เจ้าของโรงงานส่วนใหญ่รู้ว่าต้นทุนการผลิตมาจากวัตถุดิบ ค่าแรง และค่าใช้จ่ายโรงงาน แต่คำถามที่ยากกว่าคือ จะเก็บและเฉลี่ยต้นทุนเหล่านี้เข้าสินค้าแต่ละชิ้นด้วยวิธีไหน คำตอบขึ้นกับลักษณะการผลิต โรงงานที่รับงานตามแบบของลูกค้าทีละงาน เช่น โรงกลึง แม่พิมพ์ เฟอร์นิเจอร์สั่งทำ ควรใช้ ต้นทุนงานสั่งทำ (Job Order Costing) ส่วนโรงงานที่ผลิตสินค้าเหมือนกันต่อเนื่องเป็นล็อตใหญ่ เช่น อาหาร เครื่องดื่ม พลาสติกฉีด ควรใช้ ต้นทุนช่วงหรือต้นทุนกระบวนการ (Process Costing) หลายโรงงานใช้ผสมกัน
ระบบที่ดีต้องตอบโจทย์ 3 ฝ่ายพร้อมกัน เจ้าของใช้ตั้งราคาและดูว่างานไหนกำไร ผู้สอบบัญชีใช้รับรองยอดสินค้าคงเหลือตามมาตรฐานการบัญชี และกรมสรรพากรใช้ตรวจว่าสินค้าคงเหลือตีราคาถูกต้อง (ประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ทวิ (6)) และปริมาณสินค้าเข้าออกตรงกับรายงานสินค้าและวัตถุดิบ (มาตรา 87 (3)) บทความนี้อธิบายวิธีวางระบบทีละขั้น พร้อมตัวอย่างตัวเลข
สรุปสั้นที่สุด: งานผลิตตามคำสั่งลูกค้าแต่ละงาน = ต้นทุนงานสั่งทำ ใช้ใบต้นทุนงาน · ผลิตของเหมือนกันต่อเนื่อง = ต้นทุนช่วง ใช้หน่วยเทียบสำเร็จรูป · ค่าใช้จ่ายการผลิตปันเข้าสินค้าด้วยอัตราล่วงหน้าตามฐานที่สัมพันธ์กับการใช้ทรัพยากร (ชั่วโมงเครื่องหรือชั่วโมงแรงงาน) · ค่าใช้จ่ายคงที่ปันตามกำลังการผลิตปกติ ส่วนที่ปันไม่หมดเพราะผลิตน้อยเป็นค่าใช้จ่ายของงวด (TAS 2 ย่อหน้า 13) · ของเสียตามปกติเป็นต้นทุนของสินค้าดี ของเสียเกินปกติไม่รวมในสินค้า (คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.79/2541 ข้อ 2, TAS 2 ย่อหน้า 16) · ผู้จด VAT ที่ขายสินค้าต้องทำรายงานสินค้าและวัตถุดิบตามปริมาณ ลงภายใน 3 วันทำการ · สินค้าคงเหลือปลายปีตีราคาทุนหรือราคาตลาดที่ต่ำกว่า และใช้วิธีคำนวณราคาทุนเดิมตลอด
1. ก่อนวางระบบ: แยกให้ออกว่าอะไรเป็นต้นทุนสินค้า อะไรเป็นค่าใช้จ่ายของงวด
ต้นทุนการผลิตมี 3 องค์ประกอบ คือ วัตถุดิบทางตรง ค่าแรงงานทางตรง และค่าใช้จ่ายการผลิต (โสหุ้ยการผลิต) ถ้ายังไม่คุ้นกับสูตรต้นทุนการผลิต ต้นทุนสินค้าสำเร็จรูป และต้นทุนขาย อ่านพื้นฐานและตัวอย่างโรงงานเก้าอี้ไม้ได้ที่ บัญชีและภาษีโรงงานและ SME ผลิตสินค้า ซึ่งครอบคลุมเรื่องค่าเสื่อมราคาเครื่องจักรและสิทธิภาษีด้วย บทความนี้จะลงรายละเอียดเรื่องวิธีคิดต้นทุน
มาตรฐานการรายงานทางการเงินสำหรับกิจการที่ไม่มีส่วนได้เสียสาธารณะ (TFRS for NPAEs) ซึ่ง SME ส่วนใหญ่ใช้ กำหนดว่าต้นทุนของสินค้าคงเหลือประกอบด้วย ต้นทุนในการซื้อ ต้นทุนแปลงสภาพ และต้นทุนอื่นที่ทำให้สินค้าอยู่ในสถานที่และสภาพปัจจุบัน (ย่อหน้า 8.5) และ ต้นทุนแปลงสภาพ ประกอบด้วยค่าแรงงานทางตรง ค่าใช้จ่ายการผลิตคงที่ และค่าใช้จ่ายการผลิตผันแปร (ย่อหน้า 8.7)
| ประเภท | ตัวอย่าง | รับรู้เป็นค่าใช้จ่ายเมื่อไร |
|---|---|---|
| ต้นทุนสินค้า (Product cost) | วัตถุดิบ ค่าขนส่งวัตถุดิบเข้าโรงงาน ค่าแรงไลน์ผลิต หัวหน้าคนงาน ค่าไฟโรงงาน ค่าเสื่อมเครื่องจักร ค่าซ่อมบำรุงเครื่อง วัสดุสิ้นเปลืองโรงงาน ค่าจ้างผู้รับเหมาช่วงทำบางขั้นตอน | เมื่อขายสินค้า (ระหว่างนั้นอยู่ในงานระหว่างทำหรือสินค้าสำเร็จรูป) |
| ค่าใช้จ่ายของงวด (Period cost) | เงินเดือนฝ่ายขายและบัญชี ค่าโฆษณา ค่าขนส่งไปให้ลูกค้า ค่าเช่าสำนักงานขาย ดอกเบี้ยเงินกู้ทั่วไป | ในงวดที่เกิด |
| ต้องแยกออกจากต้นทุนสินค้า แม้เกิดในโรงงาน | วัตถุดิบ ค่าแรง หรือค่าใช้จ่ายการผลิตที่สูญเสียเกินกว่าปกติ ค่าเก็บรักษาสินค้า (เว้นแต่จำเป็นระหว่างขั้นตอนผลิต) ค่าบริหารที่ไม่เกี่ยวกับการผลิต ต้นทุนในการขาย | ในงวดที่เกิด (TAS 2 ย่อหน้า 16) |
ค่าใช้จ่ายที่ใช้ร่วมกัน เช่น ค่าไฟที่มีมิเตอร์เดียวทั้งโรงงานและสำนักงาน ควรแบ่งตามเกณฑ์ที่อธิบายได้ (เช่น กำลังไฟของเครื่องจักร หรือพื้นที่) แล้วใช้เกณฑ์เดิมทุกงวด
เส้นทางของต้นทุนในบัญชี
ระบบต้นทุนที่ดีจะบันทึกให้ต้นทุนไหลตามสินค้าจริง ทุกครั้งที่ของเคลื่อนที่ ต้องมีเอกสารและรายการบัญชีคู่กัน
| เหตุการณ์ | เอกสาร | บันทึกบัญชี (โดยย่อ) |
|---|---|---|
| ซื้อวัตถุดิบเข้าคลัง | ใบรับสินค้า ใบกำกับภาษี | เดบิต วัตถุดิบ / เครดิต เจ้าหนี้ |
| เบิกวัตถุดิบเข้าไลน์ผลิต | ใบเบิกวัตถุดิบ (ระบุเลขงานหรือแผนก) | เดบิต งานระหว่างทำ / เครดิต วัตถุดิบ |
| จ่ายค่าแรงไลน์ผลิต | บัตรลงเวลา ใบบันทึกชั่วโมงงาน | เดบิต งานระหว่างทำ / เครดิต ค่าแรงค้างจ่าย |
| ค่าใช้จ่ายโรงงานเกิดจริง | ใบแจ้งหนี้ค่าไฟ ค่าเสื่อม ฯลฯ | เดบิต ค่าใช้จ่ายการผลิตจริง / เครดิต เจ้าหนี้ ค่าเสื่อมสะสม |
| ปันค่าใช้จ่ายการผลิตเข้างาน | ใบบันทึกชั่วโมงเครื่อง | เดบิต งานระหว่างทำ / เครดิต ค่าใช้จ่ายการผลิตปันส่วน |
| ผลิตเสร็จเข้าคลังสินค้า | ใบรายงานการผลิต ใบรับสินค้าสำเร็จรูป | เดบิต สินค้าสำเร็จรูป / เครดิต งานระหว่างทำ |
| ขายสินค้า | ใบส่งของ ใบกำกับภาษี | เดบิต ต้นทุนขาย / เครดิต สินค้าสำเร็จรูป |
2. เลือกระบบต้นทุนให้ตรงกับลักษณะโรงงาน
2.1 ต้นทุนงานสั่งทำ กับ ต้นทุนช่วง ต่างกันอย่างไร
| ประเด็น | ต้นทุนงานสั่งทำ (Job Order) | ต้นทุนช่วง / กระบวนการ (Process) |
|---|---|---|
| ลักษณะการผลิต | แต่ละงานไม่เหมือนกัน ผลิตตามแบบหรือสเปกของลูกค้า | ผลิตสินค้าเหมือนกันต่อเนื่อง ผ่านขั้นตอนเดิมทุกหน่วย |
