม่ต่ำกว่า 15 ปีบริบูรณ์และไม่เกิน 60 ปีบริบูรณ์ เป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 และถ้าเป็นผู้ประกันตนอยู่แล้ว เมื่ออายุครบ 60 ปีแต่ยังทำงานกับนายจ้างต่อ ให้ถือว่ายังเป็นผู้ประกันตนต่อไป (มาตรา 33)
"ลูกจ้าง" หมายถึงผู้ซึ่งทำงานให้นายจ้างโดยรับค่าจ้าง ไม่ว่าจะเรียกชื่ออย่างไร (มาตรา 5) ดังนั้นพนักงานทดลองงาน พนักงานรายวัน หรือพนักงานพาร์ทไทม์ที่ได้รับค่าจ้าง ก็เข้าข่ายเช่นเดียวกับพนักงานประจำ ข้อยกเว้นที่พบบ่อยในธุรกิจ SME คือ ลูกจ้างที่ทำงานบ้านอันมิได้มีการประกอบธุรกิจรวมอยู่ด้วย (มาตรา 5) และกลุ่มที่มาตรา 4 ยกเว้นไว้ เช่น ลูกจ้างของนายจ้างในไทยที่ไปประจำทำงานในต่างประเทศ
ลูกจ้างที่ทำงานกับนายจ้างหลายราย นายจ้าง ทุกราย ต้องหักและนำส่งเงินสมทบจากค่าจ้างที่ตนจ่าย (มาตรา 46 วรรคท้าย และมาตรา 48)
1.3 ใช้คนผ่านผู้รับเหมาค่าแรง ใครเป็นนายจ้าง
ถ้ากิจการจ้างผู้รับเหมาค่าแรงให้หาคนมาทำงานที่เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการผลิตหรือธุรกิจ ในสถานที่ของกิจการ และกิจการเป็นผู้จัดหาเครื่องมือสำคัญ กฎหมายให้ ผู้ประกอบกิจการอยู่ในฐานะนายจ้าง ที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายประกันสังคมด้วย เว้นแต่ผู้รับเหมาค่าแรงได้ยื่นแบบในฐานะนายจ้างและนำส่งเงินสมทบแล้ว ผู้ประกอบกิจการหลุดพ้นความรับผิดเพียงเท่าที่ผู้รับเหมานำส่งแล้ว (มาตรา 35) ก่อนใช้แรงงานเหมาค่าแรง จึงควรขอหลักฐานการนำส่งเงินสมทบของผู้รับเหมาทุกเดือน
2. เงินสมทบประกันสังคม 2569: อัตราและฐานค่าจ้าง
2.1 อัตรา 5% + 5%
รัฐบาล นายจ้าง และผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ต่างออกเงินสมทบเข้ากองทุนตามอัตราที่กำหนดในกฎกระทรวง (มาตรา 46) อัตราปกติของ นายจ้างและลูกจ้างคือฝ่ายละร้อยละ 5 ของค่าจ้าง ตามที่ทางการอ้างถึงเมื่อมีมาตรการลดอัตราชั่วคราว (ตัวกฎกระทรวงที่กำหนดอัตราร้อยละ 5 ควรตรวจกับสำนักงานประกันสังคมอีกครั้ง)
| รายการ | ปี 2569 |
|---|---|
| อัตราเงินสมทบลูกจ้าง | 5% ของค่าจ้าง |
| อัตราเงินสมทบนายจ้าง | 5% ของค่าจ้าง (เท่ากับส่วนลูกจ้าง) |
| ฐานค่าจ้างขั้นต่ำ | 1,650 บาท/เดือน |
| ฐานค่าจ้างขั้นสูง | 17,500 บาท/เดือน (ตั้งแต่ 1 มกราคม 2569) |
| เงินสมทบต่ำสุดต่อฝ่าย | 83 บาท (1,650 × 5% = 82.50 ปัดเป็น 83) |
| เงินสมทบสูงสุดต่อฝ่าย | 875 บาท (17,500 × 5%) |
ฐานค่าจ้างขั้นต่ำและขั้นสูงกำหนดโดยกฎกระทรวงตามมาตรา 46 วรรคห้า ซึ่งฉบับปัจจุบันคือกฎกระทรวงกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำและขั้นสูงที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบของผู้ประกันตนตามมาตรา 33 พ.ศ. 2568 (ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อ 12 ธันวาคม 2568 ใช้บังคับตั้งแต่ 1 มกราคม 2569) โดยตัวเลข 1,650–17,500 บาทใช้ระหว่าง 1 มกราคม 2569 ถึง 31 ธันวาคม 2571 และเป็นการปรับแบบขั้นบันได คือยังมีการปรับเพดานในช่วงปีหลังจากนั้น สำนักงานประกันสังคมระบุว่าค่าจ้างที่ใช้เป็นฐานคำนวณเงินสมทบคือ "ขั้นต่ำ 1,650 บาท และไม่เกิน 17,500 บาท (ตั้งแต่ 1 มกราคม 2569)" ลูกจ้างที่ได้ค่าจ้าง 40,000 บาท จึงคำนวณเงินสมทบจาก 17,500 บาทเท่านั้น ส่วนลูกจ้างพาร์ทไทม์ที่ได้ค่าจ้างเดือนละ 1,200 บาท ต้องคำนวณจากฐาน 1,650 บาท
การปัดเศษ: เศษของเงินสมทบตั้งแต่ 50 สตางค์ขึ้นไปให้นับเป็น 1 บาท ถ้าน้อยกว่านั้นให้ปัดทิ้ง (มาตรา 46 วรรคท้าย)
