จ้างแรงงาน กับ จ้างทำของ ต่างกันอย่างไร: ภาษีหัก ณ ที่จ่าย VAT อากรแสตมป์ และประกันสังคมที่เจ้าของ SME ต้องรู้

จ้างแรงงาน กับ จ้างทำของ หัก ณ ที่จ่าย อากร ประกันสังคม — ตะวัน คอนซัลแทนท์

สัญญาจะเป็น "จ้างแรงงาน" หรือ "จ้างทำของ" ไม่ได้ขึ้นกับชื่อที่เขียนหัวกระดาษ แต่ขึ้นกับ ความเป็นจริงของงาน ว่าคนทำงานอยู่ใต้การบังคับบัญชาของคุณและได้ค่าตอบแทนตามเวลาที่ทำงาน หรือเป็นผู้รับผลสำเร็จของงานที่ตัดสินใจวิธีทำเอง ถ้าเป็นแบบแรก เขาคือ ลูกจ้าง คุณต้องหักภาษีแบบเงินเดือน ส่งประกันสังคม และรับภาระตามกฎหมายแรงงาน ถ้าเป็นแบบหลัง เขาคือ ผู้รับจ้างทำของ ภาระภาษีและการหัก ณ ที่จ่ายจะเปลี่ยนไปอีกชุดหนึ่ง

ปัญหาที่เจอบ่อยกับ SME คือเขียนสัญญาว่า "จ้างเหมา" เพื่อไม่ต้องส่งประกันสังคมและไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย แต่หน้างานจริงคนคนนั้นเข้างานเวลาเดิมทุกวัน ใช้เครื่องมือของร้าน และรับคำสั่งจากหัวหน้าทุกเช้า เมื่อเกิดข้อพิพาทหรือถูกตรวจสอบ ศาลและเจ้าหน้าที่ดูข้อเท็จจริงมากกว่าชื่อสัญญา บทความนี้อธิบายหลักแยกสองแบบตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แล้วไล่ผลทางภาษีและภาระที่ตามมาทีละเรื่อง ทั้งฝั่งเจ้าของกิจการที่เป็นผู้จ่าย และฝั่งฟรีแลนซ์ที่เป็นผู้รับงาน

สรุปสั้นที่สุด: จ้างแรงงาน (ป.พ.พ. ม.575) = ทำงานให้ตามเวลาและรับคำสั่งนายจ้าง ผลคือ เงินได้ 40(1) หักภาษีตามอัตราก้าวหน้า (ม.50(1)) ส่งประกันสังคมม.33 ไม่มี VAT ไม่มีอากรแสตมป์ · จ้างทำของ (ป.พ.พ. ม.587) = รับผลสำเร็จของงาน ใช้วิธีและเครื่องมือของตนเอง ผลคือ เงินได้ 40(2), 40(7) หรือ 40(8) ตามข้อเท็จจริง หัก ณ ที่จ่าย 3% สำหรับ 40(7)/(8) เมื่อผู้จ่ายเป็นนิติบุคคล (40(2) หักอัตราก้าวหน้า ม.50(1)) และเหลือ 1% ถ้าจ่ายผ่าน e-Withholding Tax สำหรับเงินที่จ่ายถึง 31 ธ.ค. 2570 (กฎกระทรวง ฉบับที่ 402 (พ.ศ. 2569)) · ผู้รับจ้างที่ฐานภาษีเกิน 1.8 ล้านบาทต้องจด VAT · สัญญาจ้างทำของเสียอากรแสตมป์ 1 บาทต่อ 1,000 บาท · ถ้าจัดผิดประเภท เสี่ยงค่าชดเชย ประกันสังคมย้อนหลัง และเงินเพิ่มภาษี

1. สามเหตุการณ์จริงที่เจ้าของ SME เจอบ่อย

ลองดูสามกรณีที่ถามกันบ่อย ผลสรุปเป็นเพียงแนวทางตามหลักกฎหมาย ไม่ใช่คำตัดสิน เพราะรายละเอียดของงานแต่ละที่เปลี่ยนคำตอบได้

กรณี น่าจะเป็น ปัจจัยที่ทำให้ผลเปลี่ยน
ช่างทาสี รับเหมาทั้งหลัง ใช้อุปกรณ์ของตนเอง ส่งงานตามแบบ จ้างทำของ ถ้าเจ้าของสั่งให้มาทุกวัน เวลาเข้า-ออกแน่นอน จ่ายรายวัน ใช้เครื่องมือของเจ้าของ จะเข้าใกล้จ้างแรงงาน
ฟรีแลนซ์กราฟิก รับงานเป็นชิ้น มีหลายลูกค้า ใช้คอมพิวเตอร์ของตนเอง จ้างทำของ ถ้านั่งทำประจำที่ออฟฟิศ เวลาเข้างานแน่นอน รับเงินคงที่ทุกเดือน และมีหัวหน้าสั่งงานรายวัน เสี่ยงถูกมองเป็นลูกจ้าง
แม่บ้านประจำร้าน เข้า-ออกเวลาเดิม รับค่าจ้างรายวันหรือรายเดือน จ้างแรงงาน ถ้าจ้างบริษัทแม่บ้านมาทำความสะอาด คนทำงานเป็นลูกจ้างของบริษัทนั้น ไม่ใช่ของร้านคุณ

ที่เหลือของบทความจะตอบว่า ทำไมสามกรณีนี้จึงได้ผลต่างกัน และถ้าคุณอยู่ตรงกลาง (เช่น ช่างซ่อมแอร์ที่มาประจำสัปดาห์ละ 3 วัน) ควรดูอะไรเป็นหลัก

2. นิยามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

จ้างแรงงาน (ป.พ.พ. มาตรา 575) คือสัญญาที่บุคคลหนึ่ง เรียกว่าลูกจ้าง ตกลงทำงานให้อีกบุคคลหนึ่ง เรียกว่านายจ้าง และนายจ้างตกลงให้สินจ้างตลอดเวลาที่ทำงานให้ จุดสำคัญคือสินจ้างผูกกับ เวลาที่ทำงาน ไม่ได้ผูกกับผลงานชิ้นใดชิ้นหนึ่ง นอกจากนี้ มาตรา 576 วางหลักว่า ถ้าตามพฤติการณ์ไม่อาจคาดหมายได้ว่างานนั้นจะทำให้เปล่า ถือว่ามีคำมั่นว่าจะให้สินจ้างโดยปริยาย

จ้างทำของ (ป.พ.พ. มาตรา 587) คือสัญญาที่ผู้รับจ้างตกลงทำการงานสิ่งหนึ่งสิ่งใดจนสำเร็จให้ผู้ว่าจ้าง และผู้ว่าจ้างตกลงให้สินจ้างเพื่อผลสำเร็จของการนั้น จุดสำคัญคือ ผลสำเร็จของงาน ไม่ใช่เวลา

พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 5 ใช้นิยามที่สอดคล้องกัน และเพิ่มประโยคสำคัญว่า ผู้ซึ่งตกลงทำงานให้นายจ้างโดยรับค่าจ้างเป็น "ลูกจ้าง" ไม่ว่าจะเรียกชื่ออย่างไร ทั้งสัญญาปากเปล่าหรือเป็นหนังสือก็ใช้ได้ พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ. 2533 ก็ใช้หลักคิดเดียวกันในการนิยามลูกจ้าง นั่นคือชื่อสัญญาไม่ผูกมัดว่าเป็นลูกจ้างหรือไม่

อ่านให้ตรงกัน: ถ้าพ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานเห็นว่าเป็น "ลูกจ้าง" ภาระด้านแรงงานและประกันสังคมจะตามมา แม้ในสัญญาจะเขียนว่าจ้างทำของก็ตาม แต่เรื่องภาษีเงินได้ยังมีเส้นแบ่งของตัวเอง (40(1), 40(2), 40(7), 40(8)) ซึ่งดูจากข้อเท็จจริงเหมือนกันแต่ใช้ตัวบทคนละฉบับ

3. หกจุดชี้ขาด: แยกจ้างแรงงานกับจ้างทำของจากข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาไม่ได้ใช้เกณฑ์ข้อเดียวตัดสิน แต่ดูภาพรวมของความสัมพันธ์ ตามหลักที่สรุปได้จากตัวบทและแนวคำพิพากษา มี 6 จุดที่ควรเช็กทุกครั้งก่อนเขียนสัญญา

1) อำนาจบังคับบัญชา นายจ้างมีอำนาจสั่งว่าให้ทำเมื่อไร ที่ไหน อย่างไร มีวินัย และลงโทษหรือเลิกจ้างเมื่อลูกจ้างฝ่าฝืนคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมาย (ป.พ.พ. ม.583 เป็นตัวอย่างของอำนาจที่นายจ้างใช้ได้) ผู้รับจ้างทำของไม่ต้องอยู่ใต้คำสั่งรายวัน ผู้ว่าจ้างกำหนดได้เพียงว่าต้องการงานอะไร เสร็จเมื่อไร และตรวจรับงาน