| หน่วยที่สะสมต้นทุน | เลขงาน (Job) หรือล็อตตามคำสั่งซื้อ | แผนกหรือขั้นตอนการผลิต ต่องวด |
| เอกสารหลัก | ใบต้นทุนงาน (Job Cost Sheet) | รายงานต้นทุนการผลิตแยกแผนก |
| วิธีคิดต้นทุนต่อหน่วย | ต้นทุนรวมของงาน ÷ จำนวนชิ้นในงาน | ต้นทุนของแผนกในงวด ÷ หน่วยเทียบสำเร็จรูป |
| งานระหว่างทำปลายงวด | ผลรวมใบต้นทุนของงานที่ยังไม่เสร็จ | หน่วยที่ยังไม่เสร็จ × ความสำเร็จ (%) × ต้นทุนต่อหน่วยเทียบ |
| จุดที่ต้องระวัง | บันทึกชั่วโมงและวัตถุดิบให้ตรงเลขงาน | ประเมินเปอร์เซ็นต์ความสำเร็จ และนับของเสีย |
โรงงานจำนวนมากใช้แบบผสม เช่น โรงงาน OEM ที่ผลิตเป็นล็อตตามคำสั่งลูกค้า (เก็บต้นทุนแยกล็อตแบบงานสั่งทำ) แต่ภายในล็อตผ่านขั้นตอนผสม บรรจุ แพ็ก (คิดค่าแปลงสภาพต่อชั่วโมงหรือต่อหน่วยแบบต้นทุนช่วง) วิธีนี้มักเรียกว่าต้นทุนตามล็อต (Batch Costing) หรือต้นทุนตามการปฏิบัติงาน (Operation Costing)
2.2 โรงงานแต่ละประเภทควรใช้ระบบไหน
| ประเภทโรงงาน | ลักษณะงานที่พบบ่อย | ระบบที่เหมาะ | ฐานปันส่วนค่าใช้จ่ายการผลิตที่นิยม | จุดที่ต้องระวังเป็นพิเศษ |
|---|---|---|---|---|
| อาหารและเครื่องดื่ม | ผลิตสูตรเดิมต่อเนื่อง หลายขั้นตอน (เตรียม ผสม ฆ่าเชื้อ บรรจุ) | ต้นทุนช่วง แยกแผนก | ชั่วโมงเครื่อง หรือหน่วยผลิต (กก./ลิตร) | ของเสียจากการระเหย ตัดแต่ง หมดอายุ ผลพลอยได้ |
| เสื้อผ้าและสิ่งทอ | รับตัดเย็บตามออเดอร์ทีละสไตล์ หรือปั่นด้าย ทอผ้าต่อเนื่อง | ตัดเย็บ: งานสั่งทำหรือตามล็อต · ทอ/ปั่น: ต้นทุนช่วง | ชั่วโมงแรงงานทางตรง (งานเย็บใช้แรงคน) | เศษผ้า ผ้าที่ลูกค้าส่งมาให้ (ไม่ใช่สต็อกของเรา) ต้นทุนมาตรฐานต่อสไตล์ |
| เฟอร์นิเจอร์และงานไม้สั่งทำ | ทำตามแบบ บิลต์อิน งานโครงการ | งานสั่งทำ | ชั่วโมงแรงงานทางตรง | เศษไม้ งานที่แก้ไขซ้ำ ไม้ที่เบิกเกินจริง |
| งานโลหะ กลึง แม่พิมพ์ตามสั่ง | ชิ้นงานตามแบบ ใช้เครื่อง CNC เป็นหลัก | งานสั่งทำ | ชั่วโมงเครื่อง | ค่าจ้างชุบ/พ่นสีภายนอก ชิ้นงานเสียจากการตั้งเครื่อง ค่าเครื่องมือตัด |
| OEM เครื่องสำอางและอาหารเสริม | ผลิตเป็นล็อตตามสูตรของลูกค้าแต่ละแบรนด์ | ตามล็อต (งานสั่งทำ) + ค่าแปลงสภาพต่อขั้นตอน | ชั่วโมงเครื่อง ชั่วโมงห้องผลิต | วัตถุดิบที่ลูกค้าจัดหาเอง ล็อตที่ไม่ผ่าน QC สารที่หมดอายุ |
| บรรจุภัณฑ์และพลาสติก | ฉีด/เป่าขึ้นรูปต่อเนื่อง หรือพิมพ์บรรจุภัณฑ์ตามออเดอร์ | ขึ้นรูปต่อเนื่อง: ต้นทุนช่วง · พิมพ์ตามออเดอร์: งานสั่งทำ | ชั่วโมงเครื่อง | เศษพลาสติกที่บดนำกลับมาใช้ ค่าแม่พิมพ์ของลูกค้า เวลาเปลี่ยนแม่พิมพ์ |
ถ้าคุณเป็นเจ้าของแบรนด์ที่ จ้าง โรงงานผลิต ไม่ได้ผลิตเอง เรื่องต้นทุนและสต็อกจะต่างออกไป อ่านได้ที่ เจ้าของแบรนด์จ้างโรงงานผลิต (OEM): บัญชี ภาษี หัก ณ ที่จ่าย VAT และสต็อก
2.3 คำถาม 3 ข้อสำหรับเลือกระบบ
- สินค้าแต่ละหน่วยใช้วัตถุดิบและเวลาเท่ากันไหม ถ้าเท่ากัน ต้นทุนช่วงพอ ถ้าต่างกันมาก ต้องเก็บแยกงาน
- ลูกค้าถามราคาเป็นรายงานหรือเป็นราคาต่อหน่วยมาตรฐาน ถ้าเสนอราคาเป็นรายงาน ต้องมีใบต้นทุนงานเพื่อเทียบราคาที่เสนอกับต้นทุนจริงหลังทำเสร็จ
- ทีมงานบันทึกข้อมูลได้ละเอียดแค่ไหน ระบบงานสั่งทำต้องมีคนบันทึกเลขงานในใบเบิกและบัตรชั่วโมงทุกครั้ง ถ้าทำไม่ได้จริง ระบบจะมีตัวเลขแต่ใช้ไม่ได้ เริ่มจากระบบที่ทำได้สม่ำเสมอดีกว่าระบบละเอียดที่ทำได้ครึ่ง ๆ กลาง ๆ
3. การปันส่วนค่าใช้จ่ายการผลิต: หัวใจของต้นทุนที่แม่นยำ
วัตถุดิบและค่าแรงทางตรงวัดเข้างานได้ตรง ๆ แต่ค่าใช้จ่ายการผลิต เช่น ค่าเสื่อมเครื่อง ค่าไฟ หัวหน้างาน ต้องปันส่วน และเป็นจุดที่ต้นทุนคลาดเคลื่อนบ่อยที่สุด
3.1 ใช้อัตราปันส่วนล่วงหน้า ไม่ใช่รอค่าใช้จ่ายจริงปลายเดือน
ค่าใช้จ่ายการผลิตจริงรู้ยอดช้า (บิลค่าไฟมาเดือนถัดไป) และผันผวนตามฤดูกาล ถ้ารอปันตามยอดจริงทุกเดือน งานที่ทำในเดือนผลิตน้อยจะมีต้นทุนต่อหน่วยสูงผิดปกติ วิธีที่นิยมคือกำหนด อัตราปันส่วนล่วงหน้า (Predetermined Overhead Rate) ตั้งแต่ต้นปี
อัตราปันส่วนล่วงหน้า = ค่าใช้จ่ายการผลิตประมาณการทั้งปี ÷ ฐานปันส่วนประมาณการทั้งปี (ที่ระดับกำลังการผลิตปกติ)
3.2 เลือกฐานปันส่วนที่ "ขับ" ค่าใช้จ่ายจริง
| ฐาน | เหมาะกับ | ตัวอย่าง |
|---|---|---|
| ชั่วโมงเครื่องจักร | โรงงานที่ค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่มาจากเครื่อง (ค่าเสื่อม ค่าไฟ ค่าซ่อม) | CNC ฉีดพลาสติก บรรจุอัตโนมัติ |
| ชั่วโมงแรงงานทางตรง | งานที่ใช้คนเป็นหลัก เครื่องมือราคาไม่สูง | ตัดเย็บ งานไม้ งานประกอบมือ |
| หน่วยผลิต | สินค้าชนิดเดียวหรือคล้ายกันมาก | น้ำดื่ม น้ำแข็ง |
| หลายอัตราแยกแผนก | ขั้นตอนต่างกันใช้ทรัพยากรต่างกัน | แผนกฉีดใช้ชั่วโมงเครื่อง แผนกแพ็กใช้ชั่วโมงแรงงาน |
ถ้าค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่มาจากเครื่องจักร แต่ไปปันตามชั่วโมงแรงงาน สินค้าที่ใช้เครื่องนานแต่ใช้คนน้อยจะดูถูกเกินจริง และอาจรับงานแบบนั้นในราคาที่ขาดทุนโดยไม่รู้ตัว
3.3 กำลังการผลิตปกติ: ทำไมเดือนที่ผลิตน้อย ต้นทุนต่อหน่วยไม่ควรพุ่ง
มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 2 เรื่อง สินค้าคงเหลือ (TAS 2) ย่อหน้า 13 กำหนดว่า
- ค่าใช้จ่ายการผลิตคงที่ให้ปันเข้าต้นทุนแปลงสภาพ โดยอ้างอิงฐานกำลังการผลิตปกติ ของเครื่องมือในการผลิต