มาตรการลดอัตราชั่วคราว: ในบางช่วง รัฐลดอัตราเงินสมทบให้นายจ้างและลูกจ้างในพื้นที่ประสบภัยตามอำนาจในมาตรา 46/1 ตัวอย่างเช่น ประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขให้ลดหย่อนการออกเงินสมทบของนายจ้างและผู้ประกันตนในท้องที่ที่ประสบภัยพิบัติอย่างร้ายแรง พ.ศ. 2569 (ประกาศ ณ วันที่ 7 มกราคม 2569 เผยแพร่ในราชกิจจานุเบกษา 8 มกราคม 2569) ให้นายจ้างและผู้ประกันตนมาตรา 33 ที่ขึ้นทะเบียนใน 9 จังหวัดภาคใต้ (ตรัง นครศรีธรรมราช นราธิวาส ปัตตานี พัทลุง ยะลา สงขลา สตูล และสุราษฎร์ธานี) ส่งเงินสมทบฝ่ายละ 3% สำหรับงวดธันวาคม 2568 ถึงพฤษภาคม 2569 มาตรการนี้ไม่ใช่การลดทั่วประเทศ และใช้เฉพาะพื้นที่และงวดที่ประกาศ ซึ่งสิ้นสุดแล้วก่อนงวดตุลาคม 2569 ในตัวอย่างข้อ 9 ก่อนคำนวณเงินเดือนแต่ละงวดจึงควรตรวจประกาศของสำนักงานประกันสังคมว่ากิจการของคุณได้รับลดอัตราหรือไม่ (ผู้เขียนไม่ได้ตรวจว่ามีประกาศลดอัตราหรือขยายเวลาฉบับอื่นหลังจากนี้หรือไม่)
2.2 "ค่าจ้าง" ที่ใช้คำนวณ รวมอะไรบ้าง
กฎหมายนิยาม "ค่าจ้าง" ว่า เงินทุกประเภทที่นายจ้างจ่ายให้ลูกจ้างเป็นค่าตอบแทนการทำงานในวันและเวลาทำงานปกติ ไม่ว่าจะคำนวณตามระยะเวลาหรือตามผลงาน รวมถึงเงินที่จ่ายในวันหยุดและวันลาที่ลูกจ้างไม่ได้ทำงาน และไม่ว่าจะเรียกชื่ออย่างไร (มาตรา 5)
ในทางปฏิบัติ เงินเดือนและค่าจ้างรายวันเป็นค่าจ้างแน่นอน ส่วนเงินที่เรียกชื่ออื่น เช่น ค่าคอมมิชชั่น ค่าตำแหน่ง เงินที่จ่ายประจำทุกเดือน ต้องดูว่าเป็นค่าตอบแทนการทำงานในเวลาปกติหรือไม่ ไม่ได้ดูที่ชื่อ เงินที่จ่ายเป็นครั้งคราวหรือตอบแทนการทำงานนอกเวลาปกติอาจไม่เข้านิยาม ถ้ากิจการมีโครงสร้างค่าตอบแทนหลายแบบ ควรสอบถามสำนักงานประกันสังคมในพื้นที่ว่ารายการใดต้องนำมาคำนวณ เพราะการคำนวณขาดทำให้นายจ้างต้องรับผิดส่วนที่ขาดพร้อมเงินเพิ่ม (ดูข้อ 5)
3. การหักและนำส่งเงินสมทบรายเดือน (สปส.1-10)
3.1 ขั้นตอนทุกเดือน
- ทุกครั้งที่จ่ายค่าจ้าง ให้หักเงินสมทบส่วนของลูกจ้างไว้ เมื่อหักแล้วถือว่าลูกจ้างจ่ายเงินสมทบแล้วตั้งแต่วันที่หัก (มาตรา 47 วรรคหนึ่ง)
- รวมเงินสมทบส่วนลูกจ้างที่หักไว้กับส่วนของนายจ้าง แล้ว นำส่งภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดจากเดือนที่หัก พร้อมยื่นแบบรายการแสดงการส่งเงินสมทบ (มาตรา 47 วรรคสอง) คือแบบ สปส.1-10 ส่วนที่ 1 (ใบสรุป) และ สปส.1-10 ส่วนที่ 2 (รายชื่อลูกจ้างและค่าจ้างรายคน) หรือส่งข้อมูลผ่าน e-Service
- ชำระเงินได้ที่สำนักงานประกันสังคม เคาน์เตอร์ธนาคาร หรือ e-Payment ตามช่องทางที่สำนักงานประกาศ
3.2 ค้างจ่ายค่าจ้าง ก็ยังต้องส่ง
ถ้านายจ้างไม่จ่ายค่าจ้างตามกำหนด กฎหมายให้นายจ้างนำส่งเงินสมทบ เสมือนว่ามีการจ่ายค่าจ้างแล้ว (มาตรา 47 วรรคสาม) กิจการที่มีปัญหาสภาพคล่องจึงไม่สามารถเลื่อนการนำส่งเงินสมทบออกไปตามการเลื่อนจ่ายเงินเดือนได้
3.3 ส่งเกิน ขอคืนได้ภายใน 1 ปี
ถ้านำส่งเงินสมทบเกินจำนวนที่ต้องชำระ นายจ้างหรือลูกจ้างยื่นคำร้องขอคืนได้ แต่ถ้าไม่เรียกคืนภายใน 1 ปีนับแต่วันที่นำส่ง เงินนั้นตกเป็นของกองทุน (มาตรา 47 วรรคสี่) ควรกระทบยอด สปส.1-10 กับบัญชีเงินเดือนทุกเดือน
4. ลูกจ้างเข้า-ออก และการแจ้งเปลี่ยนแปลง
| เหตุการณ์ | สิ่งที่ต้องทำ | กำหนดเวลา |
|---|---|---|
| รับลูกจ้างใหม่ (รวมลูกจ้างที่เคยมีบัตรประกันสังคมแล้ว) | แจ้งเข้า สปส.1-03 | ภายใน 30 วันนับแต่วันเข้าทำงาน |
