การจ้างโรงงานผลิตสินค้าภายใต้แบรนด์ของตัวเอง ทางภาษีอาจเป็น "จ้างทำของ" หรือ "ซื้อสินค้า" ก็ได้ ขึ้นกับข้อเท็จจริงของสัญญา ไม่ได้ขึ้นกับคำว่า OEM ที่เขียนในใบเสนอราคา ถ้าเป็นการจ้างทำของและผู้ว่าจ้างเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย 3% ตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.4/2528 ข้อ 8 ถ้าเป็นการซื้อสินค้า ไม่ต้องหัก กรมสรรพากรวางแนววินิจฉัยไว้ในข้อหารือหลายฉบับว่า โรงงานที่ผลิตสินค้าขายเป็นปกติธุระและใช้วัตถุดิบของตนเอง มักเข้าลักษณะขายสินค้า ส่วนโรงงานที่รับจ้างผลิตตามแบบที่ผู้สั่งกำหนดโดยไม่ได้ผลิตขายเป็นปกติ หรือใช้วัตถุดิบที่ผู้ว่าจ้างจัดหาให้ มักเข้าลักษณะจ้างทำของ (ข้อหารือเหล่านี้เป็นกรณีเฉพาะราย ไม่ใช่กฎเหมาทุกกรณี)
นอกจากเรื่องหัก ณ ที่จ่าย เจ้าของแบรนด์ยังต้องคิดต้นทุนต่อหน่วยให้ถูก ทำสต็อกให้ตรงกับของจริง (ถ้าจด VAT ต้องทำรายงานสินค้าและวัตถุดิบตามมาตรา 87(3)) ระวังสินค้าที่แจกฟรีซึ่งกฎหมาย VAT ถือเป็นการขาย และตีราคาสินค้าคงเหลือปลายปีตามราคาทุนหรือราคาตลาดที่ต่ำกว่า (มาตรา 65 ทวิ (6)) บทความนี้อธิบายทีละเรื่องพร้อมตัวอย่างตัวเลข
สรุปสั้นที่สุด: จ้างโรงงานผลิตตามสูตรหรือแบบเฉพาะของแบรนด์ หรือส่งวัตถุดิบไปให้ผลิต = มักเป็น จ้างทำของ บริษัทผู้จ่ายหัก ณ ที่จ่าย 3% (ท.ป.4/2528 ข้อ 8) · โรงงานผลิตสินค้าขายเป็นปกติและใช้วัตถุดิบตัวเอง = มักเป็น ซื้อสินค้า ไม่ต้องหัก · ผู้จ่ายที่เป็นบุคคลธรรมดาไม่มีหน้าที่หักตามข้อ 8 · เจ้าของแบรนด์บุคคลธรรมดาขายสินค้า = เงินได้ 40(8) หักเหมา 60% หรือตามจริง · บริษัทตีราคาสต็อกปลายปีตาม ราคาทุนหรือราคาตลาดที่ต่ำกว่า (ม.65 ทวิ (6)) · จด VAT แล้วต้องทำ รายงานสินค้าและวัตถุดิบ (ม.87(3)) · แจกสินค้าฟรี = ขายตาม ม.77/1(8) ต้องเสีย VAT เว้นแต่เป็นสินค้าตัวอย่างที่แจกในกิจกรรมส่งเสริมการขายซึ่งไม่ต้องนำมูลค่ามารวมในฐานภาษี (ประกาศอธิบดีฯ VAT ฉบับที่ 40 ข้อ 2(7)) · สินค้าขาดจากรายงาน = ถือว่าขาย และอาจเสียเบี้ยปรับ 2 เท่า
1. จ้างโรงงาน OEM เป็น "จ้างทำของ" หรือ "ซื้อสินค้า"
คำถามนี้สำคัญที่สุด เพราะกำหนดว่าผู้จ่ายต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายหรือไม่ คำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.4/2528 ข้อ 8 ให้บริษัท ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่นที่จ่าย "ค่าจ้างทำของ" หักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 3.0 ทั้งกรณีผู้รับเป็นบุคคลธรรมดา (ข้อ 8 (1)) และบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลไทย (ข้อ 8 (2)) แต่คำสั่งนี้ไม่ได้ให้หักภาษีจากการซื้อสินค้าทั่วไป
ข้อหารือของกรมสรรพากรหลายฉบับอธิบายเส้นแบ่งไว้ โดยอ้างนิยามจ้างทำของในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 587 ซึ่งเป็นสัญญาที่มุ่งผลสำเร็จของงาน
| ข้อหารือ | ข้อเท็จจริง | ผลที่กรมสรรพากรวินิจฉัย |
|---|---|---|
| กค 0706/259 (14 ม.ค. 2551) กรณีที่ 1 | โรงงานจัดหาวัตถุดิบเอง ผลิตตามแบบเฉพาะของผู้สั่ง และห้ามนำแบบไปผลิตให้ลูกค้าอื่น โรงงาน มิได้ผลิตสินค้าขายเป็นปกติธุระ | จ้างทำของ หัก ณ ที่จ่าย 3% ตาม ท.ป.4/2528 ข้อ 8 (2) |
| กค 0706/259 กรณีที่ 2 | โรงงาน ผลิตสินค้าขายเป็นปกติธุระ ใช้วัตถุดิบของโรงงาน ผลิตตามจำนวนที่ผู้สั่งต้องการ | ขายสินค้า ไม่ต้องหัก ณ ที่จ่าย |
| กค 0702/9525 (18 พ.ย. 2552) | สินค้าที่สั่งผลิตไม่วางขายในท้องตลาด ต่างจากสินค้าที่โรงงานผลิตขายลูกค้าอื่น ผู้ว่าจ้างจัดหาวัตถุดิบมาขายให้โรงงาน และให้ยืมเครื่องจักรและแม่พิมพ์ | จ้างทำของ เพราะสัญญามุ่งผลสำเร็จของงาน หัก 3% |
| กค 0706/3854 (21 เม.ย. 2547) กรณีที่ 1 | โรงงานผลิตเครื่องประดับขายเป็นปกติ แต่ลูกค้าสั่งผลิตตามแบบ ขนาด จำนวน โดยใช้วัตถุดิบที่ลูกค้าจัดหาให้ | จ้างทำของ หัก 3% เฉพาะค่าจ้างหรือค่าบริการ |
| กค 0706/3854 กรณีที่ 2 | โรงงานเดียวกัน ใช้วัตถุดิบของตนผลิตก่อน แล้วลูกค้าคืนวัตถุดิบตามปริมาณที่ใช้พร้อมชำระค่าบริการ | ขายสินค้า ไม่ต้องหัก |