- กำลังการผลิตปกติ คือการผลิตที่คาดว่าจะทำได้โดยเฉลี่ยในหลายช่วงเวลาหรือหลายฤดูกาลภายใต้สภาวการณ์ปกติ โดยคำนึงถึงกำลังการผลิตที่เสียไปจากการบำรุงรักษาตามแผน ระดับการผลิตจริงใช้แทนได้ถ้าใกล้เคียงกับกำลังการผลิตปกติ
- ค่าใช้จ่ายคงที่ที่ปันเข้าแต่ละหน่วย ไม่เพิ่มขึ้น แม้การผลิตจะลดต่ำลงหรือไม่มีการผลิต ส่วนที่ไม่ได้ถูกปันส่วนให้รับรู้เป็นค่าใช้จ่ายในงวดที่เกิด
- ในช่วงที่ผลิตสูงผิดปกติ ให้ลดค่าใช้จ่ายคงที่ต่อหน่วยลง เพื่อไม่ให้สินค้าคงเหลือสูงกว่าต้นทุน
- ค่าใช้จ่ายการผลิตผันแปรปันตามที่เกิดขึ้นจริง
TFRS for NPAEs บทที่ 8 กำหนดให้รวมค่าใช้จ่ายการผลิตคงที่ไว้ในต้นทุนแปลงสภาพ แต่ไม่ได้เขียนวิธีปันส่วนตามกำลังการผลิตปกติไว้ละเอียดเท่า TAS 2 ในทางปฏิบัติ SME จำนวนมากใช้หลักของ TAS 2 เป็นแนวทาง เพราะช่วยไม่ให้ความไม่มีประสิทธิภาพของเดือนที่ผลิตน้อยไปค้างอยู่ในสต็อก ควรตกลงนโยบายนี้กับผู้สอบบัญชีและเขียนไว้เป็นลายลักษณ์อักษร
3.4 ตัวอย่าง: โรงกลึงชิ้นส่วนโลหะ ปันตามชั่วโมงเครื่อง
โรงกลึงแห่งหนึ่งมีเครื่อง CNC 4 เครื่อง ข้อมูลประมาณการต้นปี (ตัวเลขสมมติเพื่อประกอบความเข้าใจ)
| รายการ | จำนวน |
|---|---|
| ค่าใช้จ่ายการผลิตคงที่ทั้งปี (ค่าเสื่อมเครื่อง ค่าเช่าโรงงาน หัวหน้างาน ค่าซ่อมบำรุงตามแผน) | 1,500,000 บาท |
| ค่าใช้จ่ายการผลิตผันแปร (ค่าไฟเครื่อง น้ำมันหล่อเย็น วัสดุสิ้นเปลือง) | 50 บาทต่อชั่วโมงเครื่อง |
| กำลังการผลิตปกติ (4 เครื่อง หักเวลาซ่อมบำรุงตามแผน) | 6,000 ชั่วโมงเครื่องต่อปี |
| อัตราคงที่ 1,500,000 ÷ 6,000 | 250 บาทต่อชั่วโมงเครื่อง |
| อัตราปันส่วนล่วงหน้ารวม 250 + 50 | 300 บาทต่อชั่วโมงเครื่อง |
ปลายปี ยอดสั่งซื้อลดลง ใช้เครื่องจริงเพียง 4,800 ชั่วโมง ค่าใช้จ่ายคงที่จริง 1,500,000 บาท ค่าใช้จ่ายผันแปรจริง 245,000 บาท
| รายการ | บาท |
|---|---|
| ค่าใช้จ่ายการผลิตจริงทั้งปี 1,500,000 + 245,000 | 1,745,000 |
| ปันเข้างานแล้ว 4,800 ชม. × 300 | (1,440,000) |
| ปันไม่หมด (Under-applied) | 305,000 |
| ในจำนวนนี้ เป็นค่าใช้จ่ายคงที่ที่ไม่ได้ปันเพราะผลิตต่ำกว่าปกติ (6,000 − 4,800) × 250 | 300,000 |
| ผลต่างค่าใช้จ่ายผันแปร 245,000 − (4,800 × 50) | 5,000 |
การจัดการ
- 300,000 บาท เกิดจากผลิตต่ำกว่ากำลังการผลิตปกติ ให้รับรู้เป็นค่าใช้จ่ายของปี ไม่นำไปเพิ่มมูลค่าสินค้าคงเหลือ ตาม TAS 2 ย่อหน้า 13
- 5,000 บาท เป็นผลต่างเล็กน้อยจากการใช้จ่ายจริง ส่วนใหญ่ปิดเข้าต้นทุนขาย ถ้าผลต่างประเภทนี้มีจำนวนมาก ควรปันกลับเข้างานระหว่างทำ สินค้าสำเร็จรูป และต้นทุนขายตามสัดส่วน เพื่อให้สินค้าคงเหลือใกล้เคียงต้นทุนจริง
ถ้าโรงงานนี้ไม่ใช้กำลังการผลิตปกติ แต่หารค่าใช้จ่ายคงที่ด้วยชั่วโมงจริง อัตราคงที่จะเป็น 312.50 บาทต่อชั่วโมง (1,500,000 ÷ 4,800) ทุกชิ้นงานจะแบกต้นทุนเพิ่มขึ้น และถ้าผู้บริหารใช้ตัวเลขนี้ตั้งราคา ราคาจะสูงขึ้นในปีที่ลูกค้าน้อยอยู่แล้ว ซึ่งอาจทำให้เสียงานเพิ่มอีก
4. ต้นทุนงานสั่งทำ: ใบต้นทุนงานหนึ่งใบทำงานอย่างไร
4.1 ตัวอย่าง: งาน J-045 เพลาเหล็ก 200 ชิ้น
โรงกลึงในข้อ 3 รับทำเพลาเหล็กตามแบบ 200 ชิ้น ใบต้นทุนงานเมื่องานเสร็จ (ตัวเลขสมมติ)
| รายการ | ที่มาของตัวเลข | บาท |
|---|---|---|
| วัตถุดิบทางตรง: เหล็กเพลา | ใบเบิกวัตถุดิบ 3 ใบ ระบุเลขงาน J-045 | 36,000 |
| วัตถุดิบทางตรง: เครื่องมือตัดที่ใช้เฉพาะงานนี้ | ใบเบิก | 6,000 |
| ค่าแรงงานทางตรง: ช่างกลึง 80 ชม. × 150 บาท | บัตรบันทึกชั่วโมงงาน | 12,000 |
| ค่าใช้จ่ายการผลิตปันส่วน: 70 ชม.เครื่อง × 300 บาท | บันทึกชั่วโมงเครื่อง | 21,000 |
| ค่าจ้างโรงงานภายนอกชุบแข็ง | ใบแจ้งหนี้ผู้รับจ้าง | 6,000 |
| ต้นทุนรวมของงาน | 81,000 | |
| ต้นทุนต่อชิ้น 81,000 ÷ 200 | 405 |
ข้อสังเกตจากใบต้นทุนงาน
- ค่าจ้างโรงงานภายนอก ที่ทำเฉพาะงานนี้เป็นต้นทุนทางตรงของงาน ไม่ต้องผ่านค่าใช้จ่ายการผลิต เมื่อจ่ายค่าจ้างทำของ บริษัทผู้จ่ายมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายร้อยละ 3 ตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.4/2528 ข้อ 8
- ถ้างานยังไม่เสร็จในวันสิ้นงวด ยอดที่สะสมในใบต้นทุนงานคือ งานระหว่างทำ ของงานนั้น ผลรวมใบต้นทุนของงานที่ยังไม่เสร็จทั้งหมดต้องเท่ากับยอดบัญชีงานระหว่างทำ ถ้าไม่เท่า แสดงว่ามีการเบิกหรือบันทึกชั่วโมงที่ไม่ได้ระบุเลขงาน
- หลังงานเสร็จ ให้เทียบใบต้นทุนงานกับประมาณการตอนเสนอราคา ถ้าวัตถุดิบหรือชั่วโมงเกินบ่อย ๆ แปลว่าวิธีประมาณราคาต้องปรับ ไม่ใช่แค่โชคไม่ดี
4.2 สิ่งที่ทำให้ใบต้นทุนงานผิดบ่อย
- เบิกวัตถุดิบล็อตใหญ่ครั้งเดียวแล้วใช้หลายงาน แต่ลงเลขงานเดียว
- ช่างไม่บันทึกเวลาตั้งเครื่องและรอวัตถุดิบ ชั่วโมงจึงต่ำกว่าจริง
- วัสดุเหลือจากงานไม่ได้คืนคลัง ทำให้งานถัดไปเบิกซ้ำ
- งานแก้ไขซ้ำ (rework) ไม่ได้แยกบันทึก จึงไม่รู้ว่าลูกค้าหรือขั้นตอนไหนทำให้เสียเงิน
5. ต้นทุนช่วง: คิดต้นทุนต่อหน่วยเมื่อมีงานค้างกลางไลน์
5.1 หน่วยเทียบสำเร็จรูป (Equivalent Units)
ในโรงงานที่ผลิตต่อเนื่อง ปลายเดือนจะมีสินค้าค้างอยู่ในไลน์ที่ทำไปได้แค่บางส่วน ถ้านับเป็นหน่วยเต็ม ต้นทุนต่อหน่วยจะต่ำเกินจริง ถ้าไม่นับเลย ต้นทุนต่อหน่วยจะสูงเกินจริง จึงต้องแปลงเป็น หน่วยเทียบสำเร็จรูป = จำนวนหน่วย × เปอร์เซ็นต์ความสำเร็จ แยกตามองค์ประกอบ เพราะวัตถุดิบมักใส่ครบตั้งแต่ต้น ส่วนค่าแรงและค่าใช้จ่ายการผลิต (ต้นทุนแปลงสภาพ) ทยอยเกิด