| ลูกจ้างลาออก ถูกเลิกจ้าง หรือเสียชีวิต | แจ้งออก สปส.6-09 ระบุสาเหตุ | ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป |
| ลูกจ้างเปลี่ยนชื่อ-สกุล หรือสถานภาพ | สปส.6-10 | ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป |
ความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดเมื่อลูกจ้างตายหรือสิ้นสภาพการเป็นลูกจ้าง (มาตรา 38) การแจ้งออกตรงเวลาสำคัญต่อลูกจ้างโดยตรง เพราะลูกจ้างที่ถูกเลิกจ้างหรือลาออกจะใช้สิทธิกรณีว่างงานได้เมื่อมีข้อมูลการสิ้นสภาพในระบบ และนายจ้างจะได้ไม่ต้องนำส่งเงินสมทบของคนที่ออกไปแล้ว
ลูกจ้างที่ส่งเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 12 เดือน เมื่อออกจากงานสามารถสมัครเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 ได้ภายใน 6 เดือน (มาตรา 39) ซึ่งเป็นเรื่องที่ลูกจ้างดำเนินการเอง นายจ้างไม่มีหน้าที่นำส่งแทน
5. ส่งช้า ส่งไม่ครบ ไม่หักเงินลูกจ้าง: ผลที่ตามมา
5.1 เงินเพิ่ม 2% ต่อเดือน
นายจ้างที่ไม่นำส่งเงินสมทบส่วนของตนหรือของลูกจ้าง หรือส่งไม่ครบภายในวันที่ 15 ต้องจ่าย เงินเพิ่มร้อยละ 2 ต่อเดือน ของเงินสมทบที่ค้าง นับแต่วันถัดจากวันที่ต้องนำส่ง เศษของเดือนถ้าถึง 15 วันให้นับเป็น 1 เดือน ถ้าน้อยกว่านั้นปัดทิ้ง (มาตรา 49 วรรคหนึ่ง)
ตัวอย่าง: เงินสมทบงวดเดือนตุลาคม 2569 รวม 4,866 บาท ต้องส่งภายใน 15 พฤศจิกายน 2569 ถ้าส่งวันที่ 20 ธันวาคม 2569 ล่าช้า 1 เดือนกับ 5 วัน เศษ 5 วันปัดทิ้ง จึงเสียเงินเพิ่ม 1 เดือน = 4,866 × 2% = 97.32 บาท ถ้าส่งวันที่ 5 มกราคม 2570 ล่าช้า 1 เดือนกับ 21 วัน นับเป็น 2 เดือน = 194.64 บาท
5.2 ลืมหักเงินลูกจ้าง นายจ้างรับผิดเต็มจำนวน
ถ้านายจ้างไม่ได้หักค่าจ้างของลูกจ้าง หรือหักไม่ครบ นายจ้างต้องรับผิดจ่ายเงินสมทบส่วนของลูกจ้างเต็มจำนวน พร้อมเงินเพิ่ม และลูกจ้างยังมีสิทธิเหมือนได้ส่งเงินสมทบแล้ว (มาตรา 49 วรรคสอง) กล่าวคือความผิดพลาดในการหักเป็นต้นทุนของนายจ้าง ไม่ใช่ของลูกจ้าง
5.3 ยึดทรัพย์ และโทษทางอาญา
- ถ้านายจ้างไม่นำส่งเงินสมทบหรือเงินเพิ่ม เลขาธิการสำนักงานประกันสังคมมีอำนาจออกคำสั่งให้ ยึด อายัด และขายทอดตลาดทรัพย์สิน ของนายจ้างได้ หลังจากส่งหนังสือเตือนให้ชำระภายในเวลาไม่น้อยกว่า 30 วันแล้ว (มาตรา 50)
- นายจ้างที่ โดยเจตนา ไม่ยื่นแบบขึ้นทะเบียนภายในกำหนดตามมาตรา 34 หรือไม่แจ้งเปลี่ยนแปลงตามมาตรา 44 มีโทษ จำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (มาตรา 96 และตามที่สำนักงานประกันสังคมเผยแพร่) ถ้ายังฝ่าฝืนต่อเนื่อง มีโทษปรับเพิ่มอีกวันละไม่เกิน 5,000 บาท (มาตรา 96 วรรคสอง)
6. กองทุนเงินทดแทน: เงินสมทบที่นายจ้างจ่ายฝ่ายเดียว
กองทุนเงินทดแทนคุ้มครองลูกจ้างที่ประสบอันตราย เจ็บป่วย หรือเสียชีวิต เนื่องจากการทำงาน แยกจากกองทุนประกันสังคม (ซึ่งคุ้มครองกรณีที่ไม่เกี่ยวกับการทำงาน) นายจ้างจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนนี้ ฝ่ายเดียว หักจากลูกจ้างไม่ได้
| หัวข้อ | รายละเอียด |
|---|---|
| ขึ้นทะเบียนและจ่ายครั้งแรก | ภายใน 30 วันนับแต่วันที่นายจ้างมีหน้าที่ต้องจ่ายเงินสมทบ (พ.ร.บ.เงินทดแทน ม.44) |
| วิธีคำนวณ | ค่าจ้างทั้งปีของลูกจ้างทุกคน (คนละไม่เกิน 240,000 บาทต่อปี) × อัตราเงินสมทบตามประเภทกิจการ |
| อัตรา | 0.2%–1.0% ตามความเสี่ยงของประเภทกิจการ ตามประกาศกระทรวงแรงงาน |
| ชำระเงินสมทบประจำปี | ภายในเดือน มกราคม (ปีแรกภายใน 30 วันนับแต่มีลูกจ้าง) |