2) มุ่งผลสำเร็จของงาน หรือมุ่งใช้แรงงานตามเวลา จ้างแรงงานจ่ายตามเวลาที่ทำงาน (ม.575) จ้างทำของจ่ายเมื่อรับมอบงาน หรือจ่ายเป็นส่วน ๆ ตามส่วนงานที่ส่งมอบ ถ้าสัญญากำหนดไว้ (ม.602) อย่างไรก็ตาม การจ่ายรายชั่วโมงหรือรายวันไม่ได้ชี้ขาดเสมอไป พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานเองก็นับค่าตอบแทนที่คำนวณตามผลงานในเวลาทำงานปกติเป็นค่าจ้างได้ เช่น แนวคำพิพากษาฎีกาที่ 5468/2554 ครูสอนภาษาจีนที่ได้เงินเฉพาะชั่วโมงที่สอนจริง และเมื่อจบหลักสูตรไม่มีหน้าที่ต้องสอนต่อ ศาลเห็นว่ามุ่งผลสำเร็จของงาน เป็นจ้างทำของ แม้บริษัทจะส่งประกันสังคมให้ก็ตาม

3) ใครจัดหาเครื่องมือและวัสดุ ป.พ.พ. มาตรา 588 วางหลักว่าเครื่องมือสำหรับทำการงานให้สำเร็จนั้น ผู้รับจ้างเป็นผู้จัดหา ส่วนสัมภาระหรือวัสดุ ตัวบทไม่ได้กำหนดว่าฝ่ายใดต้องจัดหา คู่สัญญาตกลงกันได้ และถ้าผู้รับจ้างเป็นผู้จัดหา ต้องจัดหาสัมภาระชนิดที่ดี (มาตรา 589) ผู้ทำงานที่ต้องใช้คอมพิวเตอร์ เครื่องมือช่าง หรือรถของนายจ้างตลอด ใกล้เคียงลูกจ้างมากกว่า

4) ต้องทำเองหรือจ้างช่วงได้ ลูกจ้างตั้งผู้อื่นทำแทนตนไม่ได้ถ้านายจ้างไม่ยินยอม ถ้าฝ่าฝืน อีกฝ่ายบอกเลิกสัญญาได้ (ม.577) ส่วนผู้รับจ้างทำของจ้างช่วงได้ โดยผู้รับจ้างยังรับผิดต่อการกระทำของผู้รับจ้างช่วง เว้นแต่สาระสำคัญของสัญญาอยู่ที่ความรู้ความสามารถของตัวผู้รับจ้างเอง (ม.607) ถ้าสัญญาห้ามส่งคนอื่นมาทำแทนอย่างเด็ดขาด นั่นเป็นสัญญาณไปทางจ้างแรงงาน

5) การจ่ายและการเลิกสัญญา จ้างแรงงานแบบไม่มีกำหนดเวลา บอกเลิกได้โดยบอกกล่าวล่วงหน้าตามหลัก ม.582 และพ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ม.17 และถ้านายจ้างเลิกจ้างเข้าเงื่อนไขต้องจ่ายค่าชดเชย (ม.118) ส่วนจ้างทำของ ผู้ว่าจ้างบอกเลิกได้ตราบที่งานยังไม่เสร็จ โดยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้ผู้รับจ้าง (ม.605) ไม่มีเรื่องค่าชดเชยตามกฎหมายแรงงาน นอกจากนี้ หากไม่ได้ตกลงไว้เป็นอย่างอื่น ผู้รับจ้างรับผิดต่อความชำรุดบกพร่องของงานที่ปรากฏภายในหนึ่งปีนับแต่ส่งมอบ (ห้าปีสำหรับสิ่งปลูกสร้างติดพื้นดิน นอกจากเรือนโรงที่ทำด้วยไม้ และกำหนดเวลานี้ไม่ใช้ถ้าผู้รับจ้างปิดบังความชำรุด) (ม.600) และผู้ว่าจ้างต้องฟ้องภายในหนึ่งปีนับแต่ความชำรุดปรากฏ (ม.601)

6) ความรับผิดต่อบุคคลภายนอก ถ้าลูกจ้างทำละเมิดไปในทางการที่จ้าง นายจ้างต้องร่วมรับผิดกับลูกจ้าง (ม.425) ส่วนผู้ว่าจ้างทำของ โดยหลักไม่ต้องรับผิดต่อความเสียหายที่ผู้รับจ้างก่อขึ้นระหว่างทำงาน เว้นแต่ผู้ว่าจ้างผิดในการสั่งให้ทำ ในคำสั่งที่ให้ไว้ หรือในการเลือกหาผู้รับจ้าง (ม.428) เจ้าของที่คิดว่าจ้างเหมาแล้วจะสบายใจเรื่องความรับผิด ต้องระวังว่าถ้าแท้จริงเป็นลูกจ้าง ม.428 ใช้ป้องกันไม่ได้

ตารางเปรียบเทียบ

ประเด็น จ้างแรงงาน จ้างทำของ
ตัวบทหลัก ป.พ.พ. ม.575–586 ป.พ.พ. ม.587–607
เป้าหมายของสัญญา ใช้แรงงานตามเวลา ผลสำเร็จของงาน
อำนาจบังคับบัญชา นายจ้างสั่งและลงโทษทางวินัยได้ ไม่มี ตรวจรับงานได้เท่านั้น
เครื่องมือ ส่วนมากนายจ้างจัดให้ ผู้รับจ้างจัดหาเอง (ม.588)
ให้คนอื่นทำแทน ไม่ได้ ถ้านายจ้างไม่ยินยอม (ม.577) ได้ ผู้รับจ้างรับผิดชอบเอง (ม.607)
การจ่ายเงิน ตามเวลา/งวด เมื่อรับมอบงาน หรือเป็นส่วน ๆ (ม.602)
การเลิกสัญญา บอกกล่าวล่วงหน้า และอาจมีค่าชดเชย เลิกก่อนงานเสร็จโดยชดใช้ค่าสินไหม (ม.605)
ละเมิดต่อบุคคลภายนอก นายจ้างร่วมรับผิด (ม.425) ผู้ว่าจ้างไม่ต้องรับผิดโดยหลัก (ม.428)

ชื่อสัญญาไม่ใช่ตัวตัดสิน

แนวคำพิพากษาฎีกา เช่น ฎีกาที่ 7699/2551 พนักงานขับรถที่บริษัทอ้างว่าเป็นจ้างทำของ แต่บริษัทกำหนดเวลาทำงานแน่นอน (จันทร์–เสาร์ 8.00–17.00 น.) จ่ายเป็นเงินเดือนพร้อมค่าล่วงเวลา และมอบหมายงานอื่นเพิ่มได้ ศาลถือว่าเป็นสัญญาจ้างแรงงาน ส่วนฎีกาที่ 4517/2557 ครูสอนภาษาอังกฤษที่ได้เงินรายชั่วโมง ไม่มีเวลาแน่นอน และไม่ต้องขออนุญาตลา ศาลเห็นว่าไม่มีอำนาจควบคุมบังคับบัญชา เป็นจ้างทำของ สองเรื่องนี้แสดงว่าศาลชั่งน้ำหนักข้อเท็จจริงทั้งหมด ไม่ได้ดูแค่ชื่อสัญญาหรือวิธีจ่ายเงินอย่างเดียว (ควรตรวจข้อความเต็มของคำพิพากษาที่ระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกาก่อนอ้างอิงในการดำเนินคดีจริง)

4. ผลทางกฎหมายแรงงานเมื่อเป็นลูกจ้าง

ถ้าข้อเท็จจริงชี้ว่าเป็นจ้างแรงงาน เจ้าของกิจการในฐานะนายจ้างจะมีภาระตามพ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานโดยอัตโนมัติ ไม่ว่าสัญญาจะเขียนไว้อย่างไร

  • ค่าจ้างและสิทธิพื้นฐาน เช่น ค่าล่วงเวลา วันหยุด วันลา และค่าจ้างขั้นต่ำ ตามที่กฎหมายคุ้มครองแรงงานกำหนด
  • การบอกเลิกสัญญา สัญญาจ้างไม่มีกำหนดเวลา ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นหนังสือ ณ หรือก่อนกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวหนึ่ง ให้เป็นผลเมื่อถึงกำหนดจ่ายคราวถัดไป แต่ไม่ต้องบอกล่วงหน้าเกิน 3 เดือน (พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ม.17) ถ้านายจ้างไม่บอกกล่าว ต้องจ่ายเงินเท่าค่าจ้างที่ควรได้ตลอดช่วงบอกกล่าว (ม.17/1)
  • ค่าชดเชยเมื่อเลิกจ้าง (ม.118) ตามอายุงานดังนี้
อายุงาน ค่าชดเชย (ค่าจ้างอัตราสุดท้าย)
120 วัน ถึงน้อยกว่า 1 ปี 30 วัน
1 ปี ถึงน้อยกว่า 3 ปี 90 วัน
3 ปี ถึงน้อยกว่า 6 ปี 180 วัน
6 ปี ถึงน้อยกว่า 10 ปี 240 วัน
10 ปี ถึงน้อยกว่า 20 ปี 300 วัน
20 ปีขึ้นไป 400 วัน