5.2 ตัวอย่าง: แผนกผสมของโรงงานซอสบรรจุขวด (วิธีถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก)
ข้อมูลเดือนมีนาคม หน่วยเป็นกิโลกรัม (ตัวเลขสมมติ)
| ปริมาณ | กก. |
|---|---|
| งานระหว่างทำต้นเดือน (วัตถุดิบครบ 100% ต้นทุนแปลงสภาพ 40%) | 2,000 |
| เริ่มผลิตในเดือน | 18,000 |
| ผลิตเสร็จโอนไปแผนกบรรจุ | 16,000 |
| งานระหว่างทำปลายเดือน (วัตถุดิบครบ 100% ต้นทุนแปลงสภาพ 50%) | 4,000 |
| ต้นทุน | วัตถุดิบ (บาท) | ต้นทุนแปลงสภาพ (บาท) |
|---|---|---|
| งานระหว่างทำต้นเดือน | 30,000 | 6,400 |
| เกิดในเดือน | 270,000 | 173,600 |
| รวม | 300,000 | 180,000 |
ขั้นที่ 1 หน่วยเทียบสำเร็จรูป
| วัตถุดิบ | ต้นทุนแปลงสภาพ | |
|---|---|---|
| ผลิตเสร็จ | 16,000 | 16,000 |
| งานระหว่างทำปลายเดือน 4,000 × 100% / × 50% | 4,000 | 2,000 |
| หน่วยเทียบรวม | 20,000 | 18,000 |
ขั้นที่ 2 ต้นทุนต่อหน่วยเทียบ
- วัตถุดิบ 300,000 ÷ 20,000 = 15 บาท
- ต้นทุนแปลงสภาพ 180,000 ÷ 18,000 = 10 บาท
- รวม 25 บาทต่อกิโลกรัม
ขั้นที่ 3 แบ่งต้นทุน
| รายการ | บาท |
|---|---|
| ผลิตเสร็จโอนออก 16,000 × 25 | 400,000 |
| งานระหว่างทำปลายเดือน: วัตถุดิบ 4,000 × 15 = 60,000 + แปลงสภาพ 2,000 × 10 = 20,000 | 80,000 |
| รวม (ตรวจสอบ: เท่ากับต้นทุนทั้งหมด 300,000 + 180,000) | 480,000 |
ยอด 400,000 บาทจะโอนไปเป็นต้นทุน "รับโอนมา" ของแผนกบรรจุ ซึ่งจะบวกค่าขวด ฉลาก และต้นทุนแปลงสภาพของแผนกบรรจุต่อไป ส่วน 80,000 บาทคือยอดงานระหว่างทำของแผนกผสมในงบ ผู้สอบบัญชีจะขอดูหลักฐานเปอร์เซ็นต์ความสำเร็จ 50% เช่น ขั้นตอนที่ถังผสมอยู่ ณ วันตรวจนับ จึงควรกำหนดเกณฑ์ประเมินไว้ล่วงหน้า (เช่น ผ่านขั้นต้มแล้วถือว่า 50%) แทนการกะเอาปลายเดือน
ถ้าโรงงานต้องการแยกผลงานเดือนนี้ออกจากต้นทุนเดือนก่อนชัดเจน ใช้วิธีเข้าก่อนออกก่อน (FIFO) ในการคิดหน่วยเทียบได้ ผลจะต่างจากวิธีถัวเฉลี่ยไม่มากเมื่อราคาวัตถุดิบไม่ผันผวน เลือกวิธีแล้วควรใช้ต่อเนื่อง
5.3 ของเสียในต้นทุนช่วง
ต่อจากตัวอย่าง สมมติว่าใน 16,000 กก. ที่ผลิตเสร็จ ตรวจพบตอนท้ายไลน์ว่ามีซอสไม่ได้มาตรฐาน 300 กก. ต้นทุน 300 × 25 = 7,500 บาท
- ถ้า 300 กก. อยู่ในอัตราของเสียปกติที่โรงงานกำหนดไว้ ต้นทุน 7,500 บาทเป็นส่วนหนึ่งของต้นทุนสินค้าดี 15,700 กก. ต้นทุนต่อกิโลกรัมของสินค้าดีจึงเป็น 400,000 ÷ 15,700 ≈ 25.48 บาท
- ถ้าอัตราปกติคือ 0 กก. หรือของเสียทั้ง 300 กก. เกินปกติ แยก 7,500 บาทออกเป็นค่าใช้จ่ายของงวด สินค้าดี 15,700 กก. ยังมีต้นทุน 25 บาทต่อกิโลกรัม
กรณีที่ส่วนหนึ่งอยู่ในอัตราปกติและส่วนหนึ่งเกิน ให้แยกตามสัดส่วน รายละเอียดหลักเกณฑ์ทางภาษีอยู่ในข้อ 6
6. ของเสีย เศษซาก ผลิตภัณฑ์ร่วม และผลพลอยได้
6.1 ของเสียตามปกติกับของเสียเกินปกติ
คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.79/2541 ข้อ 1 ให้ความหมายไว้ดังนี้
- ของเสียตามปกติ คือของเสียที่เกิดขึ้นในกระบวนการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพภายใต้กรรมวิธีการผลิต ซึ่งได้มีการกำหนดอัตราของเสียที่ถือว่าเป็นอัตราปกติไว้
- ของเสียเกินปกติ คือของเสียที่เกิดมากกว่าอัตราปกติที่กำหนดไว้
- เศษซาก คือเศษวัตถุจากกระบวนการผลิตบางประเภทที่มีมูลค่ากลับคืนที่อาจวัดได้แต่มีจำนวนน้อย
ข้อ 2 ของคำสั่งเดียวกันให้ถือว่า ต้นทุนของเสียตามปกติเป็นส่วนหนึ่งของต้นทุนผลิตภัณฑ์หน่วยที่ดี ซึ่งสอดคล้องกับ TAS 2 ย่อหน้า 16 ที่ไม่ให้นำวัตถุดิบ ค่าแรง หรือค่าใช้จ่ายการผลิตที่สูญเสียเกินกว่าปกติไปรวมเป็นต้นทุนสินค้า
คำสำคัญคือ "ได้มีการกำหนดอัตรา" โรงงานจึงควร กำหนดอัตราของเสียปกติของแต่ละกระบวนการเป็นลายลักษณ์อักษร จากสถิติการผลิตจริงหรือข้อมูลทางเทคนิค และบันทึกของเสียจริงแต่ละล็อต ถ้าไม่มีอัตรากำหนดไว้ จะอธิบายผู้สอบบัญชีหรือเจ้าพนักงานได้ยากว่าส่วนไหนปกติ
6.2 จะตัดของเสียเกินปกติ สินค้าเสื่อม หรือหมดอายุเป็นรายจ่าย ต้องทำตามขั้นตอน
ป.79/2541 ข้อ 3 กำหนดว่า ถ้าบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลต้องการตัดต้นทุนของเสียเกินปกติ สินค้าเสื่อมคุณภาพ สินค้ามีตำหนิ หมดสมัยนิยม หมดอายุ และเศษซาก เป็นรายจ่ายในรอบบัญชีที่ทำลาย ต้องทำตามหลักเกณฑ์ สำหรับกิจการทั่วไป (ที่ไม่อยู่ในเขตอุตสาหกรรมส่งออกหรือได้รับส่งเสริมการลงทุนในกรณีนำเข้าวัตถุดิบเพื่อผลิตส่งออก ซึ่งมีวิธีเฉพาะตามข้อ 3 (1) และ (2))
| สภาพของเสีย | ขั้นตอน |
|---|---|
| เก็บรักษาไว้ไม่ได้ เช่น อาหาร เวชภัณฑ์ เคมีภัณฑ์ (ข้อ 3 (3)(3.1)) | (ก) ตรวจสภาพว่าเสียหายตามเงื่อนไขที่กิจการกำหนด และให้ผู้มีอำนาจอนุมัติว่าเป็นสินค้าเสียหาย ถ้าเป็นสินค้ารับคืนต้องมีเอกสารรับคืนที่ระบุวันที่ ปริมาณ ชนิดหรือรหัส สาเหตุ เลขอ้างอิงคำสั่งซื้อ และลายมือชื่อลูกค้าและพนักงานรับคืน (ข) เมื่ออนุมัติให้ทำลาย ให้ฝ่ายคลังสินค้า ฝ่ายบัญชี ฝ่ายขายหรือฝ่ายตรวจสอบ (ถ้ามี) ร่วมสังเกตการณ์และลงชื่อเป็นพยาน และเชิญผู้สอบบัญชีมาเป็นพยาน ไม่จำเป็นต้องแจ้งเจ้าหน้าที่สรรพากร |