| กค 0702/พ./332 (3 มี.ค. 2551) ประเด็น VAT | โรงงานผลิตสินค้าประเภทนั้นขายเป็นปกติ ผลิตตามรูปแบบ ขนาด สีที่ลูกค้าต้องการ โดยวัตถุดิบและแม่พิมพ์เป็นของโรงงาน | ถือเป็น การขายสินค้า ตามมาตรา 77/1(8) (เป็นข้อหารือด้าน VAT ไม่ได้วินิจฉัยเรื่องหัก ณ ที่จ่ายโดยตรง) |
ใช้คำถาม 4 ข้อนี้ช่วยแยก
- ใครเป็นเจ้าของวัตถุดิบหลัก (เนื้อครีม หัวเชื้อ สารสกัด ผงอาหารเสริม) ถ้าแบรนด์จัดหาหรือส่งวัตถุดิบหลักไปให้ ลักษณะใกล้จ้างทำของ
- โรงงานผลิตสินค้าแบบนี้ขายเป็นปกติธุระหรือไม่ ถ้าโรงงานมีสูตรมาตรฐานขายให้ลูกค้าหลายราย แล้วเปลี่ยนแค่ฉลาก ลักษณะใกล้การซื้อสินค้า
- สูตรหรือแบบเป็นของใคร และผูกขาดหรือไม่ ถ้าสูตรพัฒนาเฉพาะให้แบรนด์และห้ามขายให้คนอื่น ลักษณะใกล้จ้างทำของ
- ใบแจ้งหนี้แยกค่าสินค้ากับค่าบริการหรือไม่ ข้อหารือ กค 0702/9274 (10 พ.ย. 2552) ซึ่งเป็นกรณีขายสินค้าพร้อมบริการติดตั้ง วินิจฉัยว่า ถ้าออกใบแจ้งหนี้รวมยอดเดียวเป็นการขายสินค้า แต่ถ้าแยกรายการค่าบริการออกมา ส่วนที่เป็นค่าบริการเข้าลักษณะรับจ้างทำของและต้องหัก 3% ข้อหารือนี้ไม่ได้พูดถึงงาน OEM โดยตรง จึงใช้เป็นแนวเทียบเคียงว่าการแยกค่าบริการ ค่าพัฒนาสูตร ในใบแจ้งหนี้อาจทำให้ส่วนนั้นถูกมองเป็นค่าจ้างทำของ
ในธุรกิจ OEM สกินแคร์ อาหารเสริม และเครื่องดื่ม ข้อเท็จจริงมักผสมกัน เช่น โรงงานใช้สูตรพื้นฐานของโรงงานแต่ปรับให้แบรนด์ หรือแบรนด์ซื้อบรรจุภัณฑ์เองแต่โรงงานจัดหาเนื้อผลิตภัณฑ์ ข้อหารือข้างต้นเป็นคำตอบเฉพาะกรณี จึงควรอ่านสัญญาและใบเสนอราคาจริงประกอบ ถ้าสัญญาก้ำกึ่ง การตกลงกับโรงงานล่วงหน้าว่าจะออกเอกสารแบบใด และเก็บเหตุผลไว้ในแฟ้ม จะช่วยได้มากเวลาถูกตรวจ
ถ้าเป็นจ้างทำของ ผู้จ่ายต้องทำอะไร
- หักภาษี 3% ของค่าจ้าง ทุกครั้งที่จ่าย (ท.ป.4/2528 ข้อ 2 และข้อ 8) เมื่อจำนวนตามสัญญารายหนึ่ง ๆ ตั้งแต่ 1,000 บาทขึ้นไป แม้จะแบ่งจ่ายครั้งละไม่ถึง 1,000 บาท (ข้อ 12/7)
- ออก หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ให้โรงงาน (ประมวลรัษฎากร มาตรา 50 ทวิ)
- ยื่น ภ.ง.ด.53 (โรงงานเป็นนิติบุคคล) พร้อมนำส่งภาษีภายใน 7 วันนับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่จ่ายเงิน ตามคำชี้แจงแบบ ภ.ง.ด.53 ของกรมสรรพากร
- ถ้าไม่หักหรือหักไม่ครบ ผู้จ่ายต้องรับผิดร่วมกับผู้รับเงินในภาษีที่ต้องหัก (มาตรา 54) และถ้านำส่งล่าช้าต้องเสียเงินเพิ่มร้อยละ 1.5 ต่อเดือนของภาษีที่ต้องนำส่ง (คำชี้แจงแบบ ภ.ง.ด.53 อ้างมาตรา 27)
หมายเหตุ e-Withholding Tax: ถ้าผู้จ่ายหักและนำส่งผ่านระบบ e-Withholding Tax อัตรา 3% ลดเหลือ 1% (ท.ป.4/2528 ข้อ 8 (1/2) และ (2/2) ใช้กับเงินได้ที่จ่ายถึง 31 ธันวาคม 2568) และมาตรการนี้ขยายถึง 31 ธันวาคม 2570 ตามข่าวกรมสรรพากร ฉบับที่ 14/2569 ดังนั้นค่าจ้างที่จ่ายในปี 2569–2570 ผ่านระบบ e-Withholding Tax หัก 1% ถ้าไม่ได้จ่ายผ่านระบบนี้ หัก 3% ตามปกติ
ถ้าเจ้าของแบรนด์เป็นบุคคลธรรมดา
ข้อ 8 ของ ท.ป.4/2528 ใช้กับผู้จ่ายที่เป็นบริษัท ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่นเท่านั้น ข้อหารือ กค 0811/00963 (23 ม.ค. 2541) ยืนยันว่าบุคคลธรรมดาที่จ่ายค่าจ้างทำของให้บริษัท ไม่มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย ดังนั้นเจ้าของแบรนด์ที่ยังไม่ได้ตั้งบริษัท จ่ายค่าผลิตให้โรงงานเต็มจำนวนได้ แต่ต้องเก็บใบเสร็จหรือใบกำกับภาษีไว้เป็นหลักฐานต้นทุน
2. VAT ของใบแจ้งหนี้โรงงาน
ไม่ว่าจะเป็นการซื้อสินค้าหรือจ้างทำของ ถ้าโรงงานจด VAT จะเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% และออกใบกำกับภาษีให้ (มาตรา 82/4) สำหรับเจ้าของแบรนด์
| สถานะของแบรนด์ | VAT ที่จ่ายให้โรงงาน |
|---|---|
| จด VAT แล้ว | เป็น ภาษีซื้อ นำไปหักภาษีขายในแต่ละเดือนได้ (มาตรา 82/3) ถ้ามีใบกำกับภาษีที่ถูกต้องครบถ้วน |
| ยังไม่จด VAT | ขอคืนไม่ได้ ภาษีซื้อรวมเป็นต้นทุนสินค้าหรือค่าใช้จ่ายได้ทั้งจำนวน (คำอธิบายการจัดทำรายงานเงินสดรับ-จ่ายของกรมสรรพากร) |
ภาษีซื้อที่ใช้ไม่ได้ตามมาตรา 82/5 ที่ควรระวังในธุรกิจนี้ ได้แก่ ไม่มีใบกำกับภาษี ใบกำกับภาษีข้อความไม่ถูกต้องหรือไม่สมบูรณ์ในสาระสำคัญ (เช่น ชื่อผู้ซื้อไม่ใช่นิติบุคคลของแบรนด์) ภาษีซื้อที่ไม่เกี่ยวกับกิจการโดยตรง และภาษีซื้อจากรายจ่ายเพื่อการรับรอง