ตัวอย่าง ลูกจ้างที่ค่าจ้างอัตราสุดท้ายวันละ 500 บาท ทำงานมา 3 ปีเศษ และถูกเลิกจ้างโดยไม่เข้ากรณีที่กฎหมายยกเว้น จะได้ค่าชดเชย 180 วัน × 500 = 90,000 บาท ผู้รับจ้างทำของจริงไม่มีสิทธินี้ แต่ถ้าศาลเห็นว่าเป็นลูกจ้าง ภาระนี้ตกกับเจ้าของกิจการ (ข้อยกเว้นและการแก้ไขล่าสุดของกฎหมายนี้ ณ ขณะนี้คือฉบับที่ 9 พ.ศ. 2568 ควรตรวจฉบับรวมล่าสุดก่อนคำนวณจริง)

  • จ้างเหมาค่าแรง (ม.11/1) ถ้าคุณมอบหมายให้ผู้อื่นจัดหาคนมาทำงานที่เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการผลิตหรือธุรกิจในความรับผิดชอบของคุณ ไม่ว่าผู้รับเหมาจะเป็นผู้ควบคุมดูแลหรือจ่ายค่าจ้างเองหรือไม่ กฎหมายให้ถือว่าคุณเป็นนายจ้างของคนเหล่านั้น และต้องให้สิทธิประโยชน์และสวัสดิการที่เป็นธรรมโดยไม่เลือกปฏิบัติเทียบกับลูกจ้างตรงที่ทำงานลักษณะเดียวกัน แนวคำพิพากษาฎีกา เช่น ฎีกาที่ 8266/2560 (แผนกคดีแรงงาน) วินิจฉัยให้ลูกจ้างเหมาค่าแรงได้รับโบนัสและเงินค่าครองชีพเท่าลูกจ้างตรง
  • ผู้รับเหมาช่วง (ม.12) ถ้านายจ้างเป็นผู้รับเหมาช่วง ผู้รับเหมาช่วงลำดับสูงขึ้นไปจนถึงผู้รับเหมาชั้นต้นต้องร่วมรับผิดในค่าจ้าง ค่าชดเชย และเงินที่เกี่ยวข้อง และไล่เบี้ยได้ ดังนั้นการจ้างเหมางานก่อสร้างหรืองานบริการผ่านหลายชั้นไม่ได้ตัดความเสี่ยงของเจ้าของงานออกไปทั้งหมด

5. ภาษีเงินได้: เงินที่จ่ายเป็นเงินได้ประเภทไหน

ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแบ่งตามประเภทเงินได้ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 40 สี่ประเภทที่เกี่ยวกับหัวข้อนี้คือ

ประเภท ตัวบทโดยสรุป ใครมักเข้า
40(1) เงินได้เนื่องจากการจ้างแรงงาน เช่น เงินเดือน ค่าจ้าง โบนัส ลูกจ้าง
40(2) เงินได้เนื่องจากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำ หรือจากการรับทำงานให้ เช่น ค่านายหน้า เบี้ยประชุม ผู้รับจ้างที่ใช้แรงตนเองเป็นหลัก ค่าใช้จ่ายน้อย
40(7) เงินได้จากการรับเหมาที่ผู้รับเหมาต้องลงทุนจัดหาสัมภาระในส่วนสำคัญ นอกจากเครื่องมือ ผู้รับเหมาที่ออกค่าวัสดุสำคัญเอง
40(8) เงินได้จากธุรกิจ การพาณิชย์ การเกษตร การอุตสาหกรรม การขนส่ง หรือการอื่นนอกจาก (1) ถึง (7) ผู้ทำเป็นกิจการ มีต้นทุน มีทีมงาน

การจัดประเภทดูจากข้อเท็จจริง ไม่ใช่ชื่อสัญญา

กรมสรรพากรวินิจฉัยตามข้อหารือ กค 0702/3618 (27 มิ.ย. 2551) ว่า การรับจ้างตัดเย็บเสื้อผ้าโดยผู้ว่าจ้างเป็นผู้จัดหาผ้า ซึ่งเป็นการจ้างทำของตาม ป.พ.พ. ม.587 ที่ใช้แรงงานของตนเป็นหลัก เงินได้เป็นประเภท 40(2) แต่ถ้าพิสูจน์ได้ว่ามีค่าใช้จ่ายเกี่ยวข้องจำนวนมาก จะเป็น 40(8) และอีกหนึ่งข้อหารือ กค 0706/3336 (26 เม.ย. 2548) กรณีรับทำโมเดลสถาปัตยกรรมและฉากภาพยนตร์ที่มีค่าใช้จ่ายสูง กรมสรรพากรวินิจฉัยเป็น 40(8) กฎหมายไม่ได้กำหนดเปอร์เซ็นต์ตายตัวว่าค่าใช้จ่ายต้องสูงเท่าไรจึงเป็น 40(8) จึงควรเก็บหลักฐานต้นทุนจริงและให้สัญญาสะท้อนวิธีทำงานจริง

อีกประเด็นหนึ่งที่เจ้าของกิจการมักพลาดคือ ถ้าผู้ว่าจ้างเป็นผู้จัดหาวัสดุเอง แต่ตั้งให้ผู้รับจ้างเป็นตัวแทนซื้อวัสดุเพื่อความสะดวก กรมสรรพากรถือว่ายังเป็นสัญญาจ้างทำของทั้งจำนวน แยกค่าวัสดุออกจากฐานหัก ณ ที่จ่ายไม่ได้ ต้องหัก 3% จากค่าแรงรวมค่าวัสดุ (ข้อหารือ กค 0811/1934 ลงวันที่ 13 มี.ค. 2543)

การหักค่าใช้จ่ายของผู้รับเงินแตกต่างกันมาก

ประเภท วิธีหักค่าใช้จ่าย ตัวบท
40(1) และ 40(2) หักเหมา 50% แต่รวมกันไม่เกิน 100,000 บาท 40(2) ใช้วิธีหักตามจริงไม่ได้ ประมวลรัษฎากร ม.42 ทวิ
40(7) หักเหมา 60% เว้นแต่พิสูจน์ได้ว่าจ่ายจริงมากกว่า จึงหักตามความจำเป็นและสมควร พ.ร.ฎ. ฉบับที่ 11 (พ.ศ. 2502) ม.7
40(8) หักเหมาตามรายการใน ม.8 (ส่วนใหญ่ 60%) หรือหักตามจริงถ้าไม่ตรงรายการ พ.ร.ฎ. ฉบับที่ 11 ม.8 และ ม.8 ทวิ

รายการใน ม.8 ที่เกี่ยวกับงานจ้างทำของที่พบบ่อย เช่น ตัด เย็บ ถัก ปักเสื้อผ้า (5) ทำ ตกแต่ง ซ่อมเครื่องเรือน (6) ขนส่งหรือรับจ้างด้วยยานพาหนะ (15) ซักรีด ย้อมสี (24) แต่ไม่มีรายการ "รับเหมาก่อสร้าง" หรือ "รับเหมาค่าแรง" ในมาตรานี้ ผู้รับเหมาสาย 40(8) ที่ไม่ตรงรายการจึงต้องหักตามจริงด้วยหลักฐาน

ตัวอย่าง: ฟรีแลนซ์ได้ค่าจ้างปีละ 600,000 บาท

สมมติฟรีแลนซ์บุคคลธรรมดารับค่าจ้างรวม 600,000 บาทต่อปีจากลูกค้า และไม่มีเงินได้ประเภทอื่น

กรณี ประเภท หักค่าใช้จ่ายเหมา ฐานก่อนหักลดหย่อน
ทำงานด้วยแรงตนเอง ไม่ลงทุนวัสดุ 40(2) 100,000 (50% ของ 600,000 คือ 300,000 แต่เพดานคือ 100,000) 500,000
ออกค่าวัสดุสำคัญเอง 40(7) 360,000 (60%) 240,000

ผลต่างของฐานคำนวณมากถึง 260,000 บาท ก่อนหักค่าลดหย่อน นี่คือเหตุผลที่ต้องจัดประเภทให้ตรงข้อเท็จจริง และข้อมูลต้นทุนที่ผู้รับเงินมีก็ต้องสอดคล้องกับประเภทที่ยื่น ถ้าผู้รับเงินมีเงินเดือน 40(1) ด้วย เพดานค่าใช้จ่ายเหมา 100,000 บาทต้องใช้ร่วมกันทั้งสองประเภท อ่านรายละเอียดฝั่งฟรีแลนซ์ได้ที่ ภาษีฟรีแลนซ์ 2569 ฉบับครบ

6. ภาษีหัก ณ ที่จ่าย: ผู้จ่ายต้องหักเท่าไร ยื่นแบบอะไร

ผู้จ่ายเงินที่เป็นบุคคล ห้างหุ้นส่วน บริษัท สมาคม หรือคณะบุคคล มีหน้าที่หักภาษีตามมาตรา 50 ของประมวลรัษฎากร สำหรับเงินได้ 40(1) และ 40(2) ส่วนค่าจ้างทำของและค่าบริการอื่นหักตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.4/2528 ซึ่งออกตามมาตรา 3 เตรส