| เก็บรอทำลายพร้อมกันได้ (ข้อ 3 (3)(3.2) แก้ไขโดย ป.84/2542) | ทำตามขั้นตอนข้างบน และ แจ้งสรรพากรพื้นที่หรือสรรพากรจังหวัดล่วงหน้า 30 วันก่อนวันทำลาย ซึ่งอาจส่งเจ้าหน้าที่ไปดูการทำลาย เว้นแต่การทำลายอยู่ภายใต้การควบคุมของหน่วยงานราชการตามระเบียบเฉพาะ |
เก็บภาพถ่าย รายการปริมาณ และบันทึกการทำลายที่มีผู้ลงชื่อครบไว้ประกอบรายการบัญชี โรงงานอาหารและ OEM เครื่องสำอางควรทำขั้นตอนนี้เป็นงานประจำ เพราะมีของหมดอายุและล็อตไม่ผ่าน QC สม่ำเสมอ
6.3 เศษซากที่ขายได้
เศษเหล็กจากงานกลึง เศษผ้า เศษพลาสติกที่ขายได้ ควรมีทะเบียนคุมปริมาณ และเมื่อขายให้บันทึกรายได้หรือนำไปลดต้นทุนการผลิตตามนโยบายที่เลือกแล้วใช้สม่ำเสมอ ถ้าเป็นผู้จด VAT การขายเศษซากก็เป็นการขายสินค้าที่ต้องออกใบกำกับภาษี ส่วนเศษพลาสติกที่บดแล้วนำกลับเข้าไลน์ผลิตเอง ให้บันทึกการรับกลับในทะเบียนคุม เพื่อไม่ให้ปริมาณวัตถุดิบใช้ไปสูงเกินจริง
6.4 ผลิตภัณฑ์ร่วมและผลพลอยได้
บางโรงงานได้สินค้ามากกว่าหนึ่งชนิดจากวัตถุดิบเดียวกัน เช่น โรงงานแปรรูปมะพร้าวได้ทั้งกะทิและน้ำมะพร้าว TAS 2 ย่อหน้า 14 ให้ปันต้นทุนที่แยกไม่ได้ด้วยเกณฑ์ที่สมเหตุสมผลและสม่ำเสมอ เช่น มูลค่าขายของแต่ละผลิตภัณฑ์ ณ จุดที่แยกผลิตภัณฑ์ได้ ส่วนผลพลอยได้ซึ่งมักไม่เป็นสาระสำคัญ มักวัดด้วยมูลค่าสุทธิที่จะได้รับแล้วนำไปหักจากต้นทุนผลิตภัณฑ์หลัก
ตัวอย่าง (ตัวเลขสมมติ): ต้นทุนร่วมก่อนจุดแยก 1,000,000 บาท ได้กากมะพร้าวเป็นผลพลอยได้ มูลค่าสุทธิที่จะได้รับ 20,000 บาท
| รายการ | มูลค่าขาย ณ จุดแยก | สัดส่วน | ต้นทุนร่วมที่ได้รับปัน (980,000) |
|---|---|---|---|
| กะทิ | 1,200,000 | 60% | 588,000 |
| น้ำมะพร้าว | 800,000 | 40% | 392,000 |
| รวม | 2,000,000 | 100% | 980,000 |
ต้นทุนร่วม 1,000,000 บาท หักผลพลอยได้ 20,000 บาท เหลือ 980,000 บาทสำหรับปันให้ผลิตภัณฑ์หลัก ต้นทุนที่เกิดหลังจุดแยก เช่น ค่าบรรจุกะทิ ให้บวกเข้าผลิตภัณฑ์นั้นโดยตรง
7. ต้นทุนมาตรฐานและการวิเคราะห์ผลต่าง
โรงงานที่ผลิตสินค้าซ้ำ ๆ จำนวนมาก นิยมตั้ง ต้นทุนมาตรฐาน ต่อหน่วยไว้ล่วงหน้า แล้วดูว่าจริงต่างจากมาตรฐานเท่าไร เพราะเห็นปัญหาได้เร็วกว่ารอปิดงบ TAS 2 ย่อหน้า 21 อนุญาตให้ใช้ต้นทุนมาตรฐานวัดมูลค่าสินค้าคงเหลือได้เพื่อความสะดวก ถ้าผลใกล้เคียงกับต้นทุนจริง โดยมาตรฐานต้องกำหนดจากการใช้วัตถุดิบ วัสดุ ค่าแรง ประสิทธิภาพ และกำลังการผลิตในระดับปกติ และต้องทบทวนสม่ำเสมอ
7.1 ตัวอย่าง: โรงงานตัดเย็บเสื้อยืด
มาตรฐานต่อตัว: ผ้า 1.5 เมตร × 80 บาท = 120 บาท · ค่าแรงเย็บ 0.5 ชั่วโมง × 60 บาท = 30 บาท เดือนนี้ผลิต 10,000 ตัว (ตัวเลขสมมติ)
| มาตรฐานสำหรับ 10,000 ตัว | จริง | |
|---|---|---|
| ผ้า | 15,000 ม. × 80 = 1,200,000 | 15,800 ม. × 78 = 1,232,400 |
| ค่าแรง | 5,000 ชม. × 60 = 300,000 | 5,300 ชม. × 62 = 328,600 |
| ผลต่าง | วิธีคำนวณ | บาท | ความหมาย |
|---|---|---|---|
| ราคาวัตถุดิบ | (78 − 80) × 15,800 | 31,600 ดี | ฝ่ายจัดซื้อได้ราคาผ้าต่ำกว่ามาตรฐาน |
| ปริมาณวัตถุดิบ | (15,800 − 15,000) × 80 | 64,000 ไม่ดี | ใช้ผ้าเกิน 800 เมตร อาจเพราะวางแพทเทิร์นไม่ดีหรือผ้าคุณภาพต่ำ |
| อัตราค่าแรง | (62 − 60) × 5,300 | 10,600 ไม่ดี | ค่าแรงต่อชั่วโมงสูงกว่ามาตรฐาน เช่น มีโอที |
| ประสิทธิภาพแรงงาน | (5,300 − 5,000) × 60 | 18,000 ไม่ดี | ใช้เวลาเย็บนานกว่ามาตรฐาน 300 ชั่วโมง |
| รวมผลต่าง | 61,000 ไม่ดี | ตรวจสอบ: (1,232,400 + 328,600) − (1,200,000 + 300,000) |
ตัวอย่างนี้บอกว่าผ้าราคาถูกลงแต่ใช้มากขึ้นจนเสียมากกว่าได้ ถ้าผ้าถูกเพราะคุณภาพต่ำกว่า การประหยัดของฝ่ายจัดซื้ออาจเป็นสาเหตุที่ไลน์ผลิตเปลืองผ้า
ผลต่างที่มีนัยสำคัญต้องปรับเข้าสินค้าคงเหลือและต้นทุนขายตอนปิดงบ ไม่ใช่ปล่อยให้สต็อกแสดงตามมาตรฐานที่ล้าสมัย โดยเฉพาะส่วนที่เกิดจากมาตรฐานตั้งไว้ไม่สมจริง ส่วนที่เกิดจากของเสียเกินปกติหรือผลิตต่ำกว่ากำลังการผลิตปกติ ให้เป็นค่าใช้จ่ายของงวดตามข้อ 3 และข้อ 6
8. เอกสารและทะเบียนคุมที่ระบบต้นทุนต้องมี
8.1 เอกสารภายในโรงงาน
| เอกสาร | ใช้ทำอะไร | ข้อมูลขั้นต่ำ |
|---|---|---|
| สูตรการผลิต (BOM) | กำหนดปริมาณวัตถุดิบต่อหน่วยสินค้า ใช้ตรวจการเบิกและตั้งต้นทุนมาตรฐาน | รหัสสินค้า วัตถุดิบแต่ละรายการ ปริมาณต่อหน่วย อัตราของเสียปกติ วันที่มีผลและผู้อนุมัติ |
| ใบเบิกวัตถุดิบ | ย้ายวัตถุดิบจากคลังเข้าไลน์ผลิต | วันที่ รหัสและปริมาณ เลขงานหรือแผนก ผู้เบิก ผู้จ่าย |
| ใบคืนวัตถุดิบ | คืนของเหลือเข้าคลัง | อ้างอิงใบเบิกเดิม ปริมาณคืน |
| บัตรบันทึกชั่วโมงงานและชั่วโมงเครื่อง | ใช้ปันค่าแรงและค่าใช้จ่ายการผลิตเข้างาน | พนักงานหรือเครื่อง เลขงาน เวลาเริ่ม-จบ |
| ใบรายงานการผลิต | บันทึกผลผลิตดี ของเสีย และงานค้าง | วันที่ ล็อต ปริมาณดี ปริมาณเสีย สาเหตุ |
| บัตรสต็อก (Stock Card) / ทะเบียนคุมสินค้า | ยอดคงเหลือแต่ละรายการ | รับ จ่าย คงเหลือ ทั้งปริมาณและมูลค่า (ถ้าใช้ระบบต่อเนื่อง) |
| ใบตรวจนับ | ยืนยันยอดจริงสิ้นงวด | ผู้นับ ผู้ตรวจ ผลต่างกับทะเบียน สาเหตุ |