| รายงานค่าจ้างจริงของปีก่อน | แบบ กท.20ก ภายในเดือน กุมภาพันธ์ |
| จ่ายเพิ่มจากการรายงานค่าจ้าง | ถ้าค่าจ้างจริงสูงกว่าที่ประเมิน ชำระส่วนเพิ่มภายใน 31 มีนาคม |
| ส่งช้า/ไม่ครบ | เงินเพิ่ม 2% ต่อเดือน แต่รวมแล้วไม่เกินจำนวนเงินสมทบที่ต้องจ่าย (พ.ร.บ.เงินทดแทน ม.46) |
เงินสมทบต้นปีคำนวณจากค่าจ้างที่ "ประมาณการ" ไว้ล่วงหน้า เมื่อจบปีจึงต้องรายงานค่าจ้างที่จ่ายจริงด้วยแบบ กท.20ก ถ้าจ่ายจริงสูงกว่าประมาณการ ต้องจ่ายส่วนต่าง ถ้าต่ำกว่า สำนักงานจะคืนหรือนำไปหักในงวดถัดไป ถ้าไม่รายงานภายในกุมภาพันธ์ สำนักงานอาจตรวจบัญชีค่าจ้าง และถ้าพบว่าต้องจ่ายเพิ่มจะมีเงินเพิ่มตามกฎหมายด้วย นายจ้างที่ต้องจ่ายเงินสมทบจำนวนมากยื่นขอผ่อนชำระเป็น 4 งวด (แบบ กท.36) ได้ภายในเดือนธันวาคมของปีก่อน
เมื่อลูกจ้างประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยจากการทำงาน นายจ้างต้องแจ้งสำนักงานภายใน 15 วันนับแต่วันที่ทราบหรือควรทราบ (พ.ร.บ.เงินทดแทน ม.48)
สังเกต: ฐานของกองทุนเงินทดแทน (คนละไม่เกิน 240,000 บาทต่อปี) ไม่เท่ากับฐานของกองทุนประกันสังคม (17,500 × 12 = 210,000 บาทต่อปี) โปรแกรมเงินเดือนต้องตั้งเพดานสองค่านี้แยกกัน
7. เจ้าของกิจการและกรรมการ ต้องเข้าประกันสังคมไหม
7.1 เจ้าของกิจการคนเดียว
สำนักงานประกันสังคมระบุชัดว่า กรณีกิจการเป็นเจ้าของคนเดียว เจ้าของกิจการคือนายจ้าง ไม่สามารถขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประกันตนได้ เจ้าของร้านที่เป็นบุคคลธรรมดาจึงไม่ต้องหักเงินสมทบให้ตัวเอง แต่ต้องขึ้นทะเบียนและนำส่งให้ลูกจ้างทุกคน
7.2 กรรมการบริษัทและหุ้นส่วนผู้จัดการ
กฎหมายไม่มีข้อยกเว้นสำหรับกรรมการโดยเฉพาะ คำถามจึงอยู่ที่ว่าบุคคลนั้นเป็น "ลูกจ้าง" ตามมาตรา 5 หรือไม่ คือทำงานให้นายจ้างและได้รับค่าจ้าง
| สถานการณ์ | แนวทาง |
|---|---|
| กรรมการที่ทำหน้าที่กรรมการอย่างเดียว ได้รับเบี้ยประชุมหรือบำเหน็จกรรมการ | ไม่มีความสัมพันธ์แบบนายจ้าง-ลูกจ้าง โดยทั่วไปไม่เป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 |
| กรรมการที่ทำงานประจำในบริษัท มีตำแหน่งงาน ได้รับเงินเดือนเหมือนพนักงาน | อาจถือเป็นลูกจ้าง ขึ้นกับข้อเท็จจริง เช่น สัญญาจ้าง การอยู่ใต้บังคับบัญชา |
| เจ้าของคนเดียวที่ถือหุ้นเกือบทั้งหมดและเป็นกรรมการผู้มีอำนาจคนเดียว | ข้อเท็จจริงใกล้เคียงกับการเป็นนายจ้างเอง ควรสอบถามสำนักงานประกันสังคมก่อนขึ้นทะเบียนตัวเอง |
เพราะกรณีนี้ขึ้นกับข้อเท็จจริงของแต่ละบริษัท ถ้าต้องการให้กรรมการเข้าระบบประกันสังคม ควรสอบถามสำนักงานประกันสังคมในพื้นที่ก่อน และจัดเอกสารให้สอดคล้อง เช่น สัญญาจ้าง ตำแหน่งงาน และการจ่ายเงินเดือนผ่านบัญชีเงินเดือนพร้อมหักภาษี ณ ที่จ่าย
ส่วนคำถามว่ากรรมการควรรับเงินเดือนเท่าไร ควรรับเป็นเงินเดือนหรือเงินปันผล เป็นเรื่องภาษีที่ต้องดูภาพรวมทั้งบริษัทและตัวกรรมการ ลองเทียบตัวเลขเบื้องต้นด้วย เครื่องคำนวณภาษีบุคคลธรรมดา vs บริษัท
8. เงินสมทบกับภาษีเงินได้
8.1 ฝั่งลูกจ้าง: ลดหย่อนได้ตามจริง
- เงินสมทบที่ผู้ประกันตนจ่ายเข้ากองทุนประกันสังคม หักลดหย่อนได้ตามจำนวนที่จ่ายจริง ปี 2569 สูงสุด 875 × 12 = 10,500 บาท (ประมวลรัษฎากร มาตรา 47(1)(ฌ)) ถ้าคู่สมรสเป็นผู้ประกันตนและความเป็นสามีภริยามีอยู่ตลอดปีภาษี ผู้มีเงินได้หักเงินสมทบของคู่สมรสได้ด้วยตามเกณฑ์เดียวกัน
- เงินประโยชน์ทดแทนที่ผู้ประกันตนได้รับจากกองทุนประกันสังคม เช่น เงินทดแทนการขาดรายได้ ได้รับยกเว้นภาษี (มาตรา 42(25))