เคล็ดลับ: ให้โรงงานออกใบกำกับภาษีในนามบริษัทที่เป็นเจ้าของแบรนด์ตั้งแต่ใบแรก ถ้าใช้ชื่อเจ้าของส่วนตัวหรือบริษัทอื่นในเครือ ภาษีซื้อจะใช้ไม่ได้และต้นทุนอาจถูกโต้แย้ง
ใบกำกับภาษีและเอกสารประกอบการลงรายงานต้องเก็บไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปี (มาตรา 87/3) อ่านเพิ่มเรื่องจุดที่ความรับผิด VAT เกิดขึ้นได้ที่ Tax Point จุดความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (มาตรา 78)
3. เจ้าของแบรนด์บุคคลธรรมดา: เงินได้ 40(8) หักเหมา 60%
ถ้าคุณขายสินค้าแบรนด์ตัวเองในนามบุคคลธรรมดา รายได้จากการขายเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(8) (เงินได้จากการธุรกิจ การพาณิชย์) พระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 11) พ.ศ. 2502 มาตรา 8 ให้หักค่าใช้จ่ายเหมาร้อยละ 60 สำหรับ "การขายของนอกจากที่ระบุไว้ในข้ออื่นซึ่งผู้ขายมิได้เป็นผู้ผลิต" (มาตรา 8 (25)) และยังมีรายการที่ใกล้เคียงกับสินค้า OEM บางกลุ่ม เช่น "การทำสบู่ แชมพู หรือเครื่องสำอาง" (มาตรา 8 (9)) ซึ่งก็หักเหมาร้อยละ 60 เช่นกัน
ถ้าแสดงหลักฐานต่อเจ้าพนักงานประเมินและพิสูจน์ได้ว่ามีค่าใช้จ่ายมากกว่าอัตราเหมา ก็หักค่าใช้จ่ายตามความจำเป็นและสมควรได้ (พ.ร.ฎ. ฉบับที่ 11 มาตรา 8 วรรคสอง)
เปรียบเทียบเร็ว ๆ (ตัวเลขสมมติ) แบรนด์อาหารเสริมรายได้ปีละ 1,500,000 บาท
| วิธี | ค่าใช้จ่ายที่หักได้ | เงินได้หลังหักค่าใช้จ่าย |
|---|---|---|
| เหมา 60% | 900,000 | 600,000 |
| ตามจริง: ค่าผลิต OEM 40% + ค่าโฆษณา 22% + ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มและขนส่ง 13% = 75% | 1,125,000 | 375,000 |
ถ้าต้นทุนจริงสูงกว่า 60% ของรายได้และมีเอกสารครบ วิธีหักตามจริงให้ผลดีกว่า แต่ต้องพร้อมพิสูจน์ทุกรายการ แบรนด์ที่ใช้งบโฆษณาสูงมักอยู่ในกลุ่มนี้ ผู้มีเงินได้ 40(8) ที่ยังไม่จด VAT ต้องทำรายงานเงินสดรับ-จ่าย และลงรายการภายใน 3 วันทำการนับแต่วันที่มีรายได้หรือรายจ่าย ตามคำอธิบายของกรมสรรพากร และต้องยื่น ภ.ง.ด.94 (ครึ่งปี) และ ภ.ง.ด.90 (ทั้งปี)
เมื่อรายรับจากการขายสินค้าเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.01) ภายใน 30 วันนับแต่วันที่มีรายได้เกิน (คู่มือภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับ SME ของกรมสรรพากร และประมวลรัษฎากร มาตรา 85/1) ถ้ากำไรเริ่มสูง ลองเทียบภาระภาษีด้วย เครื่องคำนวณภาษี บุคคลธรรมดา vs บริษัท และดูความต่างของรูปแบบกิจการที่ บุคคลธรรมดา ห้างหุ้นส่วน คณะบุคคล หจก. บริษัท ต่างกันอย่างไร
4. บริษัทเจ้าของแบรนด์: ต้นทุนขายและการตีราคาสินค้าคงเหลือ
บริษัทเสียภาษีจากกำไรสุทธิ คือรายได้หักรายจ่ายตามเงื่อนไขในมาตรา 65 ทวิ และ 65 ตรี (มาตรา 65) สำหรับแบรนด์ OEM รายจ่ายก้อนใหญ่ที่สุดคือ ต้นทุนขาย ซึ่งไม่ใช่ยอดที่จ่ายให้โรงงานในปีนั้น แต่เป็นต้นทุนของสินค้าที่ขายออกไปจริง
ต้นทุนขาย = สินค้าคงเหลือต้นงวด + ต้นทุนสินค้าที่ได้มาระหว่างงวด − สินค้าคงเหลือปลายงวด
อะไรควรรวมเป็นต้นทุนสินค้า
| รวมเป็นต้นทุนสินค้า (ทยอยเป็นต้นทุนขายเมื่อขายออก) | บันทึกเป็นค่าใช้จ่ายของงวด |
|---|---|
| ค่าผลิตที่จ่ายโรงงาน OEM (ไม่รวม VAT ถ้าจด VAT) | ค่าโฆษณา ค่าจ้างอินฟลูเอนเซอร์ |
| บรรจุภัณฑ์ ขวด กล่อง ฉลากที่แบรนด์ซื้อส่งให้โรงงาน | ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม ค่าขนส่งไปหาลูกค้า |
| วัตถุดิบที่แบรนด์จัดหาให้โรงงาน | เงินเดือนทีมขายและแอดมิน |
| ค่าขนส่งสินค้าจากโรงงานเข้าคลัง | ค่าเช่าคลัง (ส่วนใหญ่ถือเป็นค่าใช้จ่ายงวด) |
| ค่าตรวจวิเคราะห์ที่ต้องทำกับทุกล็อตก่อนปล่อยขาย | ค่าทำบัญชี ค่าสอบบัญชี |
การแยกให้ถูกสำคัญ เพราะถ้านำค่าโฆษณาไปรวมเป็นต้นทุนสินค้า กำไรขั้นต้นจะต่ำเกินจริงและสต็อกปลายปีจะสูงเกินจริง
ตีราคาสต็อกปลายปี: ราคาทุนหรือราคาตลาดที่ต่ำกว่า
ประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ทวิ (6) กำหนดว่า ราคาสินค้าคงเหลือในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีให้คำนวณตาม ราคาทุนหรือราคาตลาด แล้วแต่อย่างใดจะน้อยกว่า และให้ถือราคานี้เป็นราคาสินค้าคงเหลือยกมาของรอบใหม่ ส่วนวิธีคำนวณราคาทุน (เช่น ถัวเฉลี่ย หรือเข้าก่อนออกก่อน) เมื่อเลือกใช้แล้วต้องใช้ตลอดไป จะเปลี่ยนได้ต่อเมื่ออธิบดีอนุมัติ
เรื่องนี้สำคัญมากกับสกินแคร์ อาหารเสริม และเครื่องดื่ม เพราะสินค้ามีวันหมดอายุ ล็อตที่ใกล้หมดอายุหรือขายไม่ออกมักต้องลดราคาลงมาก ถ้าราคาที่ขายได้จริงต่ำกว่าทุน ควรตีราคาลดลง และเก็บหลักฐานราคาที่ใช้ เช่น ราคาขายจริงหลังวันสิ้นงวด หรือรายการโปรโมชันล้างสต็อก
สินค้าที่หมดอายุแล้วและต้องทำลาย ควรมีหลักฐานการทำลาย (บันทึก ภาพถ่าย รายชื่อพยาน หรือเอกสารจากผู้รับกำจัด) ทั้งเพื่อตัดสต็อกในบัญชีและเพื่อชี้แจงว่าสินค้าที่หายไปจากรายงานไม่ได้ถูกขาย หลักเกณฑ์การทำลายสินค้าทางภาษีมีรายละเอียดเฉพาะ ควรตรวจสอบกับผู้ทำบัญชีก่อนทำลาย
5. รายงานสินค้าและวัตถุดิบ (สต็อก) สำหรับผู้จด VAT
ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มที่ขายสินค้า ต้องจัดทำรายงาน 3 ฉบับตามมาตรา 87
- รายงานภาษีขาย
- รายงานภาษีซื้อ
- รายงานสินค้าและวัตถุดิบ (มาตรา 87(3))
รายงานต้องเป็นไปตามแบบที่อธิบดีกำหนด ทำแยกเป็นรายสถานประกอบการ และ ลงรายการภายใน 3 วันทำการ นับแต่วันที่ได้มาหรือจำหน่ายออกไปซึ่งสินค้า (มาตรา 87 วรรคท้าย)
ทำไมเจ้าของแบรนด์ OEM ต้องจริงจังกับสต็อก
- สินค้าขาดจากรายงาน = ถือว่าขาย มาตรา 77/1(8)(จ) ให้ถือว่ามีการขายเมื่อสินค้าขาดจากรายงานสินค้าและวัตถุดิบ ฐานภาษีใช้ราคาตลาดในวันที่ความรับผิดเกิด (มาตรา 79/3 (3)) และความรับผิดเกิดเมื่อตรวจพบ (คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.86/2542 ข้อ 2 (3))
- เบี้ยปรับหนัก มาตรา 89 (10) กำหนดเบี้ยปรับอีกสองเท่าของเงินภาษีกรณีไม่ทำรายงานหรือมีสินค้าขาดจากรายงานสินค้าและวัตถุดิบ
- สต็อกกระจายหลายที่ สินค้า OEM มักอยู่ทั้งที่โรงงาน คลังของแบรนด์ และคลังของแพลตฟอร์ม (fulfillment) ถ้ากรรมสิทธิ์ยังเป็นของแบรนด์ ทุกจุดยังเป็นสินค้าของคุณ และถ้าไม่บันทึกการโอนย้าย ยอดในรายงานกับของจริงจะไม่ตรงกัน ส่วนการส่งมอบสินค้าให้ตัวแทนเพื่อขาย กฎหมายถือเป็นการขาย (มาตรา 77/1(8)(ข)) ไม่ใช่แค่การโอนย้ายสต็อก
ระบบสต็อกขั้นต่ำที่ควรมี
| เหตุการณ์ | สิ่งที่ต้องบันทึก |
|---|---|
| รับสินค้าจากโรงงาน | จำนวนตามใบส่งของ เลขล็อต วันผลิต วันหมดอายุ ต้นทุนต่อหน่วย |
| ส่งบรรจุภัณฑ์หรือวัตถุดิบไปให้โรงงาน | จำนวนที่ส่ง และยอดคงเหลือที่โรงงาน |
| ขาย | จำนวน ราคา เลขใบกำกับภาษีหรือเลขคำสั่งซื้อ |
| แจกเป็นตัวอย่าง ส่งให้อินฟลูเอนเซอร์ | จำนวน ผู้รับ วัตถุประสงค์ และมูลค่า (ดูข้อ 6) |
| สินค้าเสีย หมดอายุ ทำลาย | จำนวน เหตุผล หลักฐานการทำลาย |
| ลูกค้าคืนสินค้า | จำนวน สภาพสินค้า และใบลดหนี้ |
| ตรวจนับ | ผลนับจริงเทียบกับรายงาน พร้อมคำอธิบายผลต่าง |
ถ้าขายผ่าน Shopee, Lazada หรือ TikTok Shop ด้วย อ่านเรื่องการกระทบยอดกับแพลตฟอร์มเพิ่มเติมได้ที่ การทำบัญชีขายของออนไลน์ผ่าน Marketplace
6. แจกสินค้าตัวอย่างและของแถม: VAT ถือเป็นการขาย
ธุรกิจแบรนด์สกินแคร์และอาหารเสริมแจกสินค้าบ่อย เช่น ส่งให้อินฟลูเอนเซอร์รีวิว แจกในงานออกบูธ แจกเป็นรางวัล หรือให้พนักงาน กฎหมาย VAT มองเรื่องนี้ต่างจากที่หลายคนคิด
- มาตรา 77/1(8) นิยาม "ขาย" ว่า จำหน่าย จ่าย โอนสินค้าไม่ว่าจะมีประโยชน์หรือค่าตอบแทนหรือไม่
- คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.86/2542 ข้อ 2 (10) ระบุว่า ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่จำหน่าย จ่าย โอนสินค้าโดยไม่มีค่าตอบแทน และไม่ได้เรียกเก็บ VAT จากผู้รับ ถือเป็นการขายสินค้า ความรับผิดเกิดเมื่อส่งมอบสินค้า และไม่จำต้องออกใบกำกับภาษี ตัวอย่างในคำสั่งรวมถึงการแจกสินค้าให้พนักงาน และการมอบรางวัลให้ลูกค้าเพื่อส่งเสริมการขาย
- กรณีนำสินค้าไปใช้เอง มาตรา 77/1(8)(ง) ถือเป็นการขาย เว้นแต่นำไปใช้เพื่อประกอบกิจการของตนเองโดยตรง ซึ่งประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 1) หมายถึงการนำไปใช้ในการผลิตสินค้า การให้บริการ การบริหารงานของกิจการ หรือเพื่อประโยชน์ของทรัพย์สินที่ใช้ในกิจการที่ต้องเสีย VAT