ตามกฎหมายการบัญชี ห้างหุ้นส่วนและบริษัทต้องจัดทำบัญชีรายวัน บัญชีแยกประเภท บัญชีสินค้า และบัญชีอื่นตามความจำเป็น (คู่มือสิ่งที่ต้องรู้ & ทำ เมื่อเป็นห้างหุ้นส่วน บริษัทจำกัด บริษัทมหาชนจำกัด ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า อ้างพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543) ทะเบียนคุมข้างต้นคือฐานของบัญชีสินค้าของโรงงาน และเอกสารเหล่านี้เป็นเอกสารประกอบการลงบัญชีที่ต้องเก็บไว้ ดูระยะเวลาเก็บเอกสารแต่ละประเภทได้ที่ เอกสารอะไรบ้างที่ต้องเก็บไว้สำหรับทำบัญชี + ต้องเก็บกี่ปี
8.2 รายงานสินค้าและวัตถุดิบ: สิ่งที่กรมสรรพากรคาดหวัง
ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มที่ประกอบกิจการขายสินค้า ต้องจัดทำ รายงานสินค้าและวัตถุดิบ ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 87 (3) ตามแบบที่อธิบดีกำหนด เป็นรายสถานประกอบการ และลงรายการ ภายใน 3 วันทำการ นับแต่วันที่ได้มาหรือจำหน่ายออกไป
ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 89) กำหนดรายละเอียด
- ข้อ 3 รายงานต้องมีรายการและข้อความอย่างน้อยตามแบบท้ายประกาศ แบบดังกล่าวมีหัวรายงาน ชื่อผู้ประกอบการ เลขประจำตัวผู้เสียภาษี ชื่อสถานประกอบการ (สำนักงานใหญ่หรือสาขา) ชื่อสินค้าหรือวัตถุดิบ ชนิดหรือขนาด และหน่วยนับ ส่วนตารางมีช่อง เลขที่ใบสำคัญ · วัน เดือน ปี · ปริมาณ รับ / จ่าย / คงเหลือ · หมายเหตุ
- ข้อ 9 ลงรายการตาม ปริมาณ สินค้าหรือวัตถุดิบที่รับมาหรือจ่ายไปจริง โดยมีใบสำคัญรับหรือจ่ายสินค้าเป็นเอกสารประกอบ แยกตามประเภท ชนิด ขนาดได้ ถ้ามีรายงานรายละเอียดรายวัน (วันที่ ปริมาณ มูลค่ารวม) จะลงยอดรวมรายวันก็ได้
- ข้อ 10 ลงด้วยหมึก พิมพ์ (รวมถึงสเปรดชีตอย่าง Excel) หรือระบบคอมพิวเตอร์ ภาษาไทยหรืออังกฤษก็ได้
สำหรับโรงงาน หมายความว่าต้องมีรายงานแยกทั้ง วัตถุดิบแต่ละรายการ (รับจากการซื้อ จ่ายจากการเบิกผลิต) และ สินค้าสำเร็จรูปแต่ละรายการ (รับจากการผลิตเสร็จ จ่ายจากการขาย) ใบเบิกวัตถุดิบและใบรายงานการผลิตในข้อ 8.1 จึงทำหน้าที่เป็นใบสำคัญรับจ่ายตามกฎหมายไปด้วย
ข้อที่เจ้าของโรงงานมักเข้าใจผิดคือคิดว่ารายงานนี้คือรายงานต้นทุน จริง ๆ แล้ว รายงานตามแบบเป็นรายงานปริมาณ มูลค่าต้นทุนอยู่ในบัญชีต้นทุนและบัญชีสินค้า ทั้งสองส่วนต้องตรงกันในเชิงปริมาณ
ต้องเก็บรายงาน ใบกำกับภาษี และเอกสารประกอบการลงรายงาน ไว้ ณ สถานประกอบการไม่น้อยกว่า 5 ปีนับแต่วันยื่นแบบหรือวันทำรายงาน (มาตรา 87/3)
8.3 ถ้าสต็อกในรายงานกับของจริงไม่ตรงกัน
ประมวลรัษฎากร มาตรา 77/1 (8) (จ) ให้ถือว่า การมีสินค้าขาดจากรายงานสินค้าและวัตถุดิบเป็น "การขาย" ที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม และมาตรา 79/3 (3) ให้ใช้ ราคาตลาด ของสินค้าในวันที่ความรับผิดเกิดขึ้นเป็นฐานภาษี ถ้าตรวจนับแล้ววัตถุดิบหรือสินค้าหายไปโดยอธิบายไม่ได้ ไม่ใช่แค่ต้นทุนผิด แต่อาจถูกประเมิน VAT จากราคาตลาดด้วย
ผลต่างที่อธิบายได้มักมาจากของเสียที่ไม่ได้บันทึก การเบิกที่ไม่ได้ทำใบ หรือหน่วยนับไม่ตรงกัน (ซื้อเป็นม้วน เบิกเป็นเมตร) จึงควรกระทบยอดรายงานกับผลตรวจนับอย่างน้อยทุกไตรมาส ไม่ใช่รอสิ้นปี และบันทึกของเสียทุกครั้งตามข้อ 6
9. ตีราคาสินค้าคงเหลือ: มาตรฐานบัญชีกับประมวลรัษฎากร
9.1 วิธีคำนวณราคาทุน
| ที่มา | วิธีที่ใช้ได้ |
|---|---|
| TFRS for NPAEs ย่อหน้า 8.9 | ราคาเจาะจง เข้าก่อนออกก่อน หรือถัวเฉลี่ย |
| TAS 2 ย่อหน้า 23–25 | ราคาเจาะจงสำหรับสินค้าที่สับเปลี่ยนกันไม่ได้หรือแยกไว้เฉพาะโครงการ นอกนั้นใช้เข้าก่อนออกก่อนหรือถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก และใช้วิธีเดียวกันกับสินค้าที่มีลักษณะและการใช้คล้ายกัน |
| ประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ทวิ (6) วรรคสอง | เลือกหลักเกณฑ์ตามวิชาการบัญชีแล้ว ต้องใช้ตลอดไป เปลี่ยนได้เมื่อได้รับอนุมัติจากอธิบดี |
ในทางปฏิบัติ งานสั่งทำที่แยกตามลูกค้ามักใช้ราคาเจาะจงตามใบต้นทุนงาน ส่วนวัตถุดิบทั่วไปและสินค้าผลิตต่อเนื่องใช้ถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักหรือเข้าก่อนออกก่อน ระบบโปรแกรมบัญชีส่วนใหญ่รองรับถัวเฉลี่ยเคลื่อนที่ (คำนวณใหม่ทุกครั้งที่รับเข้า) ซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งของถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก
9.2 มูลค่าสุทธิที่จะได้รับและราคาตลาด
ทางบัญชี สินค้าคงเหลือแสดงด้วยราคาทุนหรือ มูลค่าสุทธิที่จะได้รับ แล้วแต่ราคาใดต่ำกว่า (NPAEs ย่อหน้า 8.4) มูลค่าสุทธิที่จะได้รับคือราคาที่คาดว่าจะขายได้ตามปกติ หักต้นทุนที่ต้องทำต่อให้เสร็จ และต้นทุนที่จำเป็นต้องจ่ายเพื่อขาย (ย่อหน้า 8.11)
กฎที่โรงงานควรรู้
- ไม่ต้องลดมูลค่าวัตถุดิบหรืองานระหว่างทำ แม้ราคาวัตถุดิบในตลาดจะลดลง ถ้าสินค้าสำเร็จรูปที่ผลิตจากวัตถุดิบนั้นยังขายได้เท่ากับหรือสูงกว่าทุน ถ้าสินค้าสำเร็จรูปขายได้ต่ำกว่าทุน ให้ลด และต้นทุนเปลี่ยนแทนของวัตถุดิบอาจใช้วัดมูลค่าได้ (ย่อหน้า 8.13 และ 8.14)
- ส่วนที่ลดลงถึงมูลค่าสุทธิที่จะได้รับ แสดงเป็นส่วนหนึ่งของ ต้นทุนขาย ส่วนผลขาดทุนอื่น เช่น สินค้าสูญหาย แสดงเป็น ค่าใช้จ่ายในการบริหาร (ย่อหน้า 8.16)
ทางภาษี ประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ทวิ (6) ให้ตีราคาสินค้าคงเหลือวันสุดท้ายของรอบบัญชีตาม ราคาทุนหรือราคาตลาด แล้วแต่อย่างใดจะน้อยกว่า และใช้ราคานั้นเป็นราคายกมาของรอบใหม่ คำว่า "ราคาตลาด" ในกฎหมายภาษีกับ "มูลค่าสุทธิที่จะได้รับ" ในมาตรฐานบัญชีไม่ได้นิยามเหมือนกันทุกถ้อยคำ ถ้ายอดที่ลดในบัญชีต่างจากที่ภาษียอมรับ ต้องปรับปรุงตอนคำนวณกำไรสุทธิทางภาษี ดูวิธีปรับรายการที่บัญชีกับภาษีต่างกันได้ที่ การกระทบยอดรายได้ทางบัญชีและภาษี: บวกกลับ/หักออก ใน ภ.ง.ด.50 และเก็บหลักฐานราคาที่ใช้ประเมินไว้ เช่น ราคาขายจริงหลังวันสิ้นงวด หรือใบเสนอราคา