- ถ้านายจ้าง ออกเงินสมทบส่วนของลูกจ้างแทน โดยไม่หักจากค่าจ้าง เงินส่วนนั้นเป็นเงินได้ 40(1) ของลูกจ้าง เพราะมาตรา 40(1) รวม "เงินที่นายจ้างจ่ายชำระหนี้ใด ๆ ซึ่งลูกจ้างมีหน้าที่ต้องชำระ" ต้องรวมในยอดเงินได้ที่หักภาษี ณ ที่จ่ายและใน 50 ทวิ
8.2 ฝั่งนายจ้าง: เงินสมทบเป็นรายจ่ายของกิจการ
เงินสมทบส่วนของนายจ้าง ทั้งกองทุนประกันสังคมและกองทุนเงินทดแทน เป็นต้นทุนการจ้างแรงงานตามกฎหมาย นำมาหักเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิได้ และไม่อยู่ในรายการรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี กรมสรรพากรวินิจฉัยว่าใบเสร็จรับเงินเงินสมทบที่แสดงเดือนที่จ่าย และจำนวนเงินสมทบของนายจ้างและผู้ประกันตน ใช้เป็นหลักฐานการหักค่าใช้จ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิได้ (ข้อหารือ กค 0706/11443 ลงวันที่ 28 ธันวาคม 2547) จึงควรเก็บใบเสร็จที่แยกยอดส่วนนายจ้างและส่วนลูกจ้างให้ชัด
ส่วนเงินสมทบส่วนของลูกจ้างที่หักไว้ ไม่ใช่รายจ่ายของนายจ้าง เพราะเป็นเงินของลูกจ้างที่นายจ้างหักไว้เพื่อนำส่งแทน ในบัญชีให้บันทึกเป็นหนี้สิน "เงินประกันสังคมค้างจ่าย" จนกว่าจะนำส่ง
8.3 ประกันสังคมกับ ภ.ง.ด.1
เงินเดือนที่จ่ายลูกจ้างเป็นเงินได้ 40(1) นายจ้างต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายตามมาตรา 50(1) คือคำนวณภาษีทั้งปีแล้วเฉลี่ยหักเป็นรายเดือน และยื่น ภ.ง.ด.1 พร้อมนำส่งภาษี ภายใน 7 วันนับแต่วันสิ้นเดือนที่จ่ายเงิน ไม่ว่าจะหักภาษีไว้หรือไม่ก็ตาม (คำแนะนำในแบบ ภ.ง.ด.1) และออกหนังสือรับรองการหักภาษี (50 ทวิ) ภายในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ของปีถัดไป หรือภายใน 1 เดือนนับแต่วันที่ลูกจ้างออกจากงาน (มาตรา 50 ทวิ) ในทางปฏิบัติ เมื่อประมาณภาษีทั้งปีเพื่อหัก ณ ที่จ่าย นายจ้างมักนำเงินสมทบประกันสังคมที่ลูกจ้างจะจ่ายทั้งปีมารวมเป็นค่าลดหย่อนด้วย เพื่อให้ภาษีที่หักไว้ใกล้เคียงภาษีจริง
กำหนดเวลาของประกันสังคม (วันที่ 15) และ ภ.ง.ด.1 (วันที่ 7) ไม่ตรงกัน ควรใส่ทั้งสองวันไว้ในปฏิทินงานเงินเดือนของกิจการ อ่านพื้นฐานการคำนวณภาษีของลูกจ้างได้ที่ การคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
9. ตัวอย่างการคำนวณเงินเดือน 1 เดือน (งวดตุลาคม 2569)
สมมติบริษัทแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ (ไม่อยู่ในพื้นที่ที่ได้รับลดอัตราเงินสมทบ) มีลูกจ้าง 4 คน จ่ายเงินเดือนงวดตุลาคม 2569 ดังนี้ ตัวเลขสมมติเพื่อประกอบความเข้าใจ
| ลูกจ้าง | ค่าจ้างเดือนตุลาคม | ฐานคำนวณเงินสมทบ | หักลูกจ้าง 5% | นายจ้างสมทบ 5% |
|---|---|---|---|---|
| ก. พนักงานขาย | 12,000 | 12,000 | 600 | 600 |
| ข. พนักงานบัญชี | 17,500 | 17,500 | 875 | 875 |
| ค. ผู้จัดการ | 40,000 | 17,500 (ชนเพดาน) | 875 | 875 |
| ง. พนักงานพาร์ทไทม์ | 1,500 | 1,650 (ฐานขั้นต่ำ) | 83 | 83 |
| รวม | 71,000 | 2,433 | 2,433 |
- ยอดนำส่งสำนักงานประกันสังคมพร้อม สปส.1-10 = 2,433 + 2,433 = 4,866 บาท ภายใน 15 พฤศจิกายน 2569
- ลูกจ้าง ง. ได้ค่าจ้างต่ำกว่าฐานขั้นต่ำ จึงคำนวณจาก 1,650 บาท ได้ 82.50 บาท ปัดเป็น 83 บาทตามมาตรา 46
- ถ้ายังใช้เพดานเดิม 15,000 บาท ลูกจ้าง ข. และ ค. จะเสียคนละ 750 บาท การปรับเพดานเป็น 17,500 บาท ทำให้ต้นทุนนายจ้างของ 2 คนนี้เพิ่มขึ้นคนละ 125 บาทต่อเดือน หรือ 1,500 บาทต่อปี
9.1 ภาษีหัก ณ ที่จ่ายของลูกจ้าง ค.