- ฐานภาษีของการขายโดยไม่มีค่าตอบแทน มาตรา 79/3(1) ให้ใช้ราคาตลาดของสินค้าในวันที่ความรับผิดเกิดขึ้น และราคาตลาดตามมาตรานี้หมายถึงราคาเฉลี่ยของราคาที่ซื้อขายกันจริงทั่วไปในวันนั้น
- ข้อยกเว้นสำหรับสินค้าตัวอย่าง ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 40) ข้อ 2(7) (ตามมาตรา 79(4)) กำหนดว่ามูลค่าของ สินค้าตัวอย่างที่แจกเนื่องจากการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย ไม่ต้องนำมารวมคำนวณเป็นมูลค่าของฐานภาษี ข้อหารือ กค 0706/พ./2334 (20 มี.ค. 2549) ของบริษัทจำหน่ายเครื่องสำอางวินิจฉัยตามนี้ แต่แยกอีกกรณีว่า การแจกสินค้าที่มีไว้เพื่อจำหน่ายให้ลูกค้าทดลองใช้ ถือเป็นการขายตามมาตรา 77/1(8) และต้องนำมูลค่ามารวมคำนวณฐานภาษี ดังนั้นต้องดูว่าของที่แจกเป็น "สินค้าตัวอย่าง" ในกิจกรรมส่งเสริมการขาย หรือเป็นสินค้าปกติที่เก็บไว้ขาย ซึ่งเส้นแบ่งอาจไม่ชัด เช่น การส่งสินค้าขนาดเต็มให้อินฟลูเอนเซอร์รีวิว ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีและบันทึกเหตุผลไว้
ในทางปฏิบัติ ให้บันทึกการแจกทุกครั้งในรายงานสินค้า และคำนวณภาษีขายจากของที่แจกซึ่งไม่เข้าข้อยกเว้นไปรวมใน ภ.พ.30 ของเดือนนั้น ภาษีซื้อของสินค้าที่ซื้อหรือผลิตมายังใช้ได้ตามปกติ การแจกสินค้าเป็นจำนวนมากโดยไม่บันทึก นอกจากเสีย VAT แล้วยังทำให้สินค้าขาดจากรายงาน ซึ่งมีผลตามข้อ 5
ฝั่งภาษีเงินได้ ต้นทุนของสินค้าที่แจกเพื่อส่งเสริมการขายเป็นค่าใช้จ่ายของกิจการได้ หากพิสูจน์ได้ว่าเพื่อหากำไรหรือเพื่อกิจการโดยเฉพาะ ไม่ใช่การให้โดยเสน่หาหรือรายจ่ายส่วนตัว (มาตรา 65 ตรี (3) และ (13)) ของที่แจกให้ญาติหรือคนรู้จักโดยไม่เกี่ยวกับการตลาด เสี่ยงถูกตัดรายจ่าย
7. ค่าขึ้นทะเบียน อย. ค่าพัฒนาสูตร และค่าใช้จ่ายก่อนเปิดตัวสินค้า
ก่อนสินค้าล็อตแรกจะออกขาย แบรนด์มักมีค่าใช้จ่ายหลายก้อน เช่น ค่าธรรมเนียมจดแจ้งหรือขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์กับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ค่าพัฒนาและทดสอบสูตร ค่าตรวจวิเคราะห์ในห้องแล็บ ค่าออกแบบบรรจุภัณฑ์และโลโก้ ค่าแม่พิมพ์ขวดหรือบล็อกพิมพ์
| รายการ | แนวทางทั่วไป | ข้อควรระวัง |
|---|---|---|
| ค่าธรรมเนียม อย. ค่าตรวจวิเคราะห์เพื่อยื่นขอ | ค่าใช้จ่ายในการประกอบกิจการ | เอกสารต้องออกในนามบริษัท ถ้าจ่ายผ่านโรงงานหรือตัวแทน ให้ขอใบเสร็จหรือหลักฐานที่แยกรายการชัดเจน |
| ค่าพัฒนาสูตรที่จ่ายให้โรงงาน | ส่วนใหญ่เป็นค่าใช้จ่าย แต่ถ้าสัญญาให้แบรนด์เป็นเจ้าของสูตร อาจต้องพิจารณาว่าเป็นทรัพย์สินไม่มีตัวตน | ตรวจว่าเป็นค่าจ้างทำของที่ต้องหัก 3% หรือไม่ |
| ค่าแม่พิมพ์ที่แบรนด์เป็นเจ้าของ | มักเป็นรายจ่ายลงทุน ทยอยหักค่าสึกหรอ (มาตรา 65 ตรี (5) ห้ามหักรายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการลงทุนทั้งก้อน) | ถ้าแม่พิมพ์อยู่ที่โรงงาน ให้มีหนังสือยืนยันกรรมสิทธิ์ |
| ค่าออกแบบ ค่าถ่ายภาพสินค้า | ค่าใช้จ่ายในการประกอบกิจการ | ถ้าจ่ายให้บุคคลธรรมดาหรือบริษัท ต้องดูหน้าที่หัก ณ ที่จ่ายตามลักษณะงาน |
การจะลงเป็นค่าใช้จ่ายทันทีหรือทยอยตัด ขึ้นกับลักษณะรายจ่ายและเงื่อนไขในสัญญา ควรตัดสินใจร่วมกับผู้ทำบัญชีตั้งแต่ตอนจ่าย ไม่ใช่ตอนปิดงบ
8. ตัวอย่างตัวเลข: เซรั่ม 5,000 ขวด คิดต้นทุนต่อหน่วยและกำไรขั้นต้น
บริษัท ก. จด VAT แล้ว จ้างโรงงานผลิตเซรั่ม 30 มล. ตามสูตรที่พัฒนาเฉพาะให้แบรนด์ จำนวน 5,000 ขวด (ตัวเลขสมมติ ไม่รวม VAT)
ขั้นที่ 1: ต้นทุนต่อหน่วย
| รายการ | คำนวณ | บาท |
|---|---|---|
| ค่าผลิตจากโรงงาน (เนื้อเซรั่ม ขวด บรรจุ) | 5,000 × 80 | 400,000 |
| กล่องและฉลากที่บริษัทสั่งโรงพิมพ์และส่งให้โรงงาน | 5,000 × 10 | 50,000 |
| ค่าขนส่งจากโรงงานเข้าคลัง | 10,000 | |
| ต้นทุนรวมของล็อต | 460,000 | |
| ต้นทุนต่อขวด | 460,000 ÷ 5,000 | 92 |
ค่าจดแจ้ง อย. 15,000 บาท และค่าออกแบบกล่อง 30,000 บาท บันทึกเป็นค่าใช้จ่ายแยก ไม่ได้รวมในต้นทุนต่อขวด