ตารางสรุป

รายการจ่าย ผู้รับ ประเภทเงินได้ อัตราหัก แบบ
เงินเดือน ค่าจ้างลูกจ้าง บุคคลธรรมดา 40(1) อัตราก้าวหน้า (ม.50(1)) ภ.ง.ด.1 รายเดือน ภ.ง.ด.1ก ปีละครั้ง และออก 50 ทวิ
จ้างทำของแรงล้วน ทำเองคนเดียว บุคคลธรรมดา 40(2) อัตราก้าวหน้า (ม.50(1)) ไม่ใช่ 3% ตามข้อ 8 ภ.ง.ด.1 (ควรตรวจคำชี้แจงแบบกับเจ้าหน้าที่ในกรณีเฉพาะ)
จ้างทำของที่ผู้รับจัดสัมภาระสำคัญเอง บุคคลธรรมดา 40(7) 3% (ท.ป.4/2528 ข้อ 8) เมื่อผู้จ่ายเป็นนิติบุคคล ภ.ง.ด.3
จ้างทำของ/บริการแบบทำเป็นกิจการ บุคคลธรรมดา 40(8) 3% (ข้อ 8 หรือข้อ 12/1) เมื่อผู้จ่ายเป็นนิติบุคคล ภ.ง.ด.3
จ้างทำของ บริษัท/ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลไทย รายได้ของธุรกิจ 3% (ข้อ 8) ภ.ง.ด.53
จ้างทำของ นิติบุคคลต่างประเทศที่ประกอบกิจการในไทยแต่ไม่มีสำนักงานสาขาตั้งอยู่เป็นการถาวร รายได้ของธุรกิจ 5% (ข้อ 12) ส่วนกรณีมีสาขาถาวรในไทยหัก 3% ภ.ง.ด.53 (ควรตรวจคำชี้แจงแบบกับเจ้าหน้าที่)
ค่าบริการและเงินได้ 40(2)–(6) นิติบุคคลต่างประเทศที่ไม่ได้ประกอบกิจการในไทย 40(2)–(6) 15% (ม.70) หรือตามอนุสัญญาภาษีซ้อน ภ.ง.ด.54
จ่ายผ่านระบบ e-Withholding Tax ตามที่เข้าเงื่อนไข – 1% แทนอัตรา 5%, 3% และ 2% สำหรับเงินที่จ่ายตั้งแต่ 1 ม.ค. 2569 ถึง 31 ธ.ค. 2570 ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 402 (พ.ศ. 2569) ราชกิจจานุเบกษา 9 ต.ค. 2569 นำส่งผ่านระบบ

สามข้อที่ผู้จ่ายพลาดบ่อย

1) ผู้จ่ายเป็นบุคคลธรรมดาไม่ต้องหัก 3% ตามข้อ 8 แต่ยังต้องหักตามม.50(1) ถ้าจ่ายเงินได้ 40(1) หรือ 40(2) ข้อ 8 และข้อ 12/1 ของ ท.ป.4/2528 กำหนดผู้จ่ายเป็นบริษัท ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่น แปลว่าร้านที่เป็นบุคคลธรรมดาจ้างช่างทาสีที่เป็น 40(7)/(8) ไม่ต้องหัก 3% แต่ถ้าจ้างลูกจ้างหรือจ่ายเงินที่เป็น 40(1)/(2) ต้องหักตามม.50(1) (ผู้จ่ายตามม.50 รวมบุคคลด้วย)

2) ฐานการหักคือจำนวนเงินก่อน VAT เมื่อใบแจ้งหนี้แสดง VAT แยกต่างหาก ให้หักภาษีจากมูลค่าก่อน VAT เช่น จ้างทำของ 100,000 บาท + VAT 7,000 บาท หัก 3% ได้ 3,000 บาท ผู้จ่ายโอนสุทธิ 104,000 บาท (100,000 + 7,000 − 3,000) ถ้าจ่ายผ่าน e-WHT ที่ 1% หัก 1,000 บาท โอนสุทธิ 106,000 บาท

3) เกณฑ์ขั้นต่ำ 1,000 บาท วัดตามสัญญา ไม่ใช่ตามงวด ท.ป.4/2528 ข้อ 12/7 กำหนดว่าการจ่ายที่ต้องหักภาษีต้องมีจำนวนตามสัญญารายหนึ่ง ๆ ตั้งแต่ 1,000 บาทขึ้นไป แม้แบ่งจ่ายครั้งละไม่ถึง 1,000 บาท ดังนั้นการแบ่งจ่ายเพื่อหลบเกณฑ์ไม่ได้ผล

กำหนดเวลา

  • นำส่งและยื่นแบบรายเดือน ภ.ง.ด.1, 3, 53, 54 (และ ภ.พ.36) ยื่นกระดาษภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป ส่วนการยื่นทางอินเทอร์เน็ตได้ถึงวันที่ 15 เป็นการขยายเวลาชั่วคราวอีก 8 วันตามประกาศกระทรวงการคลัง (ฉบับที่ 7 และที่แก้ไขเพิ่มเติม) ซึ่งใช้กับแบบที่ครบกำหนดยื่นถึง 31 มกราคม 2570 หลังจากนั้นควรตรวจว่ามีการขยายต่อหรือไม่ นายจ้างต้องยื่น ภ.ง.ด.1, 1ก (รวม 1ก พิเศษ) ผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ เริ่มจากเงินได้ที่จ่ายตั้งแต่เดือนมกราคม 2567 เว้นแต่มีเหตุจำเป็นและยื่นหนังสือชี้แจงต่อสำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขา (ข่าวกรมสรรพากร ปชส. 35/2566)
  • ภ.ง.ด.1ก สรุปเงินเดือนทั้งปี ยื่นปีละครั้งหลังสิ้นปี ตามกำหนดที่กรมสรรพากรประกาศ ซึ่งในทางปฏิบัติคือภายในเดือนกุมภาพันธ์ (ตัวบทมาตรา 58 ระบุเดือนมกราคม และมีประกาศกระทรวงการคลังขยายเวลา)
  • หนังสือรับรองการหักภาษี (50 ทวิ) กรณีเงินได้ตามม.50(1) ออกให้ภายใน 15 กุมภาพันธ์ของปีถัดไป หรือภายใน 1 เดือนนับแต่วันที่ลูกจ้างออกจากงาน ส่วนกรณี ท.ป.4 ต้องออกทันทีทุกครั้งที่หัก

รายละเอียดแบบฟอร์มและอัตราอื่นของ ท.ป.4/2528 (ค่าเช่า ค่าโฆษณา ค่าขนส่ง) อยู่ในบทความเรื่อง ภ.ง.ด.1 ภ.ง.ด.3 ภ.ง.ด.53 ของเรา และกรณีผู้รับเหมาช่วงอ่านที่ ภาษีผู้รับเหมาช่วงและผู้รับเหมารายย่อย

7. ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)

จ้างแรงงาน: ไม่มี VAT ประมวลรัษฎากร มาตรา 81(1)(ฐ) ยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการให้บริการตามสัญญาจ้างแรงงาน และลูกจ้างที่รับเงินเดือนก็ไม่ใช่ "ผู้ประกอบการ" ตามมาตรา 77/1(5) อยู่แล้ว

จ้างทำของ: เป็น "บริการ" มาตรา 77/1(10) นิยามบริการอย่างกว้างว่าคือการกระทำใด ๆ อันอาจหาประโยชน์อันมีมูลค่า ซึ่งมิใช่การขายสินค้า ตัวบทไม่ได้เขียนคำว่า "จ้างทำของ" ไว้ตรง ๆ แต่การรับจ้างทำของเข้านิยามนี้ ผู้รับจ้างที่เป็นผู้ประกอบการจึงมีหน้าที่เกี่ยวกับ VAT ตามเงื่อนไขของมาตรา 81 (ซึ่งยกเว้นบริการบางประเภท เช่น การประกอบโรคศิลปะ การสอบบัญชี การว่าความ และวิชาชีพอิสระอื่นตามม.81(1)(ฌ))

  • เกณฑ์จดทะเบียน ผู้ประกอบการที่ขายสินค้าหรือให้บริการ และมีฐานภาษีเกิน 1,800,000 บาทต่อปี ต้องยื่นขอจดทะเบียน VAT ภายใน 30 วันนับแต่วันที่ฐานภาษีเกินเกณฑ์ (ม.85/1(1)(ก) และ พ.ร.ฎ. ฉบับที่ 432 พ.ศ. 2548) นับรายรับตามปีปฏิทิน ถ้าเริ่มกิจการระหว่างปี นับตั้งแต่วันเริ่มกิจการถึงสิ้นปี อ่านเพิ่มที่ จด VAT ครบจบ
  • อัตรา ตัวบทกำหนด 10% แต่ลดลงโดยพระราชกฤษฎีกา อัตราที่ผู้ซื้อเห็นในใบกำกับภาษีคือ 7% และพ.ร.ฎ. (ฉบับที่ 807) พ.ศ. 2569 ขยายเวลาการลดอัตราถึง 30 กันยายน 2570
  • ผลต่อผู้จ่าย ถ้าผู้รับจ้างจด VAT คุณจ่ายค่าจ้างบวก VAT และขอเครดิตภาษีซื้อได้ถ้าเป็นผู้จดทะเบียนและมีใบกำกับภาษีที่ถูกต้อง ถ้าผู้รับจ้างยังไม่จดและไม่เกินเกณฑ์ ไม่ต้องมี VAT ในใบเสร็จ
  • ผู้รับจ้างต่างประเทศ ถ้าจ้างฟรีแลนซ์หรือผู้ให้บริการต่างประเทศ และมีการใช้บริการในราชอาณาจักร ผู้จ่ายอาจมีหน้าที่นำส่ง VAT เองด้วยแบบ ภ.พ.36 (ม.83/6 ประกอบ ม.82/13) ควรตรวจประเภทบริการและสถานะผู้ใช้บริการเป็นรายกรณี