10. ใช้ต้นทุนตั้งราคาขายอย่างไรไม่ให้ขาดทุนโดยไม่รู้ตัว
ต้นทุนที่คำนวณตามมาตรฐานบัญชีคือ ต้นทุนการผลิต เท่านั้น ยังไม่รวมค่าใช้จ่ายขาย บริหาร ดอกเบี้ย และภาษี ราคาขายจึงต้องเผื่อส่วนนี้ไว้ใน margin
10.1 Markup กับ Margin ไม่เท่ากัน
ต่อจากงาน J-045 ต้นทุน 405 บาทต่อชิ้น
| วิธีคิด | คำนวณ | ราคาต่อชิ้น | กำไรขั้นต้นต่อราคาขาย |
|---|---|---|---|
| บวกเพิ่ม 30% จากต้นทุน (Markup) | 405 × 1.30 | 526.50 | 23.1% |
| ต้องการกำไรขั้นต้น 30% ของราคาขาย (Margin) | 405 ÷ 0.70 | 578.57 ปัดเป็น 580 | 30.2% |
ถ้าเป้าหมายของบริษัทคือกำไรขั้นต้น 30% แต่ฝ่ายขายใช้สูตรบวก 30% จากต้นทุน กำไรขั้นต้นจริงจะเหลือราว 23% ทุกงาน
10.2 ราคาต่ำสุดที่ยังรับได้ สำหรับงานพิเศษช่วงเครื่องว่าง
ในปีที่เครื่องว่าง (ตัวอย่างข้อ 3 ใช้เครื่องเพียง 4,800 จาก 6,000 ชั่วโมง) ค่าใช้จ่ายคงที่ 250 บาทต่อชั่วโมงเกิดอยู่แล้วไม่ว่าจะรับงานหรือไม่ งานเพิ่มที่ใช้ชั่วโมงว่างจึงควรเทียบราคากับ ต้นทุนผันแปร (วัตถุดิบ ค่าแรงที่จ่ายเพิ่มจริง ค่าใช้จ่ายผันแปร 50 บาทต่อชั่วโมง ค่าจ้างภายนอก) ถ้าราคาสูงกว่าต้นทุนผันแปร งานนั้นช่วยให้กำไรรวมดีขึ้น แต่ต้องระวัง 3 เรื่อง
- ใช้วิธีนี้เฉพาะเมื่อมีกำลังการผลิตว่างจริง ถ้าต้องตัดงานลูกค้าประจำออก ต้นทุนเสียโอกาสต้องนับด้วย
- ไม่ควรทำเป็นราคาปกติ เพราะระยะยาวราคาต้องครอบคลุมต้นทุนคงที่และค่าใช้จ่ายขายบริหาร
- งานที่ขายต่ำกว่าราคาปกติ ควรมีเหตุผลทางการค้ารองรับและเอกสารประกอบ เพราะถ้าขายต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุอันสมควร มาตรา 79/3 (1) ให้ใช้ราคาตลาดเป็นฐานภาษีมูลค่าเพิ่ม
10.3 ต้นทุนต่อหน่วยที่ใช้ตั้งราคาควรมาจากกำลังการผลิตปกติ
อย่าใช้ต้นทุนต่อหน่วยจริงของเดือนที่ผลิตน้อยไปตั้งราคา เพราะต้นทุนคงที่ต่อหน่วยจะสูงขึ้น ราคาขายจะสูงขึ้น ลูกค้าจะลดลง ยอดผลิตจะลดลงอีก เป็นวงจรที่ทำให้กิจการแข่งขันไม่ได้ ใช้อัตราตามกำลังการผลิตปกติเป็นฐาน แล้วแยกบริหารปัญหากำลังการผลิตว่างเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
11. ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในระบบต้นทุนของ SME
- ใช้ต้นทุนแค่ค่าวัตถุดิบบวกค่าแรง ไม่ปันค่าใช้จ่ายการผลิต ทำให้ทั้งสินค้าคงเหลือในงบและราคาขายต่ำเกินจริง
- ปันค่าใช้จ่ายการผลิตด้วยยอดขาย ซึ่งไม่เกี่ยวกับการใช้ทรัพยากรในการผลิต และทำให้สินค้าที่ยังไม่ขายไม่ได้รับต้นทุนเลย
- นำค่าใช้จ่ายสำนักงานและฝ่ายขายเข้าต้นทุนสินค้า ทำให้สต็อกสูงเกินจริงและกำไรปีนี้สูงเกินจริง
- ไม่มีอัตราของเสียปกติเป็นลายลักษณ์อักษร เมื่อมีของเสียมากจึงแยกไม่ได้ว่าส่วนไหนเป็นต้นทุนสินค้าดี ส่วนไหนเป็นค่าใช้จ่าย
- ทิ้งหรือทำลายสินค้าเสียโดยไม่มีบันทึกและพยาน แล้วมาตัดสต็อกปลายปี ทำให้ตัดเป็นรายจ่ายตาม ป.79/2541 ได้ยาก และสต็อกขาดจากรายงานอาจถูกถือเป็นการขายตามมาตรา 77/1 (8) (จ)
- รายงานสินค้าและวัตถุดิบมีแต่ฝั่งซื้อและขาย ไม่มีการเบิกผลิตและรับสินค้าสำเร็จรูป ยอดคงเหลือในรายงานจึงไม่มีความหมาย
- หน่วยนับไม่สม่ำเสมอ ซื้อเป็นกิโลกรัม เบิกเป็นถุง ขายเป็นลัง โดยไม่มีตารางแปลงหน่วย
- เปลี่ยนวิธีคำนวณราคาทุนเอง เช่น จากเข้าก่อนออกก่อนเป็นถัวเฉลี่ย เพื่อให้กำไรปีนี้ดูดีขึ้น โดยไม่ได้รับอนุมัติตามมาตรา 65 ทวิ (6)
- ตั้งต้นทุนมาตรฐานแล้วไม่เคยทบทวน หลายปีผ่านไปมาตรฐานไม่สะท้อนราคาวัตถุดิบและค่าแรงจริง สินค้าคงเหลือจึงห่างจากต้นทุนจริง
- นับวัตถุดิบที่ลูกค้าส่งมาให้ผลิตรวมเป็นสต็อกของตัวเอง ในงานรับจ้างผลิต วัตถุดิบของลูกค้าควรคุมแยกเป็นของฝาก ไม่ใช่สินค้าคงเหลือของโรงงาน
12. เช็กลิสต์ระบบต้นทุนขั้นต่ำ
- เลือกระบบต้นทุน (งานสั่งทำ ต้นทุนช่วง หรือผสม) ให้ตรงกับลักษณะการผลิต และเขียนนโยบายไว้
- มี BOM ของสินค้าทุกตัว ระบุอัตราของเสียปกติ วันที่มีผล และผู้อนุมัติ
- แยกบัญชีค่าแรงทางตรง ค่าแรงทางอ้อม และเงินเดือนสำนักงาน
- กำหนดฐานและอัตราปันส่วนค่าใช้จ่ายการผลิตล่วงหน้า จากกำลังการผลิตปกติ ทบทวนอย่างน้อยปีละครั้ง
- ใช้ใบเบิกวัตถุดิบ ใบคืนวัตถุดิบ บัตรชั่วโมงงาน และใบรายงานการผลิต ทุกครั้ง พร้อมเลขงานหรือแผนก
- ทำรายงานสินค้าและวัตถุดิบแยกรายการและแยกสถานประกอบการ ลงภายใน 3 วันทำการ (ถ้าจด VAT)
- กระทบยอดทะเบียนคุมกับผลตรวจนับทุกไตรมาส และหาสาเหตุผลต่าง
- ทำลายของเสียและสินค้าเสื่อมตามขั้นตอน ป.79/2541 แจ้งสรรพากรล่วงหน้า 30 วันเมื่อเป็นของที่เก็บรอทำลายได้
- ปลายงวด แยกค่าใช้จ่ายคงที่ที่ปันไม่หมดเพราะผลิตต่ำกว่าปกติออกเป็นค่าใช้จ่าย และปรับผลต่างที่มีนัยสำคัญ
- ปลายปี ประเมินมูลค่าสุทธิที่จะได้รับและราคาตลาดของสินค้าเคลื่อนไหวช้า เสีย หรือล้าสมัย เก็บหลักฐานราคา
- ใช้วิธีคำนวณราคาทุนเดิมทุกปี ถ้าจะเปลี่ยนให้ขออนุมัติก่อน
- เทียบใบต้นทุนงานจริงกับราคาที่เสนอทุกงาน และใช้ margin (ไม่ใช่ markup) เมื่อตั้งเป้ากำไรขั้นต้น
อยากให้สำนักงานบัญชีดูแลเรื่องนี้ให้?