ขั้นที่ 2: การจ่ายเงินให้โรงงาน
สมมติข้อเท็จจริงเข้าลักษณะจ้างทำของ (สูตรเฉพาะของแบรนด์ โรงงานไม่ได้ขายสินค้านี้ให้คนอื่น)
| รายการ | บาท |
|---|---|
| ค่าจ้างผลิตก่อน VAT | 400,000 |
| VAT 7% (เป็นภาษีซื้อของบริษัท ก.) | 28,000 |
| หัก ณ ที่จ่าย 3% ของค่าจ้างก่อน VAT (ใบกำกับภาษีแยกแสดง VAT จึงคำนวณจากยอดก่อน VAT) | (12,000) |
| โอนให้โรงงาน | 416,000 |
บริษัท ก. ออก 50 ทวิ ให้โรงงาน 12,000 บาท และยื่น ภ.ง.ด.53 ถ้าข้อเท็จจริงเป็นการซื้อสินค้า (โรงงานขายสูตรมาตรฐานของตัวเอง) บริษัทจ่าย 428,000 บาทเต็มโดยไม่ต้องหัก
ขั้นที่ 3: ขาย แจก และสต็อกปลายปี
ในปีนั้น ขายได้ 4,000 ขวด ราคา 290 บาท แจกให้อินฟลูเอนเซอร์และในงานออกบูธ 200 ขวด เหลือ 800 ขวด ในจำนวนนี้ 100 ขวดใกล้หมดอายุ คาดว่าขายได้เพียงขวดละ 60 บาท
| รายการ | คำนวณ | บาท |
|---|---|---|
| รายได้จากการขาย | 4,000 × 290 | 1,160,000 |
| ต้นทุนขาย | 4,000 × 92 | (368,000) |
| กำไรขั้นต้น | 792,000 | |
| อัตรากำไรขั้นต้น | 792,000 ÷ 1,160,000 | 68.3% |
| ต้นทุนของที่แจก (โอนเป็นค่าส่งเสริมการขาย) | 200 × 92 | 18,400 |
| สินค้าคงเหลือ 700 ขวดปกติ | 700 × 92 | 64,400 |
| สินค้าคงเหลือ 100 ขวดใกล้หมดอายุ (ราคาตลาดต่ำกว่าทุน) | 100 × 60 | 6,000 |
| สินค้าคงเหลือปลายปี | 70,400 | |
| ผลขาดทุนจากการลดมูลค่าสต็อก | 100 × (92 − 60) | 3,200 |
VAT ของที่แจก (ตัวอย่างสมมติ): ถ้าขวดที่แจกเป็นสินค้าปกติที่เก็บไว้ขาย และถือว่าเป็นการขายตามมาตรา 77/1(8) โดยใช้ราคาขายปกติ 290 บาทเป็นตัวแทนราคาตลาดตามมาตรา 79/3(1) ภาษีขายจากการแจก 200 ขวด = 200 × 290 × 7% = 4,060 บาท ต้องรวมใน ภ.พ.30 ของเดือนที่ส่งมอบ แม้ไม่ได้รับเงินจากผู้รับ แต่ถ้าส่วนที่แจกในงานออกบูธเป็นสินค้าตัวอย่างที่แจกเนื่องจากกิจกรรมส่งเสริมการขาย (ประกาศฉบับที่ 40 ข้อ 2(7)) ส่วนนั้นไม่ต้องนำมูลค่ามารวมในฐานภาษี ตัวเลข 4,060 บาทจึงเป็นกรณีที่คิดเต็มจำนวนเพื่อเปรียบเทียบ ไม่ใช่ตัวเลขที่ต้องเสียเสมอไป
อ่านตัวเลขนี้อย่างไร
อัตรากำไรขั้นต้น 68% ดูสูง แต่ยังไม่รวมค่าโฆษณา ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม ค่าขนส่ง ค่าคอมมิชชันตัวแทน และค่าใช้จ่ายบริหาร ซึ่งในธุรกิจแบรนด์อาจกินสัดส่วนสูง เจ้าของแบรนด์ควรดู ต้นทุนต่อขวดรวมค่าการตลาด ทุกเดือน ไม่ใช่ดูแค่ราคาที่โรงงานเสนอ
อีกจุดคือ ขั้นต่ำการสั่งผลิต (MOQ) ถ้าสั่ง 5,000 ขวดแต่ขายได้จริงปีละ 2,000 ขวด สต็อกที่เหลือจะเสี่ยงหมดอายุ และต้องตีราคาลดตามมาตรา 65 ทวิ (6) การสั่งล็อตเล็กลงแม้ต้นทุนต่อหน่วยสูงขึ้น บางครั้งให้กำไรจริงดีกว่า
9. เช็กลิสต์เอกสารสำหรับเจ้าของแบรนด์ OEM
กับโรงงาน
- สัญญาจ้างผลิตหรือใบสั่งซื้อที่ระบุว่าใครจัดหาวัตถุดิบหลัก ใครเป็นเจ้าของสูตร และสิทธิ์ในการผลิตให้รายอื่น
- ใบเสนอราคาที่แยกค่าสินค้า ค่าบริการ ค่าพัฒนาสูตร ค่าแม่พิมพ์ (ถ้ามี)
- ใบกำกับภาษีในนามบริษัทเจ้าของแบรนด์ ชื่อ ที่อยู่ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีถูกต้อง
- ใบส่งของที่ระบุจำนวน เลขล็อต วันผลิต วันหมดอายุ
- สำเนา 50 ทวิ และ ภ.ง.ด.53 ทุกงวดที่หัก ณ ที่จ่าย
- หนังสือยืนยันกรรมสิทธิ์แม่พิมพ์ บรรจุภัณฑ์ หรือวัตถุดิบที่ฝากไว้ที่โรงงาน
สต็อกและการขาย
- รายงานสินค้าและวัตถุดิบ ลงรายการภายใน 3 วันทำการ (ถ้าจด VAT)
- ผลตรวจนับสต็อกอย่างน้อยปีละครั้ง ณ วันสิ้นรอบบัญชี แยกตามสถานที่เก็บ
- บันทึกการแจกสินค้าตัวอย่าง พร้อมผู้รับและวัตถุประสงค์
- หลักฐานการทำลายสินค้าหมดอายุหรือเสียหาย
- หลักฐานราคาตลาดของสินค้าที่ตีราคาลดลงตอนปลายปี
- รายงานยอดขายและค่าธรรมเนียมจากแพลตฟอร์มทุกเดือน
อย. และค่าใช้จ่ายก่อนเปิดตัว
- ใบเสร็จค่าธรรมเนียม อย. ค่าตรวจวิเคราะห์ ในนามบริษัท
- สัญญาและใบแจ้งหนี้ค่าพัฒนาสูตร ค่าออกแบบ ค่าถ่ายภาพ
- ทะเบียนทรัพย์สิน (แม่พิมพ์ บล็อกพิมพ์) และตารางค่าสึกหรอ
เอกสารภาษีมูลค่าเพิ่มต้องเก็บอย่างน้อย 5 ปี (มาตรา 87/3) ถ้าขายออนไลน์เป็นหลัก ดูประเด็นอื่นที่เกี่ยวข้องได้ใน 11 เรื่อง ภาษีขายของออนไลน์ 2569
อยากให้สำนักงานบัญชีดูแลเรื่องนี้ให้?