8. อากรแสตมป์: เฉพาะจ้างทำของ

สัญญาจ้างแรงงานไม่มีอากรแสตมป์ บัญชีอัตราอากรแสตมป์ท้ายหมวด 6 แห่งประมวลรัษฎากรมี 28 ลักษณะแห่งตราสาร และไม่มีลักษณะใดที่ระบุสัญญาจ้างแรงงาน ส่วน สัญญาจ้างทำของ อยู่ในลักษณะแห่งตราสาร 4 ดังนี้

ประเด็น หลัก
อัตรา 1 บาท ต่อทุก 1,000 บาทหรือเศษของ 1,000 บาท แห่งสินจ้างที่กำหนด
ผู้เสียอากร ผู้รับจ้าง ตามที่ระบุในบัญชีอัตราอากร (คู่สัญญาตกลงให้ผู้ว่าจ้างออกให้ได้ และผู้ที่เสียอากรโดยไม่ใช่ผู้มีหน้าที่ไล่เบี้ยได้ตามม.120 แต่ผู้รับจ้างยังเป็นผู้มีหน้าที่ตามกฎหมาย)
ฐานคำนวณ สินจ้างไม่รวม VAT (ข้อหารือ กค 0702/3879)
ไม่ทราบสินจ้าง ให้ประมาณตามสมควรแล้วเสียอากรตามนั้น
รับเงินเป็นคราว ๆ ถ้าอากรเดิมไม่ครบ ให้เสียเพิ่มให้ครบทุกครั้งทันทีที่รับเงิน

ตัวอย่าง สัญญาจ้างทำของสินจ้าง 250,500 บาท + VAT 7% ฐานคำนวณอากรคือ 250,500 บาท หาร 1,000 ได้ 250.5 ปัดเป็น 251 บาท อากร = 251 บาท

ชำระเป็นตัวเงินและตราสารอิเล็กทรอนิกส์

  • ถ้าสัญญาจ้างทำของมีสินจ้างตั้งแต่ 1,000,000 บาทขึ้นไป หรือรัฐ องค์การรัฐ เทศบาล หรือส่วนท้องถิ่นเป็นผู้ว่าจ้างและสินจ้างตั้งแต่ 200,000 บาทขึ้นไป ต้องชำระอากรเป็นตัวเงินแทนการปิดแสตมป์ (ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับอากรแสตมป์ ฉบับที่ 54) ผู้รับจ้างยื่นแบบ อ.ส.4 ก่อนหรือในวันทำตราสาร หรือภายใน 15 วันนับแต่วันถัดจากวันทำตราสาร ถ้าไปซื้อแสตมป์ปิดแทน ถือว่ายังไม่ปิดแสตมป์บริบูรณ์ ต้องชำระเป็นตัวเงินพร้อมเงินเพิ่มร้อยละ 1.5 ต่อเดือนของอากรที่ต้องชำระ ส่วนแสตมป์ที่ปิดไปแล้วขอคืนได้ภายใน 6 เดือนตาม ม.122 (ข้อหารือ กค 0702/4334) และมีข้อหารือเฉพาะรายในอดีตที่อธิบดีอนุมัติขยายเวลาให้ยื่นแบบ อ.ส.4 ข. แก่ผู้ที่ชำระผิดวิธีโดยไม่รู้ (ข้อหารือ กค 0811/12917 ปี 2541) ซึ่งเป็นการพิจารณาเป็นรายกรณี
  • ตราสารจ้างทำของที่เป็นอิเล็กทรอนิกส์ ต้องชำระอากรเป็นตัวเงินผ่านระบบอินเทอร์เน็ตด้วยแบบ อ.ส.9 (ประกาศอธิบดีฯ ฉบับที่ 58 และที่แก้ไขเพิ่มเติม รวมถึงฉบับที่ 63) ส่วนสัญญาจ้างทำของที่เป็นกระดาษ ประกาศอธิบดีฯ ฉบับที่ 67 (แก้ไขโดยฉบับที่ 69) เปิดให้เลือกชำระอากรเป็นตัวเงินผ่าน อ.ส.9 ได้ภายใน 15 วันนับแต่วันถัดจากวันทำตราสาร สำหรับตราสารที่ทำถึง 31 ธันวาคม 2568 หลักเกณฑ์ส่วนนี้มีประกาศแก้ไขต่อเนื่อง ควรตรวจฉบับล่าสุดของกรมสรรพากรก่อนปฏิบัติ

ถ้าไม่เสียอากรจะเกิดอะไรขึ้น

ระยะเวลา 15 วันและ 90 วันในตารางนับจากวันที่ต้องปิดแสตมป์บริบูรณ์

กรณี ผล
ไม่ปิดแสตมป์บริบูรณ์ ใช้ต้นฉบับ คู่ฉบับ หรือสำเนาเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้ จนกว่าจะเสียอากรครบ (ม.118) แต่ไม่ได้ทำให้สัญญาเป็นโมฆะ
ผู้เสียอากรยื่นเอง ภายใน 15 วัน เสียแค่อากร
ยื่นเอง เกิน 15 วันแต่ไม่เกิน 90 วัน เงินเพิ่ม 2 เท่าของอากร หรือ 4 บาท แล้วแต่อย่างใดมากกว่า (ม.113)
ยื่นเอง เกิน 90 วัน เงินเพิ่ม 5 เท่าของอากร หรือ 10 บาท แล้วแต่อย่างใดมากกว่า (ม.113)
เจ้าพนักงานตรวจพบ ไม่ปิดหรือปิดไม่ครบ อากรที่ขาด + เงินเพิ่ม 6 เท่าของอากรที่ขาดหรือ 25 บาท แล้วแต่อย่างใดมากกว่า (ม.114)
ผู้มีหน้าที่เพิกเฉยหรือปฏิเสธไม่เสียอากร ปรับไม่เกิน 500 บาท (ม.124)

ตัวอย่างอากร 251 บาท ถ้ายื่นเองเกิน 15 วันแต่ไม่เกิน 90 วัน เงินเพิ่ม = 2 × 251 = 502 บาท ถ้าเกิน 90 วัน = 5 × 251 = 1,255 บาท และถ้าเจ้าพนักงานตรวจพบว่าไม่ได้ปิดเลย = 6 × 251 = 1,506 บาท (ยังไม่รวมอากรที่ต้องเสียเอง)

ใบสั่งจ้าง อีเมล หรือสัญญาที่ไม่ได้เป็นเอกสาร จะนับเป็นตราสารจ้างทำของที่ต้องเสียอากรหรือไม่ ควรตรวจสอบกับเจ้าหน้าที่สรรพากรหรือที่ปรึกษาเป็นรายกรณี เพราะตัวบทผูกอากรกับ "ตราสาร" ซึ่งต้องมีการ "กระทำ" ตามนิยามในมาตรา 103 และเรามีข้อมูลข้อหารือที่ตรงประเด็นไม่เพียงพอที่จะตอบแน่ชัด

9. ประกันสังคมและกองทุนเงินทดแทน

ลูกจ้าง: ลูกจ้างอายุไม่ต่ำกว่า 15 ปีบริบูรณ์และไม่เกิน 60 ปีบริบูรณ์ เป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 (ผู้ประกันตนที่อายุครบ 60 ปีแล้วยังทำงานกับนายจ้างเดิมต่อ ยังคงเป็นผู้ประกันตน) นายจ้างต้องแจ้งภายใน 30 วันนับแต่วันที่ลูกจ้างเป็นผู้ประกันตน หักเงินสมทบทุกครั้งที่จ่ายค่าจ้าง และนำส่งภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป ค่าจ้างที่ใช้เป็นฐานคำนวณมีขั้นต่ำ 1,650 บาท และขั้นสูง 17,500 บาทต่อเดือน ตามกฎกระทรวงที่มีผลตั้งแต่ 1 มกราคม 2569 (บางหน้าเว็บของสำนักงานประกันสังคมยังแสดงเพดานเดิม 15,000 บาท) เช่น ลูกจ้างเงินเดือน 40,000 บาท ใช้ฐาน 17,500 บาท เงินสมทบฝ่ายละ 17,500 × 5% = 875 บาทต่อเดือน รายละเอียดการขึ้นทะเบียนและแบบ สปส.1-10 อยู่ที่ ประกันสังคมนายจ้าง 2569

นายจ้างยังต้องจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนเงินทดแทนฝ่ายเดียวตามอัตราของประเภทกิจการ ซึ่งหน้าข้อมูลของ สปส. ระบุช่วงร้อยละ 0.2 ถึง 1.0 ของค่าจ้างทั้งปี (คนละไม่เกิน 240,000 บาทต่อปี)