สมมติลูกจ้าง ค. ได้เงินเดือน 40,000 บาทเท่ากันทุกเดือน ไม่มีเงินได้อื่น และแจ้งใช้เฉพาะค่าลดหย่อนส่วนตัวกับเงินสมทบประกันสังคม
| รายการ | บาท |
|---|---|
| เงินได้ทั้งปี 40,000 × 12 | 480,000 |
| หักค่าใช้จ่าย 50% ไม่เกิน 100,000 (มาตรา 42 ทวิ) | (100,000) |
| หักลดหย่อนส่วนตัว | (60,000) |
| หักเงินสมทบประกันสังคม 875 × 12 (มาตรา 47(1)(ฌ)) | (10,500) |
| เงินได้สุทธิ | 309,500 |
| ภาษีทั้งปี: 150,000 แรกยกเว้น, 150,000 ถัดไป 5% = 7,500, ส่วนที่เกิน 300,000 อีก 9,500 × 10% = 950 | 8,450 |
| หักภาษี ณ ที่จ่ายต่อเดือน (8,450 ÷ 12) | ประมาณ 704 |
ตามมาตรา 50(1) ถ้าหารไม่ลงตัว ให้เพิ่มเศษไปหักในงวดสุดท้ายของปี
9.2 สลิปเงินเดือนและต้นทุนนายจ้างของลูกจ้าง ค.
| รายการ | บาท |
|---|---|
| เงินเดือน | 40,000 |
| หักประกันสังคม 5% (ฐาน 17,500) | (875) |
| หักภาษี ณ ที่จ่าย | (704) |
| ลูกจ้างได้รับสุทธิ | 38,421 |
| ต้นทุนนายจ้าง: เงินเดือน + ประกันสังคมส่วนนายจ้าง | 40,875 |
9.3 กองทุนเงินทดแทนของบริษัทนี้ทั้งปี
สมมติค่าจ้างทั้งปีเท่ากับ 12 เท่าของเดือนตุลาคม และอัตราเงินสมทบตามประเภทกิจการของบริษัทคือ 0.2% (อัตราจริงขึ้นกับรหัสประเภทกิจการที่สำนักงานกำหนด)
| ลูกจ้าง | ค่าจ้างทั้งปี | ใช้คำนวณ (ไม่เกิน 240,000) |
|---|---|---|
| ก. | 144,000 | 144,000 |
| ข. | 210,000 | 210,000 |
| ค. | 480,000 | 240,000 |
| ง. | 18,000 | 18,000 |
| รวม | 612,000 |
เงินสมทบกองทุนเงินทดแทน = 612,000 × 0.2% = 1,224 บาทต่อปี ชำระภายในเดือนมกราคม และรายงานค่าจ้างจริงด้วย กท.20ก ภายในเดือนกุมภาพันธ์ของปีถัดไป
9.4 การบันทึกบัญชี (งวดตุลาคม)
| รายการ | เดบิต | เครดิต |
|---|---|---|
| เงินเดือนและค่าจ้าง | 71,000 | |
| เงินสมทบประกันสังคม (ส่วนนายจ้าง) | 2,433 | |
| เงินประกันสังคมค้างจ่าย (ส่วนลูกจ้าง 2,433 + ส่วนนายจ้าง 2,433) | 4,866 | |
| ภาษีหัก ณ ที่จ่ายค้างจ่าย (ภ.ง.ด.1) | ตามที่คำนวณ | |
| เงินสด/เงินฝากธนาคาร (จ่ายเงินเดือนสุทธิ) | ส่วนที่เหลือ |
เมื่อนำส่งสำนักงานประกันสังคมในเดือนพฤศจิกายน ให้ล้างบัญชี "เงินประกันสังคมค้างจ่าย" 4,866 บาท และเก็บใบเสร็จที่แสดงยอดส่วนนายจ้างแยกจากส่วนลูกจ้างไว้เป็นหลักฐานรายจ่าย
10. เช็กลิสต์งานประกันสังคมของนายจ้าง
เมื่อเริ่มมีลูกจ้างคนแรก
- ขึ้นทะเบียนนายจ้าง (สปส.1-01) และลูกจ้าง (สปส.1-03) ภายใน 30 วัน
- ขึ้นทะเบียนและจ่ายเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนปีแรกภายใน 30 วัน
- สมัครใช้งาน e-Service ของสำนักงานประกันสังคม
ทุกเดือน
- หักเงินสมทบลูกจ้าง 5% จากฐาน 1,650–17,500 บาท ทุกครั้งที่จ่ายค่าจ้าง
- ยื่น ภ.ง.ด.1 และนำส่งภาษีภายใน 7 วันนับแต่สิ้นเดือน
- ยื่น สปส.1-10 และนำส่งเงินสมทบทั้งสองส่วนภายในวันที่ 15
- แจ้งเข้า (สปส.1-03) ภายใน 30 วัน และแจ้งออก (สปส.6-09) ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป
- ตรวจว่ามีประกาศลดอัตราเงินสมทบสำหรับพื้นที่ของกิจการหรือไม่
ทุกปี
- มกราคม: ชำระเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนประจำปี
- กุมภาพันธ์: รายงานค่าจ้างจริงของปีก่อน (กท.20ก) และออก 50 ทวิ ให้ลูกจ้างภายใน 15 กุมภาพันธ์
- ธันวาคม: ถ้าต้องการผ่อนชำระเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนปีหน้า ยื่น กท.36
- ตรวจเพดานค่าจ้างในโปรแกรมเงินเดือนทุกต้นปี
เอกสารประกันสังคมเป็นส่วนหนึ่งของเอกสารที่สำนักงานบัญชีต้องใช้ทุกเดือน ดูรายการเอกสารทั้งหมดได้ที่ Checklist เตรียมเอกสารสำนักงานบัญชี (รายเดือน/รายปี) และถ้าเพิ่งเปิดบริษัท อ่าน เปิดบริษัทใหม่ ต้องรู้อะไรบ้าง (ปี 2569)
คำถามที่พบบ่อย