ตะวัน คอนซัลแทนท์ รับทำบัญชีรายเดือน บันทึกบัญชี ยื่น VAT ภาษีหัก ณ ที่จ่าย ประกันสังคม และปิดงบให้ครบทุกกำหนด เริ่มต้น 1,500 บาท/เดือน · ทัก LINE ประเมินราคาฟรี
อ่านต่อ: ภ.ง.ด.1 ภ.ง.ด.3 ภ.ง.ด.53 ต่างกันอย่างไร: แบบภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่บริษัทต้องยื่น อัตรา กำหนดเวลา และค่าปรับ · ต้นทุนการผลิต: วิธีวางระบบบัญชีต้นทุนโรงงานแต่ละประเภท ต้นทุนงานสั่งทำ ต้นทุนช่วง และการปันส่วนค่าใช้จ่ายการผลิต
คำถามที่พบบ่อย
1. โรงงานบอกว่า "ราคานี้เป็นราคาขายสินค้า ไม่ต้องหัก 3%" เชื่อได้ไหม
ไม่ควรเชื่อจากคำบอกอย่างเดียว ต้องดูข้อเท็จจริง กรมสรรพากรวินิจฉัยว่าโรงงานที่ผลิตสินค้าขายเป็นปกติธุระและใช้วัตถุดิบของตนมักเป็นการขายสินค้า (กค 0706/259) แต่ถ้าผลิตตามแบบเฉพาะที่ไม่วางขายทั่วไป หรือใช้วัตถุดิบที่แบรนด์จัดหาให้ มักเป็นจ้างทำของ (กค 0702/9525, กค 0706/3854) ถ้าผู้จ่ายไม่หักทั้งที่ต้องหัก ผู้จ่ายต้องรับผิดร่วมในภาษีจำนวนนั้น (มาตรา 54)
2. ถ้าหัก 3% ไปแล้ว แต่ภายหลังพบว่าเป็นการซื้อสินค้า ต้องทำอย่างไร
ควรคุยกับโรงงานและผู้ทำบัญชีทั้งสองฝ่ายเพื่อแก้ไขเอกสารให้ตรงกัน ภาษีที่ถูกหักไว้ โรงงานใช้เป็นเครดิตภาษีได้ แต่ถ้าการหักไม่มีหน้าที่ตามกฎหมาย การขอคืนหรือแก้ไขแบบ ภ.ง.ด.53 มีขั้นตอนเฉพาะ จึงดีที่สุดถ้าตกลงกันก่อนจ่ายงวดแรก
3. เจ้าของแบรนด์เป็นบุคคลธรรมดา ต้องหัก ณ ที่จ่ายค่าจ้างผลิตไหม
ไม่ต้องตาม ท.ป.4/2528 ข้อ 8 เพราะใช้กับผู้จ่ายที่เป็นนิติบุคคล ข้อหารือ กค 0811/00963 ยืนยันว่าบุคคลธรรมดาที่จ่ายค่าจ้างทำของไม่มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย แต่ยังต้องเก็บใบเสร็จหรือใบกำกับภาษีไว้หากเลือกหักค่าใช้จ่ายตามจริง
4. ส่งสินค้าให้อินฟลูเอนเซอร์รีวิวฟรี ต้องเสีย VAT จริงหรือ
อาจต้องเสีย ขึ้นกับว่าของที่ส่งเป็นอะไร ถ้าบริษัทจด VAT การจ่ายโอนสินค้าโดยไม่มีค่าตอบแทนโดยทั่วไปถือเป็นการขายตามมาตรา 77/1(8) และคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.86/2542 ข้อ 2 (10) ต้องคำนวณภาษีขายตามราคาตลาด (มาตรา 79/3(1)) โดยไม่ต้องออกใบกำกับภาษี แต่สินค้าตัวอย่างที่แจกเนื่องจากกิจกรรมส่งเสริมการขายไม่ต้องนำมูลค่ามารวมในฐานภาษี (ประกาศอธิบดีฯ ฉบับที่ 40 ข้อ 2(7)) ซึ่งการส่งสินค้าขนาดเต็มให้อินฟลูเอนเซอร์อาจเข้าข้อใดควรปรึกษาผู้ทำบัญชี ถ้าสัญญาให้ส่งสินค้าคืนหลังรีวิว ข้อเท็จจริงจะต่างออกไป ควรเก็บหลักฐานการคืนไว้
5. สต็อกที่ฝากไว้ที่โรงงานหรือคลังแพลตฟอร์ม ต้องนับรวมไหม
ต้องนับ ถ้ากรรมสิทธิ์ยังเป็นของแบรนด์ สินค้านั้นเป็นสินค้าคงเหลือของคุณไม่ว่าจะเก็บที่ไหน ควรขอรายงานยอดคงเหลือจากโรงงานและแพลตฟอร์ม ณ วันสิ้นรอบบัญชี และกระทบกับรายงานสินค้าของตัวเอง ถ้าไม่ตรงกันต้องหาสาเหตุ เพราะสินค้าขาดจากรายงานถือเป็นการขายตามมาตรา 77/1(8)(จ)
6. สินค้าหมดอายุทั้งล็อต ตัดเป็นค่าใช้จ่ายได้ไหม
ได้ในหลักการ เพราะเป็นความเสียหายจากการประกอบกิจการ แต่ต้องมีหลักฐานว่าสินค้าหมดอายุและถูกทำลายจริง ทั้งเพื่อภาษีเงินได้และเพื่อชี้แจงว่าสินค้าไม่ได้ขาดจากรายงานโดยถูกขายไป ควรวางแผนการทำลายกับผู้ทำบัญชีก่อนลงมือ เพราะหลักเกณฑ์การทำลายมีรายละเอียดเฉพาะ
7. ตั้งบริษัทแล้วยังใช้ชื่อตัวเองสั่งผลิตได้ไหม
ไม่ควรทำ เอกสารที่ออกในชื่อบุคคลธรรมดาทำให้บริษัทใช้ภาษีซื้อไม่ได้ (มาตรา 82/5) และต้นทุนอาจถูกโต้แย้งว่าไม่ใช่รายจ่ายของบริษัท ให้แจ้งโรงงานเปลี่ยนชื่อผู้ซื้อตั้งแต่วันที่บริษัทจดทะเบียน และโอนสต็อกที่มีอยู่เดิมเข้าบริษัทอย่างมีเอกสาร
ให้ Tawan Consultant ช่วยดูแลเรื่องนี้
ทีมบัญชีของ ตะวัน คอนซัลแทนท์ (Tawan Consultant) ช่วยเจ้าของแบรนด์ OEM ตรวจสัญญาจ้างผลิตว่าต้องหัก ณ ที่จ่ายหรือไม่ วางระบบต้นทุนต่อหน่วยและรายงานสินค้าและวัตถุดิบ ดูแล VAT ของสินค้าที่แจก ตีราคาสต็อกปลายปี และเปรียบเทียบว่าควรขายในนามบุคคลธรรมดาหรือบริษัท
- โทร: 096-692-2528
- LINE: @962iwlqe