ผู้รับจ้างทำของอิสระ: ไม่ใช่ลูกจ้าง จึงไม่เข้าผู้ประกันตนมาตรา 33 ผู้รับจ้างสมัครเป็นผู้ประกันตนมาตรา 40 ด้วยตนเองได้ โดยจ่ายเงินสมทบเองตามทางเลือกที่ สปส. กำหนด เช่น 70 / 100 / 300 บาทต่อเดือน นายจ้างไม่ต้องหักและไม่ต้องจ่ายสมทบแทน

เหมาค่าแรงที่เสี่ยงถูกถือเป็นนายจ้าง: พ.ร.บ.ประกันสังคม มาตรา 35 วางหลักว่า ผู้ประกอบกิจการที่ว่าจ้างเหมาค่าแรงให้บุคคลอื่นรับช่วงควบคุมการทำงานและจ่ายค่าจ้างต่อ ถ้างานนั้นเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการผลิตหรือธุรกิจ ทำในสถานประกอบกิจการ และเครื่องมือสำคัญผู้ประกอบกิจการเป็นผู้จัดหา ให้ผู้ประกอบกิจการอยู่ในฐานะนายจ้างตามกฎหมายนี้

คำวินิจฉัยของสำนักงานประกันสังคมเปลี่ยนได้: ในฎีกาที่ 1966/2559 สำนักงานประกันสังคมเคยมีคำสั่งว่าพนักงานขายของบริษัทแห่งหนึ่งไม่มีนิติสัมพันธ์เป็นลูกจ้าง ต่อมาเปลี่ยนคำสั่งให้บริษัทนำส่งเงินสมทบ ศาลฎีกาเห็นว่าไม่มีกฎหมายห้ามเปลี่ยนแปลงคำสั่ง และพนักงานขายเป็นลูกจ้างของบริษัท บริษัทจึงมีหน้าที่หักและนำส่งเงินสมทบ แปลว่าการที่เคยได้คำตอบว่า "ไม่ใช่ลูกจ้าง" ไม่ได้คุ้มครองตลอดไป ส่วนการที่ฎีกาที่ 5468/2554 เห็นว่าการส่งประกันสังคมไม่ได้ทำให้เป็นลูกจ้างเสมอไป ก็แสดงว่าการนำส่งประกันสังคมไม่ใช่ตัวชี้ขาดโดยลำพัง

10. สรุปภาระรวมของสองรูปแบบ

ภาระ จ้างแรงงาน (ลูกจ้าง) จ้างทำของ (ผู้รับจ้าง)
ประเภทเงินได้ของผู้รับ 40(1) 40(2), 40(7) หรือ 40(8)
หัก ณ ที่จ่าย อัตราก้าวหน้า ม.50(1) ทุกครั้งที่จ่าย 40(2) อัตราก้าวหน้า · 40(7)/(8) 3% เมื่อผู้จ่ายเป็นนิติบุคคล · นิติบุคคลไทย 3% · e-WHT 1% ถึง 31 ธ.ค. 2570
ค่าใช้จ่ายของผู้รับ เหมา 50% ไม่เกิน 100,000 รวมกับ 40(2) 40(2) เหมา 50% · 40(7) เหมา 60% · 40(8) ตามม.8 หรือตามจริง
VAT ยกเว้น (ม.81(1)(ฐ)) มี ถ้าผู้รับจ้างฐานภาษีเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี
อากรแสตมป์ ไม่มี 1 บาทต่อ 1,000 บาทของสินจ้างก่อน VAT ผู้รับจ้างเสีย
ประกันสังคม ม.33 นายจ้างหักและสมทบ ไม่เข้า ม.33 ผู้รับจ้างสมัคร ม.40 เอง
กองทุนเงินทดแทน นายจ้างจ่ายฝ่ายเดียว ไม่มี
ค่าชดเชยเมื่อเลิกจ้าง มีตาม ม.118 ไม่มี (มี ม.605 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน)
ความรับผิดต่อบุคคลภายนอก นายจ้างร่วมรับผิด (ม.425) ผู้ว่าจ้างไม่ต้องรับผิดโดยหลัก (ม.428)

ถ้ามองเฉพาะต้นทุนเงินสด การจ้างทำของอาจดูถูกกว่า เพราะไม่มีประกันสังคมฝ่ายนายจ้าง ไม่มีสวัสดิการ แต่ถ้าข้อเท็จจริงเป็นจ้างแรงงานจริง "ส่วนที่ประหยัด" นั้นไม่ใช่การประหยัด แต่เป็นหนี้ที่รอวันถูกเรียกคืนพร้อมเงินเพิ่ม

11. ความเสี่ยงเมื่อจัดประเภทผิด

สมมติร้านค้าจ้าง "ช่างซ่อม" ประจำสาขา เข้างานทุกวัน จ่ายเดือนละ 20,000 บาท ใช้เครื่องมือของร้าน และรับคำสั่งจากผู้จัดการ แต่ทำสัญญา "จ้างเหมาบริการ" และไม่ส่งประกันสังคม ความเสี่ยงที่ตามมาคือ

  1. ทางกฎหมายแรงงาน ถ้าถูกเลิกจ้าง ลูกจ้างเรียกค่าชดเชยตาม ม.118 และเงินแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตาม ม.17/1 ได้ และ ม.605 ไม่ช่วยเจ้าของ เพราะเป็นข้อกฎหมายของจ้างทำของ
  2. ทางประกันสังคม นายจ้างที่ไม่ส่งหรือส่งไม่ครบต้องจ่ายเงินเพิ่มร้อยละ 2 ต่อเดือนของเงินสมทบที่ค้าง (พ.ร.บ.ประกันสังคม ม.49) เศษของเดือนถึง 15 วันนับเป็น 1 เดือน และถ้านายจ้างไม่ได้หักค่าจ้างผู้ประกันตน นายจ้างต้องรับผิดส่วนของผู้ประกันตนเต็มจำนวนพร้อมเงินเพิ่ม ตัวอย่างสมมติ ถ้าเงินสมทบที่ค้างส่งเดือนหนึ่งเป็น 1,750 บาท (ฐาน 17,500 บาท × 10% คือฝ่ายละ 5% รวมสองฝ่าย) แล้วค้างอยู่ 6 เดือน เงินเพิ่มของยอดก้อนนั้นคือ 1,750 × 2% × 6 = 210 บาท และทุกเดือนที่ไม่ส่งจะมียอดค้างก้อนใหม่เพิ่มขึ้น เงินเพิ่มจึงสะสมไปเรื่อย ๆ
  3. ทางภาษี ถ้าไม่หักภาษี ณ ที่จ่ายตามม.50(1) ผู้จ่ายต้องรับผิดร่วมกับผู้มีเงินได้ในภาษีที่ไม่ได้หักหรือหักขาด (ประมวลรัษฎากร ม.54) และต้องจ่ายเงินเพิ่มร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของภาษีที่ต้องนำส่ง นับจากพ้นกำหนด แต่ไม่เกินจำนวนภาษี (ม.27) ตัวอย่าง ภาษี 3,000 บาทที่นำส่งช้า 2 เดือนเศษ (เศษของเดือนนับเป็น 1 เดือน = 3 เดือน) เงินเพิ่ม = 3 × 1.5% × 3,000 = 135 บาท ยังไม่รวมเบี้ยปรับตามที่กฎหมายกำหนด และเบี้ยปรับกับเงินเพิ่มเองไม่ถือเป็นรายจ่ายของบริษัทในการคำนวณกำไรสุทธิ (ม.65 ตรี (6)) ตรวจจำนวนที่ต้องจ่ายจริงได้จาก เครื่องคำนวณค่าปรับ เงินเพิ่ม เบี้ยปรับ
  4. อากรแสตมป์ กรณีกลับกัน ถ้าเป็นจ้างทำของแล้วไม่เสียอากร ก็มีเงินเพิ่มตามม.113–114 ตามข้างต้น

12. เช็กลิสต์สำหรับเจ้าของ SME ก่อนทำสัญญา

ก่อนตกลงว่าเป็นจ้างทำของ ให้ตอบ "ใช่" ให้ได้มากที่สุด

  • ระบุเป็นลายลักษณ์อักษรว่าจ้างงานอะไร ส่งมอบอะไร เมื่อไร และจ่ายเมื่อรับมอบหรือเป็นงวดตามส่วนงาน
  • ผู้รับจ้างเลือกเวลา สถานที่ และวิธีทำงานเอง ไม่มีเวลาเข้า-ออกที่กำหนดตายตัว ไม่ต้องขอลา
  • ผู้รับจ้างจัดหาเครื่องมือเอง (หรือมีเหตุผลทางธุรกิจชัดเจนถ้าใช้ของเรา)
  • ผู้รับจ้างส่งคนอื่นมาทำแทนได้ หรือจ้างช่วงได้ (ถ้างานไม่ได้อยู่ที่ฝีมือตัวบุคคล)
  • ผู้รับจ้างรับงานจากหลายลูกค้า หรือมีธุรกิจของตนเอง
  • ไม่ได้ตั้งใจใช้ผู้รับจ้างเป็นพนักงานประจำในหน้าที่เดียวกับพนักงานที่มีอยู่
  • ขอสำเนาบัตรประชาชน เลขผู้เสียภาษี และตรวจว่าผู้รับจ้างจด VAT หรือไม่ เพื่อระบุประเภทเงินได้ อัตราหัก ณ ที่จ่าย และแบบ ภ.ง.ด.ที่ถูกต้อง
  • ตกลงเรื่องอากรแสตมป์ (ใครออก และเสียอย่างไร) รวมถึงตรวจเกณฑ์ชำระเป็นตัวเงินถ้าสินจ้างสูง
  • ออก 50 ทวิ ทุกครั้งที่หัก และเก็บสำเนาไว้พร้อมสัญญา ใบแจ้งหนี้ และหลักฐานการจ่ายเงิน