1. มีลูกจ้างแค่ 1 คน ต้องขึ้นทะเบียนประกันสังคมไหม
ต้องขึ้นทะเบียน สำนักงานประกันสังคมกำหนดให้นายจ้างที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 1 คนขึ้นทะเบียนนายจ้างพร้อมขึ้นทะเบียนลูกจ้างภายใน 30 วัน และต้องเข้ากองทุนเงินทดแทนด้วย ถ้าจ้างคนในครอบครัว เช่น คู่สมรสหรือบุตรของเจ้าของ ควรสอบถามสำนักงานประกันสังคมก่อน เพราะต้องดูว่ามีความสัมพันธ์แบบนายจ้าง-ลูกจ้างจริงหรือไม่
2. ลูกจ้างเงินเดือน 50,000 บาท ต้องหักประกันสังคมเท่าไร
หักได้สูงสุด 875 บาทต่อเดือน เพราะปี 2569 ฐานค่าจ้างสูงสุดคือ 17,500 บาท (17,500 × 5%) นายจ้างสมทบอีก 875 บาท ส่วนที่เกิน 17,500 บาทไม่นำมาคำนวณเงินสมทบ
3. พนักงานทดลองงานหรือพาร์ทไทม์ ต้องเข้าประกันสังคมไหม
ต้องเข้า ถ้าทำงานให้นายจ้างโดยได้รับค่าจ้างและอายุอยู่ในเกณฑ์ 15–60 ปี กฎหมายไม่ยกเว้นพนักงานทดลองงานหรือพาร์ทไทม์ ค่าจ้างที่ต่ำกว่า 1,650 บาทให้คำนวณจากฐาน 1,650 บาท
4. ส่งเงินสมทบช้าไป 3 วัน เสียเงินเพิ่มไหม
ตามมาตรา 49 เศษของเดือนที่น้อยกว่า 15 วันให้ปัดทิ้ง ถ้าล่าช้าไม่ถึง 15 วัน เงินเพิ่มที่คำนวณได้จึงเป็นศูนย์ แต่ถ้าล่าช้าตั้งแต่ 15 วันขึ้นไปจะนับเป็น 1 เดือน เสียเงินเพิ่ม 2% ของเงินสมทบที่ค้าง ไม่ควรถือช่องนี้เป็นแผนปกติ เพราะการค้างชำระต่อเนื่องอาจถูกเตือนและยึดทรัพย์ได้
5. นายจ้างออกเงินสมทบส่วนของลูกจ้างแทนให้ได้ไหม
ทำได้ แต่เงินที่นายจ้างจ่ายแทนเป็นเงินได้ 40(1) ของลูกจ้าง ต้องรวมคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่ายและแสดงใน 50 ทวิ ส่วนนายจ้างยังต้องรับผิดชอบนำส่งให้ครบทั้งสองส่วนภายในวันที่ 15 เช่นเดิม ถ้าต้องการทำเป็นสวัสดิการ ควรเขียนเป็นระเบียบของบริษัทให้ชัด
6. เงินเพิ่มประกันสังคมที่จ่ายเพราะส่งช้า หักเป็นรายจ่ายได้ไหม
ยังไม่มีข้อหารือที่ตอบเรื่องนี้โดยตรง มาตรา 65 ตรี (6) ห้ามเฉพาะเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม "ภาษีอากร" และค่าปรับทางอาญา ส่วนเงินเพิ่มตามกฎหมายประกันสังคมไม่ใช่ภาษีอากร แต่ก่อนนำไปหักควรปรึกษาผู้สอบบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษี ทางที่ดีที่สุดคือวางระบบให้ส่งตรงเวลาจนไม่เกิดเงินเพิ่ม
7. ถ้าเป็นกรรมการและถือหุ้นบริษัทเอง ควรรับเงินเดือนหรือไม่
ขึ้นกับภาพรวมภาษีของทั้งบริษัทและตัวกรรมการ เงินเดือนกรรมการเป็นรายจ่ายของบริษัทแต่เป็นเงินได้ 40(1) ของกรรมการ ส่วนการเป็นผู้ประกันตนต้องดูว่ากรรมการมีฐานะเป็นลูกจ้างตามข้อเท็จจริงหรือไม่ (ข้อ 7) ลองเปรียบเทียบตัวเลขได้ที่ เครื่องคำนวณภาษีบุคคลธรรมดา vs บริษัท แล้วปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจ
ให้ Tawan Consultant ช่วยดูแลเรื่องนี้
ทีมบัญชีของ ตะวัน คอนซัลแทนท์ (Tawan Consultant) ช่วยนายจ้างขึ้นทะเบียนประกันสังคมและกองทุนเงินทดแทน คำนวณเงินเดือน หักและนำส่งเงินสมทบผ่าน สปส.1-10 แจ้งเข้า-แจ้งออก ยื่น ภ.ง.ด.1 ออก 50 ทวิ และรายงานค่าจ้างประจำปี ควบคู่กับบริการรับทำบัญชีรายเดือน
- โทร: 096-692-2528
- LINE: @962iwlqe
- ที่อยู่: 34 ซอยเพชรเกษม 28 แยก 16 แขวงภาษีเจริญ เขตภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร 10160
- เวลาทำการ: จันทร์–ศุกร์ 8:30–17:30
- เว็บไซต์: www.tawanconsultant.com
บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไปเพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายหรือภาษีสำหรับกรณีเฉพาะ กฎหมายและแนวปฏิบัติอาจเปลี่ยนแปลง ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจ
แหล่งอ้างอิง
- พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 (ฉบับรวมถึงฉบับที่ 3 พ.ศ. 2542) มาตรา 4, 5, 33, 34, 35, 38, 39, 44, 46, 47, 48, 49, 50, 96 สำนักงานประกันสังคม https://www.sso.go.th/wpr/assets/upload/files_storage/sso_th/7d900b368467d904cf25f13b46f20e21.pdf