ตะวัน คอนซัลแทนท์ รับทำบัญชีรายเดือน บันทึกบัญชี ยื่น VAT ภาษีหัก ณ ที่จ่าย ประกันสังคม และปิดงบให้ครบทุกกำหนด เริ่มต้น 1,500 บาท/เดือน · ทัก LINE ประเมินราคาฟรี
คำถามที่พบบ่อย
1. โรงงานรับทั้งงานสั่งทำและผลิตสินค้ามาตรฐานขายเอง ต้องใช้ระบบต้นทุนเดียวไหม
ไม่จำเป็น ใช้ระบบต่างกันตามสายผลิตได้ เช่น งานตามแบบลูกค้าเก็บต้นทุนเป็นเลขงาน ส่วนสินค้ามาตรฐานใช้ต้นทุนช่วงหรือต้นทุนมาตรฐาน สิ่งที่ต้องคงไว้คือฐานปันส่วนค่าใช้จ่ายการผลิตที่สอดคล้องกัน และวิธีคำนวณราคาทุนสินค้าคงเหลือที่เลือกแล้วต้องใช้ต่อเนื่องตามมาตรา 65 ทวิ (6)
2. เดือนที่ยอดผลิตตก ต้นทุนต่อหน่วยพุ่ง ต้องทำอย่างไร
ปันค่าใช้จ่ายการผลิตคงที่ตามกำลังการผลิตปกติ ไม่ใช่ตามยอดผลิตจริงของเดือน ส่วนที่ปันไม่หมดเพราะผลิตน้อยให้รับรู้เป็นค่าใช้จ่ายของงวดตาม TAS 2 ย่อหน้า 13 วิธีนี้ทำให้ต้นทุนต่อหน่วยและมูลค่าสต็อกไม่ผันผวนตามยอดผลิต และผู้บริหารเห็นต้นทุนของกำลังการผลิตว่างแยกออกมาชัดเจน
3. รายงานสินค้าและวัตถุดิบต้องใส่มูลค่าหรือราคาทุนด้วยไหม
แบบท้ายประกาศอธิบดีฯ (ฉบับที่ 89) เป็นรายงานปริมาณ มีช่องรับ จ่าย และคงเหลือ ไม่มีช่องมูลค่า ยกเว้นกรณีลงเป็นยอดรวมรายวัน ซึ่งรายงานรายละเอียดรายวันต้องมีมูลค่ารวมด้วย อย่างไรก็ดี บัญชีสินค้าและบัญชีต้นทุนของบริษัทต้องมีมูลค่า และปริมาณในทั้งสองแหล่งควรตรงกัน
4. ของเสียระหว่างผลิตต้องแจ้งสรรพากรก่อนทิ้งทุกครั้งไหม
ไม่ใช่ทุกกรณี ของเสียตามปกติเป็นต้นทุนของสินค้าดีตาม ป.79/2541 ข้อ 2 ส่วนการตัดต้นทุนของเสียเกินปกติหรือสินค้าเสื่อมเป็นรายจ่ายในรอบที่ทำลาย ต้องทำตามข้อ 3 ของเสียที่เก็บไว้ไม่ได้ เช่น อาหาร ไม่ต้องแจ้งสรรพากร แต่ต้องมีการอนุมัติ พยานจากหลายฝ่าย และเชิญผู้สอบบัญชี ส่วนของที่เก็บรอทำลายพร้อมกันได้ ต้องแจ้งสรรพากรพื้นที่ล่วงหน้า 30 วัน
5. ใช้ต้นทุนมาตรฐานแสดงสินค้าคงเหลือในงบการเงินได้ไหม
ได้ ถ้าผลใกล้เคียงกับต้นทุนจริง ตาม TAS 2 ย่อหน้า 21 มาตรฐานต้องตั้งจากการใช้วัตถุดิบ ค่าแรง ประสิทธิภาพ และกำลังการผลิตระดับปกติ และต้องทบทวนสม่ำเสมอ ถ้าผลต่างระหว่างมาตรฐานกับจริงมีนัยสำคัญ ต้องปรับสินค้าคงเหลือให้ใกล้เคียงต้นทุนจริงตอนปิดงบ
6. ซอฟต์แวร์บัญชีคิดต้นทุนให้อัตโนมัติ ยังต้องวางระบบเองอีกไหม
ต้องวาง โปรแกรมคำนวณตามข้อมูลที่ป้อน ถ้า BOM ไม่ตรงกับการผลิตจริง ใบเบิกไม่ระบุเลขงาน หรือไม่ได้ตั้งอัตราปันส่วนจากกำลังการผลิตปกติ ผลที่ได้ก็ผิดอย่างเป็นระบบ ก่อนเลือกโปรแกรม ควรกำหนดระบบต้นทุนและเอกสารให้ชัด แล้วตรวจว่าโปรแกรมรองรับวิธีที่เลือก
7. ตรวจนับปลายปีแล้ววัตถุดิบหายไปจากทะเบียนจำนวนมาก มีผลทางภาษีอย่างไร
ผลต่างที่อธิบายไม่ได้กระทบ 2 ทาง ทางภาษีมูลค่าเพิ่ม การมีสินค้าขาดจากรายงานสินค้าและวัตถุดิบถือเป็นการขายตามมาตรา 77/1 (8) (จ) โดยใช้ราคาตลาดเป็นฐานภาษีตามมาตรา 79/3 (3) ทางบัญชี ผลขาดทุนจากสินค้าสูญหายแสดงเป็นค่าใช้จ่ายในการบริหาร (NPAEs ย่อหน้า 8.16) ควรหาสาเหตุก่อนปิดบัญชี เช่น ของเสียที่ไม่ได้บันทึก หรือหน่วยนับผิด และปรึกษาผู้สอบบัญชีก่อนบันทึก
ให้ Tawan Consultant ช่วยดูแลเรื่องนี้
ทีมบัญชีของ ตะวัน คอนซัลแทนท์ (Tawan Consultant) ช่วยโรงงานและ SME ผลิตสินค้าเลือกระบบต้นทุนที่เหมาะกับลักษณะการผลิต วาง BOM ใบเบิก และทะเบียนคุมสินค้า กำหนดอัตราปันส่วนค่าใช้จ่ายการผลิต จัดทำรายงานสินค้าและวัตถุดิบ วางขั้นตอนทำลายของเสียตามคำสั่งกรมสรรพากร และตรวจการตีราคาสินค้าคงเหลือก่อนปิดงบ
- โทร: 096-692-2528
- LINE: @962iwlqe
- ที่อยู่: 34 ซอยเพชรเกษม 28 แยก 16 แขวงปากคลองภาษีเจริญ เขตภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร 10160
- เวลาทำการ: จันทร์–ศุกร์ 8:30–17:30
- เว็บไซต์: www.tawanconsultant.com
บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไปเพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายหรือภาษีสำหรับกรณีเฉพาะ กฎหมายและแนวปฏิบัติอาจเปลี่ยนแปลง ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจ
แหล่งอ้างอิง
- ประมวลรัษฎากร มาตรา 65-76 (มาตรา 65 ทวิ (6) การตีราคาสินค้าคงเหลือและการใช้หลักเกณฑ์คำนวณราคาทุนตลอดไป) กรมสรรพากร https://www.rd.go.th/5939.html
- ประมวลรัษฎากร มาตรา 77-79 (มาตรา 77/1 (8) (จ) สินค้าขาดจากรายงานถือเป็นการขาย, มาตรา 79/3 (1) และ (3) ฐานภาษีตามราคาตลาด) กรมสรรพากร https://www.rd.go.th/5205.html
- ประมวลรัษฎากร มาตรา 87-90 (มาตรา 87 (3) รายงานสินค้าและวัตถุดิบ, มาตรา 87/3 การเก็บรักษารายงานและเอกสาร) กรมสรรพากร https://www.rd.go.th/5209.html
- ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 89) ข้อ 3 ข้อ 9 และข้อ 10 (รายงานสินค้าและวัตถุดิบ) กรมสรรพากร https://www.rd.go.th/3374.html และแบบรายงานสินค้าและวัตถุดิบท้ายประกาศ https://www.rd.go.th/7959.html
- คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.79/2541 ข้อ 1 ข้อ 2 และข้อ 3 (การทำลายของเสีย สินค้าที่เสื่อมคุณภาพ สินค้าที่มีตำหนิ สินค้าที่หมดสมัยนิยม สินค้าที่หมดอายุ และเศษซาก) กรมสรรพากร https://www.rd.go.th/3575.html
- คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.84/2542 ข้อ 1 (แก้ไขข้อ 3 (3)(3.2) ของคำสั่งที่ ป.79/2541) กรมสรรพากร https://www.rd.go.th/3570.html
- คำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.4/2528 ข้อ 8 (ค่าจ้างทำของ หัก ณ ที่จ่ายร้อยละ 3) กรมสรรพากร https://www.rd.go.th/3479.html
- คู่มือ ประเด็นด้านต้นทุนและค่าใช้จ่าย ส่วนที่ 1 ต้นทุนขายสินค้า กองมาตรฐานการสอบบัญชีภาษีอากร กรมสรรพากร (มิถุนายน 2567) https://www.rd.go.th/fileadmin/user_upload/taxaudit/vp/tax_Dimention/manualCost.pdf
- มาตรฐานการรายงานทางการเงินสำหรับกิจการที่ไม่มีส่วนได้เสียสาธารณะ (ปรับปรุง 2565) บทที่ 8 สินค้าคงเหลือ ย่อหน้า 8.4-8.16 ตามประกาศสภาวิชาชีพบัญชี ที่ 48/2565 สภาวิชาชีพบัญชี https://acpro-std.tfac.or.th/test_std/uploads/files/TFRS%20for%20NPAEs_Revise%202565R1.pdf
- มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 2 เรื่อง สินค้าคงเหลือ ย่อหน้า 13, 14, 16, 21, 23-25 ตามประกาศสภาวิชาชีพบัญชี ที่ 34/2562 สภาวิชาชีพบัญชี https://eservice.tfac.or.th/get_file/index.php?file=TAS_2_revised_2568.pdf
- คู่มืออธิบายมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 2 เรื่อง สินค้าคงเหลือ สภาวิชาชีพบัญชี https://acpro-std.tfac.or.th/uploads/files/TAS2-Manual.pdf
- คู่มือสิ่งที่ต้องรู้ & ทำ เมื่อเป็นห้างหุ้นส่วน บริษัทจำกัด บริษัทมหาชนจำกัด (หน้าที่จัดทำบัญชีรายวัน บัญชีแยกประเภท บัญชีสินค้า ตามพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543) กรมพัฒนาธุรกิจการค้า https://www.dbd.go.th/storage/manual/644ffb30-f6bf-4e60-a3be-9db74a65509b.pdf