ถ้าคุณเป็นฟรีแลนซ์หรือผู้รับจ้าง

  • เก็บหลักฐานว่าคุณตัดสินใจวิธีทำเอง มีลูกค้ามากกว่าหนึ่งราย และใช้เครื่องมือของตนเอง
  • ตรวจ 50 ทวิ ทุกใบ และเก็บไว้เพื่อใช้เครดิตภาษีตอนยื่น ภ.ง.ด.90/94
  • นับรายรับสะสมเทียบเกณฑ์ VAT 1.8 ล้านบาทต่อปี
  • ตัดสินใจเรื่องประกันสังคมมาตรา 40 ด้วยตนเอง เพราะไม่มีนายจ้างสมทบให้
  • ถ้าสัญญาเรียกว่าจ้างเหมา แต่ในความเป็นจริงคุณทำงานเหมือนพนักงาน ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิแรงงานและภาษีของตนเองก่อนตัดสินใจ

อยากให้สำนักงานบัญชีดูแลเรื่องนี้ให้?

ตะวัน คอนซัลแทนท์ รับทำบัญชีรายเดือน บันทึกบัญชี ยื่น VAT ภาษีหัก ณ ที่จ่าย ประกันสังคม และปิดงบให้ครบทุกกำหนด เริ่มต้น 1,500 บาท/เดือน · ทัก LINE ประเมินราคาฟรี

คำถามที่พบบ่อย

1. เขียนสัญญาว่า "จ้างทำของ" แล้ว จะไม่ถือเป็นลูกจ้างจริงไหม

ไม่แน่ ชื่อสัญญาไม่ผูกมัดศาล พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน มาตรา 5 ถือว่าผู้ที่ตกลงทำงานให้นายจ้างโดยรับค่าจ้างเป็นลูกจ้าง ไม่ว่าจะเรียกชื่ออย่างไร แนวคำพิพากษาฎีกา เช่น ฎีกาที่ 7699/2551 ศาลดูข้อเท็จจริง เช่น เวลาทำงานที่กำหนดแน่นอน การจ่ายเงินเดือนและค่าล่วงเวลา และการมอบหมายงานอื่นเพิ่ม มากกว่าชื่อสัญญา

2. จ่ายค่าตอบแทนรายชั่วโมงหรือรายวัน ยังเป็นจ้างทำของได้ไหม

ได้ในบางกรณี การจ่ายตามเวลาเป็นสัญญาณไปทางจ้างแรงงาน แต่ไม่ใช่ตัวชี้ขาด ฎีกาที่ 5468/2554 และ 4517/2557 วินิจฉัยว่าครูที่ได้เงินตามชั่วโมงที่สอนเป็นจ้างทำของ เพราะมุ่งผลสำเร็จของงานและผู้ว่าจ้างไม่มีอำนาจควบคุมบังคับบัญชา ขณะเดียวกัน พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน นับค่าตอบแทนตามผลงานในเวลาทำงานปกติเป็นค่าจ้างได้เช่นกัน จึงต้องดูทั้งหมดรวมกัน

3. ส่งประกันสังคมให้แล้ว แปลว่าเป็นลูกจ้างเสมอไหม

ไม่เสมอไป แต่เป็นหลักฐานที่ศาลหรือเจ้าหน้าที่อาจนำมาพิจารณา ฎีกาที่ 5468/2554 วินิจฉัยว่าเป็นจ้างทำของ แม้บริษัทส่งประกันสังคมให้ ส่วนฎีกาที่ 1966/2559 ศาลเห็นว่าพนักงานขายเป็นลูกจ้างที่ต้องนำส่งเงินสมทบ ผลจึงขึ้นกับข้อเท็จจริงของการทำงาน ไม่ใช่การนำส่งหรือไม่นำส่งอย่างเดียว

4. จ้างช่างทาสีหรือช่างแอร์ ถ้าช่างทำของคนอื่นเสียหาย เราต้องรับผิดไหม

โดยหลัก ถ้าเป็นจ้างทำของจริง ผู้ว่าจ้างไม่ต้องรับผิดต่อความเสียหายที่ผู้รับจ้างก่อขึ้นระหว่างทำงาน เว้นแต่ผู้ว่าจ้างผิดในการสั่งให้ทำ ในคำสั่งที่ให้ไว้ หรือในการเลือกหาผู้รับจ้าง (ป.พ.พ. ม.428) แต่ถ้าช่างเป็นลูกจ้าง นายจ้างต้องร่วมรับผิดในละเมิดที่ทำไปในทางการที่จ้าง (ม.425) จึงควรเลือกผู้รับจ้างที่มีฝีมือและน่าเชื่อถือ และไม่สั่งงานในลักษณะที่ทำให้ตนเองเป็นฝ่ายผิด

5. เลิกจ้างผู้รับจ้างกลางคันต้องจ่ายอะไร

ถ้าเป็นจ้างทำของจริง ผู้ว่าจ้างบอกเลิกก่อนงานเสร็จได้โดยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้ผู้รับจ้าง (ป.พ.พ. ม.605) ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามพ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน แต่ถ้าข้อเท็จจริงเป็นลูกจ้าง ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าตามม.17 หรือจ่ายเงินแทนตามม.17/1 และอาจต้องจ่ายค่าชดเชยตามม.118 ตามอายุงาน

6. ใช้บริษัท outsource ส่งแม่บ้านหรือพนักงานมา เราปลอดความเสี่ยงไหม

ไม่ปลอดทั้งหมด พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ม.11/1 ถือว่าผู้ประกอบกิจการที่มอบหมายให้ผู้อื่นจัดหาคนมาทำงานที่เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการผลิตหรือธุรกิจของตน เป็นนายจ้างของคนเหล่านั้น และต้องให้สิทธิประโยชน์เป็นธรรมเทียบกับลูกจ้างตรง ส่วนประกันสังคมก็มีหลักคล้ายกันในมาตรา 35 ความเสี่ยงลดลงเมื่อเป็นจ้างทำของจริง คือรับงานเป็นผลสำเร็จ ผู้รับเหมาควบคุมคนของตนเอง ใช้เครื่องมือเอง และงานนั้นไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งส่วนใดในกระบวนการผลิตหรือธุรกิจของเรา

7. ลืมหัก ณ ที่จ่าย บริษัทต้องรับผิดอะไร

ผู้จ่ายต้องรับผิดร่วมกับผู้รับเงินในภาษีที่ไม่ได้หักหรือขาดไป (ประมวลรัษฎากร ม.54) และต้องจ่ายเงินเพิ่มร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือน นับจากพ้นกำหนดนำส่ง แต่ไม่เกินจำนวนภาษี (ม.27) ถ้าพบว่าลืมหัก ควรรีบปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเรื่องแนวทางแก้ไขและเอกสารที่ต้องเตรียมเป็นรายกรณี

8. จ้างฟรีแลนซ์ต่างประเทศ ต้องทำอะไรเรื่องภาษี

ต้องตรวจสองเรื่อง เรื่องแรก ภาษีหัก ณ ที่จ่าย ขึ้นกับสถานะผู้รับ ถ้าเป็นนิติบุคคลต่างประเทศที่ประกอบกิจการในไทยแต่ไม่มีสำนักงานสาขาถาวร ท.ป.4/2528 ข้อ 12 กำหนดหัก 5% ถ้าไม่ได้ประกอบกิจการในไทยและเงินที่จ่ายเป็นเงินได้ 40(2)–(6) ต้องหัก 15% ตาม ม.70 และยื่น ภ.ง.ด.54 (หรืออัตราตามอนุสัญญาภาษีซ้อน) การจัดประเภทค่าจ้างของฟรีแลนซ์ต่างประเทศเป็นเรื่องเฉพาะรายกรณี เรื่องที่สอง VAT ถ้าบริการนั้นใช้ในราชอาณาจักร ผู้จ่ายอาจมีหน้าที่นำส่ง VAT ด้วย ภ.พ.36 (ม.83/6 ประกอบ ม.82/13) ซึ่งขึ้นกับประเภทบริการและสถานะผู้ใช้บริการ ควรปรึกษาก่อนจ่ายครั้งแรก