- สำนักงานประกันสังคม: ฐานค่าจ้างที่ใช้คำนวณเงินสมทบ ขั้นต่ำ 1,650 บาท และไม่เกิน 17,500 บาท (ตั้งแต่ 1 มกราคม 2569) ตามกฎกระทรวงกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำและขั้นสูงที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบของผู้ประกันตนตามมาตรา 33 พ.ศ. 2568 (ราชกิจจานุเบกษา 12 ธันวาคม 2568 ข้อ 3(1)) https://www.sso.go.th/wpr/satun/service/%E0%B8%81%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A1_detail_detail_28_125_690/605_605
- ประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขให้ลดหย่อนการออกเงินสมทบของนายจ้างและผู้ประกันตนในท้องที่ที่ประสบภัยพิบัติอย่างร้ายแรง พ.ศ. 2569 (ราชกิจจานุเบกษา 8 มกราคม 2569) ดูมติ ครม. ที่ สำนักงานประชาสัมพันธ์ กรมประชาสัมพันธ์ (30 ธันวาคม 2568) https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/460843
- สำนักงานประกันสังคม: เงินสมทบและการชำระเงิน (สปส.1-10 วันที่ 15 เงินเพิ่มร้อยละ 2 กองทุนเงินทดแทน 0.2–1.0% คนละไม่เกิน 240,000 บาท กท.20ก) https://www.sso.go.th/wpr/main/general/%E0%B9%80%E0%B8%87%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%97%E0%B8%9A%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%8A%E0%B8%B3%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%87%E0%B8%B4%E0%B8%99_singleview_detail_1_193_0/438_438/?page=preview&id=438
- สำนักงานประกันสังคม: การขึ้นทะเบียนผู้ประกันตนมาตรา 33 (ภายใน 30 วัน สปส.1-03 สปส.6-09 สปส.6-10 และเจ้าของกิจการคนเดียว) https://www.sso.go.th/wpr/main/general/%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B233_singleview_detail_1_190_0/437_437/?page=preview&id=437
- ข่าวสำนักงานประกันสังคม: สปส. ย้ำขอความร่วมมือนายจ้าง "แจ้งเข้า-แจ้งออก" ให้ลูกจ้างตามเวลาที่กฎหมายกำหนด (30 ตุลาคม 2567) https://www.sso.go.th/wpr/main/news/%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%98%E0%B9%8C_detail_detail_1_16_0/28904_28904
- แบบขึ้นทะเบียนนายจ้าง สปส.1-01 สำนักงานประกันสังคม https://www.sso.go.th/wpr/assets/upload/files_storage/sso_th/fe16acc5146f9a5416315bc7a5af6d07.pdf
- คู่มือนายจ้าง กองทุนเงินทดแทน สำนักงานประกันสังคม (ชำระเงินสมทบภายในเดือนมกราคม ปีแรกภายใน 30 วัน รายงานค่าจ้างภายในเดือนกุมภาพันธ์) https://www.sso.go.th/wpr/assets/upload/files_storage/sso_th/21f9d80408a598636551a7c559cd7920.pdf
- พระราชบัญญัติเงินทดแทน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2561 (แก้ไขมาตรา 44, 46, 48 แห่งพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. 2537) ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 135 ตอนที่ 80 ก ลงวันที่ 10 ตุลาคม 2561 https://www.sso.go.th/wpr/assets/upload/files_storage/sso_th/41a3789373c30d05e9db01a117d0c3cb.pdf
- ประมวลรัษฎากร มาตรา 38-64 (มาตรา 40(1), 42(25), 42 ทวิ, 47(1)(ฌ), 50(1), 50 ทวิ) กรมสรรพากร https://www.rd.go.th/5937.html
- ประมวลรัษฎากร มาตรา 65-76 (มาตรา 65 ตรี) กรมสรรพากร https://www.rd.go.th/5939.html
- ข้อหารือ กค 0706/11443 ลงวันที่ 28 ธันวาคม 2547 (ใบเสร็จรับเงินเงินสมทบเป็นหลักฐานการหักค่าใช้จ่ายและหักลดหย่อน) https://www.rd.go.th/28709.html
- แบบ ภ.ง.ด.1 และคำชี้แจง (กำหนดเวลายื่นภายใน 7 วันนับแต่วันสิ้นเดือน) กรมสรรพากร https://www.rd.go.th/fileadmin/tax_pdf/withhold/200360_WHT1.pdf