- ที่อยู่: 34 ซอยเพชรเกษม 28 แยก 16 แขวงปากคลองภาษีเจริญ เขตภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร 10160
- เวลาทำการ: จันทร์–ศุกร์ 8:30–17:30
- เว็บไซต์: www.tawanconsultant.com
บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไปเพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายหรือภาษีสำหรับกรณีเฉพาะ กฎหมายและแนวปฏิบัติอาจเปลี่ยนแปลง ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจ
แหล่งอ้างอิง
- คำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.4/2528 (ข้อ 2, ข้อ 8 (1) (1/2) (2) (2/2), ข้อ 12/7) https://www.rd.go.th/3479.html
- ข้อหารือ กค 0706/259 ลงวันที่ 14 มกราคม 2551 (ขายสินค้าหรือรับจ้างทำของ กรณีสั่งผลิตชิ้นงาน) https://www.rd.go.th/37398.html
- ข้อหารือ กค 0702/9525 ลงวันที่ 18 พฤศจิกายน 2552 (การว่าจ้างผลิตสินค้าและให้ยืมเครื่องจักร) https://www.rd.go.th/42090.html
- ข้อหารือ กค 0706/3854 ลงวันที่ 21 เมษายน 2547 (ผลิตสินค้าเพื่อขายและผลิตตามคำสั่งลูกค้า) https://www.rd.go.th/24447.html
- ข้อหารือ กค 0702/พ./332 ลงวันที่ 3 มีนาคม 2551 (ภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีผลิตตามแบบของลูกค้าถือเป็นการขายสินค้า) https://www.rd.go.th/37817.html
- ข้อหารือ กค 0702/9274 ลงวันที่ 10 พฤศจิกายน 2552 (ขายสินค้าพร้อมบริการ การแยกรายการในใบแจ้งหนี้) https://www.rd.go.th/42086.html
- ข้อหารือ กค 0811/00963 ลงวันที่ 23 มกราคม 2541 (บุคคลธรรมดาจ่ายค่าจ้างทำของไม่มีหน้าที่หัก ณ ที่จ่าย) https://www.rd.go.th/22934.html
- ประมวลรัษฎากร มาตรา 38-64 (มาตรา 40(8), 50 ทวิ, 54) กรมสรรพากร https://www.rd.go.th/5937.html
- พระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 11) พ.ศ. 2502 มาตรา 8 (9) (25) และวรรคสอง https://www.rd.go.th/2375.html
- ประมวลรัษฎากร มาตรา 65-76 (มาตรา 65, 65 ทวิ (6), 65 ตรี (3) (5) (13)) กรมสรรพากร https://www.rd.go.th/5939.html
- ประมวลรัษฎากร มาตรา 77-79 (มาตรา 77/1(8)(ง)(จ), 79/3) กรมสรรพากร https://www.rd.go.th/5205.html
- ประมวลรัษฎากร มาตรา 80-82 (มาตรา 82/3, 82/4, 82/5) กรมสรรพากร https://www.rd.go.th/5206.html
- ประมวลรัษฎากร มาตรา 85-86 (มาตรา 85/1 การจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม) กรมสรรพากร https://www.rd.go.th/5208.html
- ประมวลรัษฎากร มาตรา 87-90 (มาตรา 87, 87/3, 89 (10)) กรมสรรพากร https://www.rd.go.th/5209.html
- ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 1) เรื่อง การนำสินค้าไปใช้เพื่อการประกอบกิจการของตนเองโดยตรง ตามมาตรา 77/1(8)(ง) https://www.rd.go.th/3420.html
- คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.86/2542 ข้อ 2 (3) และ (10) https://www.rd.go.th/3568.html
- แบบ ภ.ง.ด.53 และคำชี้แจง (กำหนดเวลายื่นและนำส่ง) กรมสรรพากร https://www.rd.go.th/fileadmin/tax_pdf/withhold/WHT53_041060.pdf
- วิธีการจัดทำรายงานเงินสดรับ-จ่าย กรมสรรพากร https://www.rd.go.th/38626.html
- คู่มือภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ที่ผู้ประกอบการ SME ควรรู้ กองบริหารภาษีธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก กรมสรรพากร https://www.rd.go.th/fileadmin/user_upload/SMEs/infographic/SME_lv3_1.pdf
- ข่าวกรมสรรพากร ฉบับที่ 14/2569 (ขยายอัตรา e-Withholding Tax) https://www.rd.go.th/fileadmin/user_upload/news/2569thai/news14_2569.pdf
- ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 40) ข้อ 2(7) ค่าตอบแทนที่ไม่ต้องนำมารวมคำนวณมูลค่าของฐานภาษีตามมาตรา 79(4) (สินค้าตัวอย่างที่แจกเนื่องจากการส่งเสริมการขาย) https://www.rd.go.th/3399.html
- ข้อหารือ กค 0706/พ./2334 ลงวันที่ 20 มีนาคม 2549 (ภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีการแจกสินค้าทดลอง คูปองส่วนลด และการส่งเสริมการขาย) https://www.rd.go.th/31030.html