ให้ Tawan Consultant ช่วยดูแลเรื่องนี้

ทีมบัญชีของ ตะวัน คอนซัลแทนท์ (Tawan Consultant) ช่วยเจ้าของ SME ตรวจว่างานที่จ้างเป็นจ้างแรงงานหรือจ้างทำของ ปรับสัญญาให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริง จัดประเภทเงินได้และอัตราหัก ณ ที่จ่าย ออก 50 ทวิ ยื่น ภ.ง.ด.1 3 53 ตรวจ VAT อากรแสตมป์ และประกันสังคม สอบถามเบื้องต้นฟรีได้ผ่านช่องทางด้านล่าง

  • โทร: 096-692-2528
  • LINE: @962iwlqe
  • ที่อยู่: 34 ซอยเพชรเกษม 28 แยก 16 แขวงปากคลองภาษีเจริญ เขตภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร 10160
  • เวลาทำการ: จันทร์–ศุกร์ 8:30–17:30
  • เว็บไซต์: www.tawanconsultant.com

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไปเพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายหรือภาษีสำหรับกรณีเฉพาะ กฎหมายและแนวปฏิบัติอาจเปลี่ยนแปลง ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจ

แหล่งอ้างอิง

  1. ประมวลรัษฎากร มาตรา 38-64 (มาตรา 40(1)(2)(7)(8), 42 ทวิ, 50(1), 50 ทวิ, 52, 54, 58, 59) กรมสรรพากร https://www.rd.go.th/5937.html
  2. ประมวลรัษฎากร มาตรา 14-27 (มาตรา 27 และ 27 ทวิ เงินเพิ่ม) กรมสรรพากร https://www.rd.go.th/5943.html
  3. ประมวลรัษฎากร มาตรา 65-76 (มาตรา 65 ตรี (6) และมาตรา 70) กรมสรรพากร https://www.rd.go.th/5939.html
  4. พระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 11) พ.ศ. 2502 มาตรา 7, 8 และ 8 ทวิ (การหักค่าใช้จ่ายเงินได้ 40(7) และ 40(8)) กรมสรรพากร https://www.rd.go.th/2375.html
  5. คำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.4/2528 (ข้อ 8, 10, 12, 12/1, 12/7, 13) https://www.rd.go.th/3479.html
  6. กฎกระทรวง ฉบับที่ 402 (พ.ศ. 2569) ราชกิจจานุเบกษา 9 ตุลาคม 2569 https://www.rd.go.th/fileadmin/user_upload/kormor/newlaw/mr402.pdf และข่าวกรมสรรพากร ฉบับที่ 14/2569 (ขยายอัตรา e-Withholding Tax 1%) https://www.rd.go.th/fileadmin/user_upload/news/2569thai/news14_2569.pdf
  7. ปฏิทินภาษีอากร กรมสรรพากร (กำหนดยื่น ภ.ง.ด.1, 3, 53, 54 และ ภ.พ.36 ทางกระดาษและทางอินเทอร์เน็ต) https://www.rd.go.th/62348.html
  8. ข่าวกรมสรรพากร ฉบับที่ 35/2566 (นายจ้างยื่น ภ.ง.ด.1 และ 1ก ทางอิเล็กทรอนิกส์) https://www.rd.go.th/62977.html
  9. ข้อหารือกรมสรรพากร กค 0702/3618 (27 มิ.ย. 2551) https://www.rd.go.th/38545.html
  10. ข้อหารือกรมสรรพากร กค 0706/3336 (26 เม.ย. 2548) https://www.rd.go.th/28993.html
  11. ข้อหารือกรมสรรพากร กค 0811/1934 (13 มี.ค. 2543) https://www.rd.go.th/23860.html
  12. ประมวลรัษฎากร มาตรา 77/1, 80, 81 (ม.77/1(5), 77/1(10), 80, 81(1)(ฐ), 81(1)(ฌ)) กรมสรรพากร https://www.rd.go.th/5205.html และ https://www.rd.go.th/5206.html
  13. ประมวลรัษฎากร มาตรา 82/13, 83/6 กรมสรรพากร https://www.rd.go.th/5207.html และมาตรา 85/1 https://www.rd.go.th/5208.html
  14. พระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 432) พ.ศ. 2548 https://www.rd.go.th/22646.html
  15. พระราชกฤษฎีกาลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 807) พ.ศ. 2569 https://www.rd.go.th/fileadmin/user_upload/kormor/newlaw/dc807.pdf
  16. บัญชีอัตราอากรแสตมป์ ท้ายหมวด 6 แห่งประมวลรัษฎากร (ลักษณะแห่งตราสาร 4. จ้างทำของ) กรมสรรพากร https://www.rd.go.th/6162.html
  17. ประมวลรัษฎากร หมวด 6 อากรแสตมป์ มาตรา 103-124 (มาตรา 103, 104, 113, 114, 118, 120, 122, 124) กรมสรรพากร https://www.rd.go.th/5203.html
  18. ข้อหารือกรมสรรพากร กค 0702/3879 (30 พ.ค. 2554) https://www.rd.go.th/45224.html
  19. ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับอากรแสตมป์ (ฉบับที่ 54) ลงวันที่ 29 ธันวาคม 2557 https://www.rd.go.th/54509.html
  20. ข้อหารือกรมสรรพากร กค 0702/4334 (23 พ.ค. 2559) https://www.rd.go.th/28151.html และ กค 0811/12917 (2 ก.ย. 2541) https://www.rd.go.th/23169.html
  21. ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับอากรแสตมป์ ฉบับที่ 58 (24 มิถุนายน 2562) https://www.rd.go.th/fileadmin/user_upload/kormor/newlaw/dgs58.pdf ฉบับที่ 63 (31 สิงหาคม 2564, แบบ อ.ส.9) https://www.rd.go.th/fileadmin/user_upload/kormor/newlaw/dgs63.pdf ฉบับที่ 67 และ 69 และรายการประกาศที่แก้ไขต่อเนื่อง https://www.rd.go.th/42940.html
  22. ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 425, 428, 575-577, 582, 583, 587-589, 600-602, 605, 607 ระบบกฎหมายกลาง สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา https://www.krisdika.go.th
  23. พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ฉบับรวมถึงฉบับที่ 9 พ.ศ. 2568 (มาตรา 5, 11/1, 12, 17, 17/1, 118) กระทรวงแรงงาน http://legal.labour.go.th/images/law/Protection2541/2568_protectionpdf.pdf
  24. พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2568 ราชกิจจานุเบกษา https://ratchakitcha.soc.go.th/documents/89818.pdf
  25. พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 (มาตรา 5, 33, 34, 35, 40, 47, 49) สำนักงานประกันสังคม https://www.sso.go.th/wpr/download/download_by_pool_file/636
  26. ข้อมูลฐานค่าจ้างและเงินสมทบมาตรา 33 และกองทุนเงินทดแทน สำนักงานประกันสังคม https://www.sso.go.th/wpr/satun/service/%E0%B8%81%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A1_detail_detail_28_125_690/605_605 และ https://www.sso.go.th/wpr/main/general/%E0%B9%80%E0%B8%87%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%97%E0%B8%9A%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%8A%E0%B8%B3%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%87%E0%B8%B4%E0%B8%99_singleview_detail_1_193_0/438_438/
  27. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7699/2551, 5468/2554, 4517/2557, 1966/2559 ค้นคำพิพากษาฉบับเต็มได้ที่ระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา https://deka.supremecourt.or.th
  28. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8266/2560 (แผนกคดีแรงงาน) ตามที่กระทรวงแรงงานเผยแพร่ https://nakhonphanom.labour.go.th/top-home/2871-new-npm09102566-1

บทความล่าสุด

ทีมงานมืออาชีพด้านบัญชีและภาษี


ยินดีให้บริการ

บริการของเรา

ให้คำปรึกษาด้านการทำบัญชีและภาษีเฉพาะกิจการ

ที่ปรึกษาเฉพาะคุณ

"ข้อมูลบัญชีบอกผลการดำเนินงาน”

เราวิเคราะห์ตัวเลขที่เกิดขึ้น ให้คุณมีข้อมูลตัดสินใจในอนาคต ในทุกเรื่องของธุรกิจ ให้ธุรกิจเติบโต

HOW WE'RE DIFFERENT

TAWAN CONSULTANT

ผู้จัดทำบัญชีและผู้ตรวจสอบบัญชีมืออาชีพ

ทีมงานสำนักงานบัญชีกำลังให้คำปรึกษาลูกค้าเพื่อวางแผนภาษีอย่างถูกกฎหมาย

ABOUT US

เราคือโอกาสให้คุณมีเวลากลับไปทำในสิ่งที่ธุรกิจคุณถนัดที่สุด ตัดสินใจได้ดีขึ้น และเติบโตอย่างมั่นคง

เราเป็นที่ปรึกษาทางธุรกิจที่มุ่งมั่นให้บริการธุรกิจ SME ทั่วประเทศ เราดูแลด้านบัญชีเพื่อลดภาระการจัดการตัวเลขของคุณ ในขณะที่คุณสามารถโฟกัสกับการสร้างการเติบโตให้ธุรกิจ บริการของเรายืดหยุ่นเพื่อให้สอดคล้องกับประเภทและขนาดธุรกิจของคุณ